Monday, May 23, 2016

นวนิยายแปล "มาลาดวงจิต" 4

มาลาดวงจิต
 

พนมกุเลน แดนรื่นรมย์


ย็นหนึ่งของวันอาทิตย์ในเดือนมีนาคม ฑีฆาวุธไปเยี่ยมบ้านมิตรทั้งสอง ขณะนั้นพ่อกับลูกสาวกำลังนั่งพักผ่อนรับลมอยู่นอกชานโดยมีน้ำส้มคั้นวางตรงหน้าคนละแก้ว เทพโกศลให้การต้อนรับชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง จันทร์มณีต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวานก่อนเรียกคนใช้ให้ยกเก้าอี้มาเพิ่มอีกหนึ่งที่ ส่วนตัวเองเดินเข้าไปยกน้ำส้มคั้นใส่น้ำแข็งมาส่งให้แขกแก้วหนึ่ง หลังจากนั่งลงเรียบร้อยพร้อมหน้ากันแล้วหล่อนจึงถามขึ้น
            เอ่อ พี่วุธค่ะปิดเทอมวันไหนคะ
            เริ่มปิดตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๑ เมษายนนี่แหละ ที่พี่มาวันนี้ก็ตั้งใจจะมาลาท่านและจันทร์มณีเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้านในวันปิดเทอมนั่นแหละ
            หญิงสาวมองหน้าพ่อของหล่อนซึ่งดูเหมือนกับมีอะไรจะพูด แต่เธอชิงพูดขึ้นก่อน
            ไม่ต้องรีบร้อนกลับไม่ได้หรือค่ะ หยุดพักผ่อนเอาเรี่ยวแรงสักอาทิตย์หนึ่งแล้วค่อยว่ากันอีกทีน่าจะดีนะค่ะ สมองคนเราหากได้ผ่อนคลายบ้างจะทำให้ความจำดี เรียนรู้อะไรได้ง่าย ถ้าจะว่าไปแล้ว การผ่อนคลายก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว ดูแต่สายของพิณนั่นสิ ขึงตึงเกินไปมันก็ขาด
            จริงๆ ด้วยเทพโกศลพูดเสริม ที่ลูกพูดมานี่ถูกต้องทีเดียว ถ้าหลานชายไปเที่ยวเสียมเรียบไปชมนครวัดกับพวกเราได้ละก็เราจะดีใจมากเลย
            ด้วยการคะยั้นคะยอจากมิตรทั้งสองเช่นนี้ ด้วยประสงค์อยากอยู่กับคนรักนานๆ และด้วยความอยากเห็นปราสาทที่ตนเคยได้รู้จักแค่ในหนังสือ ฑีฆาวุธจึงยินยอมพร้อมใจตอบรับเดินทางร่วมกับคนทั้งสอง

ดังนั้นในเช้ามืดของวันหนึ่ง หลังจากที่ได้ชื่นชมอย่างตื่นตาตื่นใจกับโบราณสถานบรรดามี ทั้งบริเวณวงเล็กและโดยรอบกว้าง ซึมซับความงดงามของทัศนียภาพที่บารายณ์ ได้ชื่นชมปราสาทบากงและโลไลเสร็จสรรพแล้ว นักเดินทางทั้งหมดจึงขึ้นรถฟอร์ดเก่าๆ สองคันเปิดไฟหน้าส่องฝ่าความมืดยามใกล้สางมุ่งไปตามถนนจากเมืองเสียมเรียบสู่นครธม กลุ่มหนุ่มสาวเริ่มรู้สึกคึกคักขึ้นอีกครั้งด้วยความปีติจากป่าปราสาทอังกอร์ที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมฟุ้ง และการได้ยลสถานที่นามกระฉ่อนเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์
            เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่น รถยนต์สะเทือนเขย่าผู้โดยสารเหมือนเมล็ดข้าวสารบนกระด้ง ก่อนที่จะเคลื่อนไปตามถนนริมสระสรง ผ่านหมู่บ้านประดาก ซึ่งมีเด็กๆ เพิ่งตื่นจากหลับวิ่งมาเกาะรั้วบ้านส่งเสียงโห่รับกันไปเป็นทอดๆ หลังจากนั้นรถยนต์ได้เลี้ยวเข้าสู่ทางลูกรังคุ้นเอาฝุ่นฟ้งตระหลบ ผ่านหน้าปราสาทบันทายสำเหร่โดยยึดเอาทิศเหนือเป็นเป้าหมายที่มุ่งไป
            รถคันหน้าทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง โดยมีสุขวินท์เป็นโชเฟอร์ และครอบครัวของเขาร่วมเป็นผู้โดยสาร ซึ่งประกอบด้วย ประภาผู้เป็นภรรยา ชฎาวัณลูกสาว และวงศ์ฤทธิ์ลูกชาย ส่วนผู้โดยสารอีกคน คือ เวคี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน
            เยาวชนทั้งสามต่างก็เป็นนักเรียนระดับวิทยาลัยเหมือนกัน วงศ์ฤทธิ์กับเวคี เป็นนิสิตเรียนที่เดียวกับฑีฆาวุธ และมีความผูกพันสนิทสนมกลมเกลียวกันมาก ดังนั้นเมื่อทราบข่าวจากเพื่อนว่าจะพาเพื่อนคนไทยมาเที่ยวปราสาทอังกอร์ คนทั้งสองจึงพยายามที่จะช่วงชิงตัวฑีฆาวุธให้มาพักบ้านของตน แต่ที่สุดแล้วฑีฆาวุธตัดสินใจพักที่บ้านพ่อของวงศ์ฤทธิ์ เพราะเห็นว่าสุขวินท์เป็นเจ้าของกิจการเดินรถโดยสารรายใหญ่ในเมืองเสียมเรียบ น่าที่จะอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มเพื่อนในการท่องเที่ยวในครั้งนี้ได้ดี โดยฑีฆาวุธพักรวมห้องกับวงศ์ฤทธิ์ ส่วนท่านเทพโกศล จันทร์มณี และพี่เลี้ยงอีกสองคนนั้น สุขวินท์ได้เชื้อเชิญให้มาพักที่บ้านเช่นเดียวกัน แต่นักท่องเที่ยวไทยมีความขัดข้องด้วยเหตุผลที่ว่าได้โทรเลขมาจองห้องพักโรงแรมใหญ่ไว้ ๓ ห้องเรียบร้อยแล้ว
            ทุกๆ เช้าของวัน วงศ์ฤทธิ์จะขับรถฟอร์ดพาน้องสาว ฑีฆาวุธและเวคีมาหาเพื่อนใหม่ที่โรงแรมแล้วชวนกันไปท่องเที่ยวชมปราสาท ไปว่ายน้ำที่บารายณ์ และไปกินข้าวที่สระสรงหรือสระพระพิฑูรย์ โดยทุกครั้งเทพโกศลและครอบครัวจะใช้รถยนต์ของเขาเองที่มีคนขับประจำ
            มีอยู่วันหนึ่งขณะที่เที่ยวชมปราสาทบากง เวคีได้นำลิ้นจี่เต็มถุงใหญ่มาแบ่งกันกิน โดยผู้ซื้อได้เลือกคัดเอาแต่ลูกโตๆ รสหวาน ทำให้จันทร์มณีสนใจสอบถามถึงที่มาของไม้ผลชนิดนี้ว่าเก็บมาจากที่ใด ซึ่งข้อมูลที่บอกเล่าต่อๆ กันจนเป็นตำนานนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ตั้งใจมั่นคงว่าจะไปเที่ยวพนมกุเลนให้ได้ (กุเลน แปลว่าลิ้นจี่ ผู้แปล)
            ในการเดินทางครั้งนั้น เทพโกศลได้ทิ้งรถเรโนลด์ของตนเอาไว้แล้วมานั่งร่วมกับฑีฆาวุธในรถฟอร์ดที่ขับตามหลัง สุขวินท์ประมาณการไว้ว่าจะให้ทั้งหมดเดินทางถึงเขาลูกนั้นในตอนเช้า นักเดินทางทั้งหมดจึงต้องตื่นแต่มืด ระยะทางจากเสียเรียบไปถึงเขาลูกนั้นห่างไปประมาณ ๔๐ กิโลเมตร เส้นทางส่วนใหญ่เป็นดินทรายและสะพานที่ชำรุดทรุดโทรม อันจะเป็นเหตุให้การเดินทางต้องพบกับความยุ่งยากยิ่งขึ้น มีแต่รถฟอร์ดคันเก่าๆ นี่แหละที่ช่วงล่างสูงพ้นดินพอให้วิ่งไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค
            ครั้นผ่านพ้นภูเขาพนมโบก และภูเขาลูกเล็กๆ ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางเป็นระยะๆ แล้ว เส้นทางก็เริ่มดูเงียบเชียบวังเวงราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่ แม้แต่นกกาหรือสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยก็ไม่มีบินหรือเกาะตามคาคบต้นตาลที่ขึ้นอยู่เป็นทิวแถว รถยนต์ทั้งสองคันวิ่งทิ้งช่วงกันประมาณ ๑๐๐ เมตร เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้คนนั่งคันหลังต้องรำคาญกับฝุ่นละอองที่ฟุ้งตระหลบจากรถคันหน้า เนื่องจากไม่ค่อยมีลมพัดหอบพาออกไปที่ใด ละอองแป้งฝุ่นจากธรรมชาติจึงได้เกาะหนาอยู่ตามร่องถนนและพุ่มไม้ เส้นทางที่ถูกปล่อยปละละเลยขาดการบำรุงรักษามานาน ก็ยิ่งโทรมหนักด้วยเกวียนเทียมวัวของชาวบ้านที่บรรทุกลิ้นจี่เต็มหลังขับบดล้อกดดินจนเป็นร่องลึกราวกับใครมาไถพรวนไว้ แม้กระนั้นเมื่อเจอกับหลุมแต่ละครั้งรถฟอร์ดที่เครื่องยนต์แรงเหมือนช้างยังต้องปั่นล้อหมุนฟรีๆ โดยที่รถมิได้เคลื่อนไปข้างหน้าแต่อย่างใด บางช่วงรถกำลังวิ่งไปดีๆ ล้อกลับจมลงดินอ่อนยุ่ยเล่นเอาพวงมาลัยสะบัดทำให้รถไถลออกไปชนตอไม้ข้างทางก็มี พอถึงสะพานแต่ละแห่งผู้โดยสารทั้งหมดต้องพากันลงจากรถ เพราะไม้แต่ละท่อนล้วนผุและคลอนโยกเยกไม่น่าไว้ใจได้แม้สักที่เดียว แต่ถึงแม้จะมีเหตุให้ต้องหงุดหงิดหลายอย่างก็ตามหนุ่มสาวของเราก็ยังคงมีท่าทีสบายอกสบายใจ
            ตอนนี้ผ่านพ้นแนวป่าละเมาะไปแล้วการเดินทางได้เข้าสู่เขตป่าทึบที่มีต้นไม้สูงใหญ่ร่มครึ้ม แสดงให้รู้ว่ามาใกล้ที่อันเย็นเยียบของภูเขา ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะเหล่านักเดินทางเริ่มสวนทางกับชาวบ้านที่พากันหาบบ้าง บรรทุกเกวียนบ้าง เพื่อขนเอาลิ้นจี่ลูกสีแดงสุกกลับไปบ้านแลดูละลานตา ไม่นานนักเหล่านักเดินทางของเราก็มาถึงจุดพักที่เชิงเขาซึ่งเป็นสถานที่นัดพบกันของบรรดาเกวียนที่รอขนผลไม้ซึ่งมีอยู่ที่นี่แห่งเดียวในประเทศเขมร ตามขั้นบันไดขึ้นลงภูเขานั้นชาวบ้านที่เป็นชายฉกรรจ์บ้างหาบบ้างคอน ที่เป็นผู้หญิงจะวางเทินบนศีรษะเพื่อลำเลียงผลไม้ลงจากยอดเขาเดินกันเป็นทิวแถว เพราะงานนี้เป็นอาชีพเดียวสำหรับคนที่นี่
            หลังจากได้ที่ร่มจอดรถเรียบร้อยแล้ว สุขวินท์และประภา ชวนกันไปเดินหาชาวบ้านสองคนเพื่อจ้างมาเป็นลูกหาบขนเสบียงอาหารขึ้นไปข้างบน ขณะที่เด็กหนุ่มสาวลงจากรถได้ก็ปัดฝุ่นผงและหัวเราะกันเริงร่า
            นักท่องเที่ยวทั้งหมดเดินเรียงกันขึ้นภูเขาไปตามทางที่คนยุคโบราณได้นำหินศิลาแลงมาวางเรียงเป็นขั้นบันไดซึ่งนับถึงขั้นบนสุดอยู่ราวๆ ๕๐ - ๖๐ ขั้นโดยระหว่างทางขึ้นยังจัดให้มีลานกว้างไว้เป็นที่นั่งพักสำหรับคนที่ปวดข้อปวดเข่า
            หลังจากหยุดพักเหนื่อย ๑๕ นาที นักเดินทางกลุ่มนี้ก็เริ่มเดินตามทางเรียบบนเขา เส้นทางนั้นลัดเลาะตามช่องต้นไม้ใหญ่ที่ผลัดใบแก่ลงมาทับถมเป็นพรมหนา ราวหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อมาก็มาถึงสะพานไม้ข้ามลำธารที่มีน้ำใสไหลเชี่ยว สักพักจึงพากันเดินเข้าไปในบริเวณวัดที่มีลานโล่งกว้างขวาง ได้รับการดูแลปัดกวาดสะอาดสะอ้าน มีกุฏิหลังใหญ่มุงด้วยกระเบื้อง และกุฏิหลังเล็กๆ ๒ - ๓ หลังมุงด้วยหญ้าคา เลยแนวต้นขนุนไปมีโบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ และมีศาลายาวมุงหญ้าคาหลังหนึ่งเป็นที่พักสำหรับนักเดินทาง วัดนี้ดูร่มรื่นยิ่งนัก จิตใจคนเมืองที่คุกรุ่นด้วยความโลภหลงอยากได้ใคร่มี และหวาดวิตกจากเสียงขู่คำรามจากชาติตะวันตกที่นับวันจะรุนแรงขึ้น หากได้มาถึงที่นี้เมื่อใดความหวาดหวั่นทั้งหลายนั้นก็จะผ่อนคลายมลายสิ้น
            ขณะที่ผู้ใหญ่พากันเข้าไปกราบพระและนำของถวายเจ้าอาวาส เพื่อนคนอื่นๆ มัวแต่วุ่นอยู่กับการเก็บลิ้นจี่ที่พระสงฆ์รูปหนึ่งบอกชาวบ้านให้ปีนไปหักกิ่งทิ้งลงมานั้น จันทรืมณีกับฑีฆาวุธชวนกันไปนั่งข้างวิหารฝั่งหนึ่งเพื่อจะได้ถ่ายภาพทิวทัศน์ที่งดงาม ที่นั่นมีหินก้อนใหญ่ๆ ผิวเกลี้ยงกลมเหมือนเห็ดยักษ์โผล่ขึ้นกลางป่า มีอยู่ก้อนหนึ่งที่สูงและใหญ่กว่าก้อนอื่นๆ บนลานหินนั้นมีศาลามุงสังกะสีหลังหนึ่ง ความอยากรู้ทำให้คนทั้งสองต้องป่ายปีนบันไดไม้ที่ไหวสั่นขึ้นไปยังศาลาซึ่งเป็นที่ตั้งพระพุทธรูปองค์หนึ่งแกะสลักขึ้นจากหินก้อนนั้นเอง องค์พระเป็นปางนอนตะแคงขนาดยาวประมาณ ๑๕ เมตร มีเครื่องสักการะบูชาวางอยู่ด้านหน้าเต็มไปหมด ชวนให้หญิงสาวและชายหนุ่มรู้สึกระทึกในหัวใจกับความเลื่อมใสศรัทธาของบรรพบุรุษ
            หล่อนชักชวนฑีฆาวุธลงไปเก็บดอกจำปีที่ขึ้นอยู่บริเวณใกล้ๆ หลังจากถอดร้องเท้าวางไว้นอกศาลาเรียบร้อยแล้ว สาวหนุ่มจึงนำดอกไม้เข้าไปปักในแจกันหน้าแท่นบูชาแล้วสวดมนต์นมัสการโดยหญิงสาวสวดเป็นสำเนียงไทยขณะที่ชายหนุ่มสวดสำเนียงเขมร สาวหนุ่มทั้งสองสวดจบบทแล้วก็กราบลงด้วยความเชื่อศรัทธาและมีสีหน้าสดชื่น หลังจากกราบพระเสร็จแล้ว จันทร์มณีหันมาทางฑีฆาวุธก่อนจะกล่าวคำอธิษฐานว่า
            ขอพระบารมีพระองค์ ได้โปรดช่วยส่งเสริมข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองผู้ที่มีความรักหนักแน่นต่อกัน ให้พ้นจากความทุกข์ยาก ปลอดภัยจากอุปสรรคทั้งปวง ขอให้มีชัยชนะเหนือเคราะห์กรรมและความโลภหลงทั้งหลายที่กำลังกลายเป็นโมหะมาบดบังตาคนทั้งโลกให้เกิดความเกลียดชังและประทุษร้ายต่อกันในขณะนี้ ซึ่งห่างไกลยิ่งจากพระพุทโธวาท
            ฑีฆาวุธได้ฟังถ้อยคำไพเราะอย่างพึงใจ จึงยกมือประนมและย้ำอีกว่า
            จันทร์มณี คือ คู้สร้างคู้สมที่แท้จริงของข้าพระพุทธเจ้า แม้ว่าเราจะแยกกันไปเกิดในอาณาจักรที่ต่างกัน แต่กุศลผลบุญที่เราได้ร่วมกันสร้างมาแต่ชาติปางก่อนก็ได้ชักนำให้กลับมาพบกันอีก และเกิดเป็นความผูกพันในเวลาที่รวดเร็ว ขออย่าให้มีอุปสรรคขัดขวางระหว่างเราทั้งสอง ขอให้มีแต่ความราบรื่นตลอดไป
            ไม่นานผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ก็เดินทางมาถึงที่นั่น คู่รักทั้งสองจึงเข้าไปสมทบ จากการเชิญชวนของสุขวินท์ นักเดินทางทั้งหมดจึงได้ไปกราบรอยพระพุทธบาทที่สลักบนแท่นหิน แล้วเลยไปชมอาศรมพระจงกรมของที่อันโดงเปรง ไปไหว้พระพุทธรูปฉัตรฤาษีก่อนจะกลับมาที่วัด
ตามเส้นทางเดินเท้าที่ลัดเลาะช่องต้นลิ้นจี่ที่มีผลสุกแดงเถือกทั่วบริเวณ สุขวินท์ เดินนำหน้าคณะลงไปยังน้ำตก สภาพพื้นที่เต็มไปด้วยความชุ่มชื้น เสียงน้ำตกค่อยๆ ดังขึ้นๆ จนกลายเป็นเสียงคำรามกึกก้องราวแผ่นพื้นพสุธาจะเลื่อนลั่น
พลันที่เดินออกมาพ้นเหลี่ยมเขาโค้งสุดท้าย ภาพอันวิจิตรตระการตาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ภาพกระแส น้ำที่เต็มเปี่ยมด้วยพละกำลังและเสียงก้องกัมปนาทน่าตะลึงพรึงเพริด เปรียบดังฝูงโคถึกที่คึกคะนองกระโจนไปข้างหน้าสุดกำลังอย่างโกรธแค้น กระแสน้ำนั้นหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นไปตามซอกหินก่อนพุ่งหัวดำดิ่งลงเบื้องล่างเสียงดังสนั่นแล้วทิ้งตัวอย่างรวดเร็วจากชั้นที่สูงราว ๒ เมตร น้ำที่ใสไหลเร็วรี่แตกเป็นฟองกระเซ็นไปบนแผ่นศิลาราบเรียบเหมือนผิวถนนไปราว ๒๐ เมตรก่อนที่จะเอ่อแนวแก่งหินและกลิ้งร่างทิ้งตัวตกลงสู่หุบเหวที่คับแคบและลึกสุดประมาณ มองลงไปแล้วชวนให้หน้ามืดเสียวสันหลัง
            บริเวณลานหินราบเรียบนี่เองเป็นที่สำหรับลงเล่นน้ำได้อย่างเพลิดเพลิน และด้วยบรรยากาศอันยวนใจพาให้เหล่าเยาวชนทั้งหนุ่มทั้งสาวอดไม่ไหวรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดแขนขาสั้นสำหรับเล่นน้ำ แล้ววิ่งโร่ลงเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ลืมความเหน็ดเหนื่อยหิวกระหายหมดสิ้น บางคนก้มหน้าเอาแผ่นหลังรองรับสายน้ำที่ตกจากข้างบนแล้วร้องประกาศอวดอ้างว่าน้ำตกนี่สามารถบีบนวดร่างกายได้อย่างวิเศษเลย บ้างก็ลอยตัวให้ลื่นไถลช้าๆ ไปบนพื้นอันเย็นเฉียบของแผ่นหินใหญ่นั้น
            ส่วนผู้ใหญ่ก็นั่งอาบนั่งเล่นน้ำกันอย่างเงียบๆ คอยมองดูการหยอกล้อเล่นหัวกันของเด็กๆ อย่างเป็นสุข หรืออาจมีบางคนนึกอิจฉาบ้างก็ไม่ทราบได้
                                                           
นช่วงเวลาช่วงปิดเทอมนี้ฑีฆาวุธตั้งอกตั้งใจหมั่นเพียรทบทวนท่องจำบทเรียนต่างๆ ที่เรียนผ่านมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เตรียมพร้อมเพื่อความสำเร็จในการสอบไล่ที่จะมาถึงในเดือนมิถุนายนข้างหน้านี้ ในแต่ละสัปดาห์ชายหนุ่มจะเขียนจดหมายถึงสาวคนรักโดยส่งทางไปรษณีย์ และก็ได้รับตอบกลับมาว่าหล่อนได้ไปท่องเที่ยวที่ปราสาทเมืองแกบ และโบกโก จดหมายโต้ตอบกันนี้ไม่ต้องบอกเราก็รู้ได้ว่าส่วนใหญ่จะเขียนด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งนับเป็นกิจประการหนึ่งในการเตรียมตัวสอบที่น่าชมเชยอย่างยิ่ง แม้ว่าเนื้อหาใจความจะเต็มไปด้วยถ้อยคำรำพันถึงความรักความคิดถึง และการคร่ำครวญถึงกันและกันก็ตามที
            จนกระทั่งเวลาเปิดเทอมเวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มจึงไม่ค่อยมีโอกาสไปมาหาสู่บ้านของหญิงสาวมากนัก เพราะคิดแต่เรื่องลับสติปัญญา พัฒนาความรู้ หวังเพื่อความสำเร็จมัธยมศึกษาในลำดับที่หนึ่ง  ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่จะเดินไปสู่อนาคตอันรุ่งเรืองเหมือนรุ่งอรุณที่สว่างไสว
            เดือนพฤษภาคมผ่านพ้นไป  ทั้งสองมีโอกาสได้พบกันเพียง ๒ ครั้งเท่านั้น และในแต่ละครั้งก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ แล้วเดือนมิถุนายนก็เคลื่อนเข้ามายิ่งทำให้การเตรียมตัวยิ่งต้องเข้มข้นหนักขึ้น และเพื่อไม่ให้สมาธิแตกซ่าน ฑีฆาวุธ ตั้งปณิธานว่าจะไปพบหล่อนอีกครั้งก็ต่อเมื่อการสอบได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วเท่านั้น
            ดังนั้นเองที่ทำให้เย็นวันหนึ่ง ฑีฆาวุธต้องนั่งโดยสารรถสามล้ออย่างไม่เป็นสุข เพราะรู้สึกรำคาญกับความอืดอาดของเจ้ายานพาหนะชนิดนี้เสียเต็มประดา ในใจระอุด้วยความเบิกบานจากผลการสอบที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ แม้ว่าข้อสอบจะยากแสนยากแต่เจ้าหนุ่มก็ยืดอกได้อย่างสง่างาม จึงอยากนำข่าวร้อนๆ นี้ไปบอกสาวคนรัก พอไปถึงไม่ต้องรอให้รถสามล้อจอดสนิทดีเขาก็รีบกระโดดลง ยื่นเงินค่าโดยสารจำนวนมากพอสมควรให้คนถีบสามล้อเพื่อให้เขาได้ร่วมชื่นชมยินดีกับตนด้วย ชายหนุ่มผู้เพิ่งพานพบความสำเร็จเดินตรงเข้าไปในตัวบ้านโดยมิได้คาดคิดว่าจะพบเหตุการณ์ใด แต่แล้วเขาต้องหยุดชะงัก
            ภายในบ้านหลังนั้น เทพโกศลและลูกสาวนั่งมองหน้ากันโดยมีน้ำตาไหลนองใบหน้า พอได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามา อดีตนายทหารไทยจึงหันมามองแล้วยิ้มเจื่อนๆ
            อ้าว เข้ามาสิหลานชายเจ้าของบ้านเชื้อเชิญ พอได้รับข่าวทางโทรเลข ลูกจันทร์มณีตั้งใจจะไปบอกหลานชายให้รู้ทันที แต่ผมห้ามไว้ เพราะเห็นว่าหลานชายกำลังติดสอบอยู่ เกรงว่าจะไปทำลายสมาธิ ตอนนี้คิดว่าหลานชายคงจะมาแจ้งข่าวดีแก่เราทั้งสองถึงผลการสอบว่าประสบความสำเร็จตามที่เราได้คาดหวังเอาไว้นานแล้วใช่ไหม
            ฑีฆาวุธเห็นสภาพคนทั้งสองกำลังมีความทุกข์กังวลดังนั้น จึงแจ้งข่าวดีจองตนอย่างเรียบๆ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะบอกอย่างตื่นเต้นเร้าใจ หลังจากได้รับคำชื่นชมยินดีด้วยน้ำเสียงเสราๆ แล้ว ชายหนุ่มจึงกล่าวคำขอโทษก่อนที่จะถามถึงเหตุการณ์ความเป็นไปที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าเช่นนั้น
            ภายใต้บรรยากาศที่เงียบเชียบของบ้านหลังใหญ่ เสียงแหบๆ ของเทพโกศลบอกเล่าเรื่องราวสู่มิตรผู้อ่อนวัย ขณะที่จันทร์มณีนั่งนิ่งเงียบสายตาจับจ้องฑีฆาวุธไม่วางราวกับว่าจะซึมซับหัวใจของชายหนุ่มให้แนบชิดกับจุดหมายความรักที่กำลังจะต้องจากกันในเวลามิช้านานนี้แล้ว
เทพโกศลเล่าให้ฟังว่า
            หลานชายคงรู้ดีอยู่แล้วว่าเมื่อก่อนผมเป็นนายทหารยศร้อยเอกแห่งกองทัพไทย  แต่ด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบจากการรัฐประหารครั้งหนึ่ง ผมมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของบรรดาคนที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นกบฏ ดังนั้นเพื่อหลบหนีการทำลายล้างอย่างโหดเหี้ยมในครั้งนั้น ผมจึงลี้ภัยเข้ามายังประเทศเขมร ซึ่งเหตุการณ์นี้ผ่านมาหลายปีแล้ว เพื่อนฝูงของผมที่กรุงเทพฯ พยายามให้การแก้ต่างต่อศาลทหาร และศาลได้ออกตัดสินความเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีมลทินใดๆ แต่ผมก็ยังไม่ยอมเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนในเวลานั้นก็เพราะลูกสาวของผมเพิ่งจะเดินทางมาที่นี่ ได้พบกับความรัก และอยากรู้จักประเทศเขมรที่เป็นมิตรที่ดีนี้ให้ลึกซึ้ง อีกทั้งยังสนใจที่จะไปเรียนต่อวิทยาลัยสตรีที่เมืองดาลัดอีกด้วย ผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่ทำงานราชการอีกต่อไป และจะหาโอกาสเหมาะๆ กลับไปรับครอบครัวทั้งหมดมาอยู่ด้วยกันที่กรุงพนมเปญเสียเลย
            พูดจบก็มองดูหน้าหนุ่มสาวทั้งสองด้วยสีหน้าที่รู้สึกเห็นอกเห็นใจ และกล่าวต่อไปว่า
            เมื่อเวลาราวบ่าย ๒ โมงกว่าๆ ของวันนี้ได้มีโทรเลขด่วนแจ้งข่าวว่าแม่ของจันทร์มณีป่วยหนัก เราจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตอนเช้าวันพรุ่งนี้
 


Monday, April 25, 2016

นวนิยายแปล "มาลาดวงจิต" 3



รุ่งอรุณแห่งรัก


คืนวันนั้น หลังจากยามตบมือป้าบๆ เป็นสัญญาณสั่งให้ปล่อยชายมุ้งเข้านอน ฑีฆาวุธปฏิบัติตามขณะที่ใจยังว้าวุ่น ยกแขนก่ายหน้าผาก ความรู้สึกหวนไปฟื้นความทรงจำครั้งใหม่กลับมาเพื่อซึมซับรสชาติที่แสนประทับใจอีกครั้งหนึ่ง ภาพทุกภาพยังแจ่มชัดยิ่งกว่าความฝัน ชายหนุ่มระลึกถึงความเป็นกันเอง ความสนิทสนมและความจริงใจของหล่อน แต่อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า กิริยาทั้งหลายเหล่านี้ หากหญิงชาวเขมรผู้ใดประพฤติปฏิบัติจะต้องถูกสังคมติฉินนินทาว่าเป็นหญิงใจง่าย เห็นผู้ชายเพียงประเดี๋ยวเดียวก็ไล่ตะครุบทันที ทั้งนี้เพราะขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัดของเรา ซึ่งดูจะไม่เป็นการยุติธรรมเอาเสียเลย เพราะในการกระทำสิ่งใดๆ เราไม่ควรที่จะเอามาตรฐานหนึ่งไปเดินเที่ยววัดเที่ยวตัดสินธรรมเนียมปฏิบัติของทุกชาติทุกภาษาทั้งสิ้น หญิงสาวชาวเขมรที่อายกระมิดกระเมี้ยน หญิงสาวชาวอาหรับที่ใช้ผ้าคลุมปิดใบหน้า สาวชาวเขาชาวดอยที่ปล่อยอกเปล่าเปลือยและสตรีชาวยุโรปที่หยอกล้อเล่นหัวกับผู้ชายอย่างเท่าเทียมกันอยู่ดาษดื่นนั่นเล่า ใครผิด ใครถูก ใครดีกว่าใคร  ถ้าเราไปตัดสินเขาว่าทำตัวเหลวไหล เขาก็คงจะข้องใจว่าหญิงชาวเขมรของเราไม่มีวัฒนธรรม ขาดกิริยามารยาทที่เหมาะควร ถ้าเราถือว่าเราประพฤติปฏิบัติตามหลักศีลธรรม ตามขนบธรรมเนียมและการปลูกฝังของปู่ย่าตายาย เขาก็ตอบกลับมาว่า เขาเองก็ประพฤติปฏิบัติตามคุณสมบัติอย่างนั้นเช่นเดียวกัน
และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจกริยาและบุคลิกของจันทรมณีอย่างแจ่มชัด ฑีฆาวุธจึงใคร่ขอให้ทุกท่านเข้าใจด้วยว่า ผู้หญิงในประเทศไทยได้พัฒนาตามแบบตะวันตกไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะบ้านเมืองของเขามีเอกราชสมบูรณ์แบบมายาวนาน อีกทั้งเยาวชนของเขาไม่ว่าหญิงหรือชาย ได้ไปเล่าเรียนในทวีปยุโรปและอเมริกาเป็นจำนวนมาก
            สำหรับฑีฆาวุธนั้น จากการที่เขาเคยซึมซับเรื่องราวต่างๆ จากวรรณกรรมต่างประเทศ จึงเข้าใจถึงความแตกต่างของความคิดอ่านกริยามารยาทแห่งอิสตรี ซึ่งเขมรเรามักตั้งข้อรังเกียจในสิ่งที่เรียกว่า ศิวิไลซ์แต่เขามีความเห็นว่ากริยาอาการของจันทรมณีนั้นเป็นไปโดยธรรมชาติไม่มีสิ่งใดมาบีบบังคับ หรือไม่มีอะไรมาชักจูงให้ต้องเสแสร้งแต่อย่างใด หล่อนแสดงออกด้วยความจริงใจไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้นความคิดใดทั้งสิ้น และจากการสังเกตก็พบว่าหล่อนเองก็มีใจให้ตนอยู่เหมือนกัน แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึกประทับใจเท่านั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเต็มที่ ดั่งพืชพรรณที่งอกขึ้นบนผืนดินแตกระแหงของฤดูแล้งต้องการน้ำฝนฉันใด หัวใจชายหนุ่มที่เรารู้จักคุ้นเคยดีแล้วก็โหยหาความรักฉันนั้น ดูเถิด นอนฝัน เดินฝัน นั่งฝัน จิตใจกระวนกระวายด้วยความรู้สึกฟุ้งซ่าน ยิ่งได้มาเจอะเจอกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงที่ยิ่งไปกว่าเคยคิดจินตนาการไว้ด้วยแล้ว ความกระวนกระวายจะไม่ยิ่งทับทวีเชียวหรือ
            โอทำอย่างไรจึงจะมีโอกาสบ่มเพาะความสัมพันธ์ทางใจและบำรุงมิตรภาพให้งอกงามเติบโตไปได้ เธอช่างร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ อีกทั้งเป็นชาวต่างชาติด้วย การเชื้อเชิญให้ไปเยี่ยมไปหาคงเป็นเพียงมารยาทที่จะตอบแทนกับการที่ตนอาสาช่วยเหลือเป็นธุระทุกอย่างในการเดินทาง หากจะไปพบตามคำเชื้อเชิญก็ดูน่าอายกระไรอยู่ เพราะเหตุว่ายังไม่รู้ชัดถึงจิตใจของเขาว่าเป็นเช่นไร ด้วยเพิ่งรู้จักกันเพียงไม่นาน ช่างเถิดฑีฆาวุธสู้ข่มจิตตัดใจไม่ไปพบน่าจะดีกว่า อย่าให้เขาหมิ่นหยามชาติพงศ์ที่ตนบูชาไว้ยิ่งชีวิตได้ แต่แม้จะตั้งปณิธานแน่วแน่เช่นนี้แล้ว ความเจ็บปวด ความโหยหาอาวรณ์ก็หาได้ทุเลาเบาบางลงแต่อย่างใดเลย ในมโนสำนึกยังคงเห็นภาพจันทรมณี ส่งยิ้มหวานอยู่ตรงหน้ามิจางหาย
            ตกบ่ายวันหยุดนักขัตฤกษ์วันหนึ่งหลังจากเปิดเทอมมาได้ ๑๕ วัน ฑีฆาวุธแต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าโก้เก๋ ดูหล่อสมาร์ต ออกจากวิทยาลัยไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์เอเธนส์ เมื่อออกจากโรงหนังก็ปะเข้ากับเทพโกศลและธิดาสาวซึ่งกำลังก้าวลงบันไดอาคารนั้นเหมือนกัน หล่อนแต่งตัวด้วยชุดสีขาว คอระหงนั้นประดับแต่งด้วยสร้อยเพชรรวงหนึ่งดูเหมาะเจาะ ทันทีที่มองเห็นเขา หล่อนก็ยิ้มพรายมาทางชายหนุ่มซึ่งพยายามจะหลบหน้าแต่ก็ไม่พ้นจึงจำเดินเข้าไปหาด้วยท่าทางเก้อๆ
            สวัสดีครับท่าน สวัสดีครับคุณ
            อ้าว หลานชายนี่เองอดีตนายทหารไทยทักทายอย่างเป็นกันเอง
            สวัสดีคะพี่หล่อนตอบแล้วพูดต่อ
ฉันขอต่อว่าหน่อยนะคะ วันก่อนสัญญาว่าจะพาฉันเที่ยว ฉันรึก็เฝ้ามองทาง เดี๋ยวนี้ทำเป็นเฉย คงลืมหมดแล้วกระมัง
            ฑีฆาวุธจับสังเกตุได้ด้วยความตื่นเต้นว่าหล่อนไม่ใช้คำว่า คุณในการเรียกตนอีกแล้ว จึงตอบหญิงสาวไปว่า
            ขอโทษด้วยนะครับ การเรียนของผมยุ่งมากจนปลีกตัวมาไม่ได้เลยครับ
            อย่างนั้นจริงเร้อหล่อนประชด คงยุ่งกับการเที่ยวดูหนังเพียงลำพังมากกว่า นี่เป็นเพราะหลบไม่พ้นหรอก จึงเข้ามาทักทาย
            จันทรมณี อย่าพูดอย่างนั้นสิลูกพ่อเตือนด้วยเสียงแข็งๆ เป็นธรรมดาที่คนเรียนหนังสือจะไม่ค่อยมีเวลาว่างเหมือนเราหรอก
ว่าแล้วก็หันไปทางชายหนุ่ม
            เออ หากหลานชายไม่ติดธุระไปไหนต่อละก็ ไปนั่งดื่มน้ำคุยกันต่อที่บ้านผมก่อน เดี๋ยวผมจะให้รถไปส่งถึงวิทยาลัยให้ทันเวลา
            การได้มาเยี่ยมบ้านเธอครั้งแรกนี้ นำมาซึ่งการพบกันครั้งที่สอง ครั้งที่สาม และต่อๆ มา ซึ่งเขาเห็นว่าทั้งพ่อและลูกสาวต่างไม่ได้ถือเนื้อถือตัวว่าเป็นคนร่ำรวยแต่อย่างใด ทำให้ฑีฆาวุธลืมเรื่องฐานะครอบครัวของตนไปได้ ฑีฆาวุธมักจะมาพบเจอมิตรต่างชาติทั้งสองแทบไม่เว้นวันและพากันนั่งรถเที่ยวสถานที่ต่างๆ เช่น ปราสาทโกกี ปราสาทตึกเขมา (ปัจจุบันเรียกตาเขมา) โปเจนตง และพนมอุดดงค์ หรือบางวันตอนแดดร่มลมตกก็ชวนกันนั่งเรือสูดโอโซนข้ามไปฝั่งโจรยจังวา
            การพบกันบ่อยครั้งเช่นนี้ทำให้มิตรภาพบริสุทธิ์กระชับแน่นแฟ้น และด้วยพลังแห่งวัยเยาว์ก็เป็นเหตุทำให้มิตรภาพแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกหนึ่งขึ้น ความรู้สึกที่ทำให้หัวใจหนุ่มสาวเต้นครึกโครม
            วันหยุดใดที่ตนตัดจิตตัดใจไม่ยอมออกจากวิทยาลัย เพื่ออยู่ทบทวนบทเรียนให้เข้าใจชัดแจ้งนั้น จะเป็นวันที่ฑีฆาวุธรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวาย แต่เนื่องจากที่ปกติเขาเป็นคนที่เก็บความทุกข์เอาไว้ได้ไม่นาน เพียงไม่ถึงชั่วโมงให้หลังเขาก็กลับมาหัวเราะเริงร่ากับการหยอกล้อของเพื่อนๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ชายหนุ่มหวาดกลัวคือยามเข้าสู่ห้วงนิทรา เพราะเจ้าความนึกคิดมักจะพาไปสู่ภาพของยุวมิตรผู้เลอโฉมที่ยากจะหาใครเทียบได้ แล้วจะฟุ้งซ่านอยู่เพียงลำพัง เขาพยายามตั้งจิตแน่วแน่ว่าต้องร่ำเรียนให้สำเร็จดังประสงค์ก่อนแล้วค่อยเอื้อมมือเด็ดดอกฟ้า
            ทางด้านสาวเจ้านั่นเล่า เธอไม่เคยแสดงอาการให้รู้สักนิดเลยว่าความสนิทสนมที่เกิดขึ้นระหว่างฑีฆาวุธกับเธอนั้นอยู่ในระดับปกติ หรือเกินปกติ แต่เธอพบว่าคราใดที่จดหมายของชายหนุ่มเขียนมาบอกว่ามีงานเยอะไม่สามารถออกมาหาได้ มันทำให้เธอใจเสียทุกครั้ง และวันนั้นสิ่งบันเทิงเริงรมย์ใดๆ ที่เธอเคยชื่นชอบก็กลับจืดชืดสนิท
            วันหนึ่งพ่อของเธอมีธุระต้องไปเมืองไพรนคร ทิ้งให้เธออยู่บ้านกับสองสาวใช้ที่มัวง่วนอยู่แต่กับงานในบ้าน และเธอเองก็ไม่ได้รับการสื่อสารจากมิตรว่าจะไม่มาหา จึงแต่งตัวลงมานั่งรอที่ห้องรับแขก เธอนุ่งกระโปรงสีไข่นกกระสาสวมเสื้อสีดอกบัวดูสดใส สายมากแล้วหนุ่มเจ้ายังมาไม่ถึง เธอจึงหยิบหนังสือวรรณคดีอังกฤษที่ชายหนุ่มให้ยืมขึ้นมาอ่านเป็นการฆ่าเวลา เธอนั่งบนโซฟาเอนกายพิงพนักด้านหนึ่งปล่อยขาเหยียดไปตามความยาว ไม่นานนักถ้อยคำอันสละสลวยและเนื้อหาที่ชวนให้อาลัยอาวรณ์ถึงคนรักในหนังสือก็ทำให้ความว้าวุ่นจากการรอคอยจางหายไป ขณะที่สมาธิกำลังนิ่งนั้นพลันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาหล่อนเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มพราย
            สวัสดีค่ะ พี่วุธ
            สวัสดีครับ ขอโทษนะที่มาช้าไปครึ่งชั่วโมง บังเอิญว่ารถสามล้อยางแตก หาคันที่ว่างไม่มี เลยต้องเดินมาฑีฆาวุธอธิบายขณะที่เท้าก็ก้าวเข้าไปใกล้ๆ
            พี่ค่ะ พี่ดูนี่สิ
            หล่อนดึงกระดาษสองแผ่นที่พับเหน็บลืมไว้ในหนังสือที่กำลังอ่านออกมาให้ดู เมื่อเปิดออกก็มีข้อความเป็นภาษาเขมรปรากฏต่อสายตา
            พอเห็นกระดาษแผ่นนั้น สีหน้าฑีฆาวุธเปลี่ยนเป็นแดง ทำท่าอึกอักๆ หาถ้อยคำมาอธิบายไม่ได้
            สาวไทยพูดต่อไปว่า
            นี่คงจะเป็นบทกวีแน่ๆ เลย ดูมีวรรคมีตอนสม่ำเสมอกัน
            น้องเข้าใจถูกแล้วครับ เป็นบทกวีจริงๆ
            ใครแต่งหรือคะ
            เมื่อเลี่ยงไม่พ้นชายหนุ่มจึงตอบว่า
            พี่เองแหละ แต่งเล่นๆ แต่ลืมติดมากับหนังสือด้วย ช่างเถอะอย่าไปสนใจกับบทกลอนที่ไม่ได้เรื่องได้ราวเลยครับ พี่ว่าเราออกไปดูหนังกันดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา
            ไม่ทันก็ไม่ทันสิค่ะ ไม่เห็นมีเรื่องที่น่าดูสักเท่าไรเลย น้องอยากรู้เนื้อหาของกลอนบทนี้มากกว่า คงจะไพเราะทีเดียวเลย อืม พี่คงยังไม่ทราบว่าน้องนะหลงไหลในบทกวีที่สุดเลย เคยได้อ่านทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ดังนั้นจึงอยากจะได้ฟังบทกวีภาษาเขมรบ้าง พี่อ่านสิ อ่านเป็นภาษาเขมรก่อนนะ
            หาทางเลี่ยงไม่พ้นแล้ว ฑีฆาวุธจึงต้องรับกระดาษแผ่นนั้นมา
            น้องคงสังเกตเห็นนะว่า บทกวีบนกระดาษสองแผ่นนี้มีสองแบบ แบบแรกพี่แต่งตามฉันทลักษณ์ฝรั่งเศส ในวรรคหนึ่งๆ มี ๑๒ พยางค์ และคำสัมผัสจะอยู่เฉพาะตอนท้ายของวรรคเท่านั้นซึ่งก็คล้ายๆ กันกับบทกวีของอังกฤษเช่นกันฑีฆาวุธอธิบายต่อไป
ส่วนอีกแบบหนึ่ง พี่แต่งตามความนิยมของไทยและเขมรเป็นกลอนแปด
“พี่ช่วยอ่านแบบฝรั่งเศสก่อนค่ะ
หล่อนขยับเปลี่ยนท่านั่งพร้อมทั้งทำมือเชิญให้ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ บนโซฟาตัวเดียวกัน
ฑีฆาวุธเริ่มอ่าน

นกเขา


ทุ่งนายามเที่ยงร้อนระอุดุจสุมด้วยกองไฟ
พระอาทิตย์ใจโหดเผาทำลายหญ้าแห้งและตอซัง
สายลมพัดเฉื่อยฉิวลูบไล้ผิวน้ำขุ่นข้นในหนอง
นกกระสาผอมซูบจิกกินกุ้งอยู่เงียบเชียบ
เหล่าแมลงนานาปิดปากสนิท
จิ้งหรีด คีตกรแห่งท้องทุ่ง เร้นกายทิ้งภาระ
คนเลี้ยงโคนอนมือก่ายหน้าผากกรนครอกๆ
ใต้ต้นมะขาม ซึ่งกิ่งก้านแผ่ร่มครึ้ม
ขณะความร้อนยังระอุทั่วผืนไพรพฤกษ์
นกเขาตัวหนึ่งโฉบมาเกาะกิ่งไม้ยืนตายแห้ง
แล้วส่งเสียงเจื้อยแจ้วหวานจับใจ
ในวันอันวิเวก เสียงนั้นช่างสดใสกังวาน
ขับกล่อมผู้ทอดกายนอนบนพื้นให้ใฝ่ฝัน
ถึงวิมานและนางสวรรค์ผู้เลอโฉม.

จันทรมณีมองไปตามนิ้วมือของฑีฆาวุธที่ชี้ไล่ตัวหนังสืออ่านไปทีละบรรทัดจนจบบทหล่อนจึงพูดขึ้น
          “พี่จ๊ะ ถ้าจะแปล น้องคิดว่าแปลเป็นภาษาไทยน่าจะง่ายกว่านะค่ะ เพราะเขมรและไทย ภาษาจะคล้ายๆ กัน แต่ถ้าแปลจากเขมรเป็นอังกฤษคงจะยากพอๆ กับการแปลจากภาษาไทยเป็นอังกฤษนั่นแหละ
ไม่ว่าจะเป็นไทยหรืออังกฤษ พี่ก็แปลได้ไม่ค่อยดีหรอก มันคงกระท่อนกระแท่นพอๆ กัน
ไม่เป็นไรหรอกพี่ ลองดูนะ
          ฑีฆาวุธไม่อาจแย้งได้ก็ยอมทำตามคำขอ ตรงไหนที่ชายหนุ่มติดขัด สาวไทยเจ้าก็ยิ้มแย้มช่วยแนะจนนึกคำได้ แล้วก็สบตาหัวร่อต่อกระซิกกันสองคน เมื่อแปลจบลงหญิงสาวจึงกล่าวชม
          “โอ้โห พี่แต่งบทกวีแบบยุโรปได้เก่งมากเลยค่ะ โดยเฉพาะคำจบประโยคสุดท้ายทำเอาหัวใจนี่ล่องลอยเลยทีเดียว ดูสิคนเลี้ยงโคทอดกายนอนบนพื้นดิน เพียงได้ยินนกเขาคูจิตใจก็ใฝ่ฝันถึงนางสวรรค์ผู้เลอโฉม
          ได้ยินหญิงสาวเยินยอเข้าแบบนี้ ใบหน้าเจ้าหนุ่มก็ขึ้นสีแดงเรื่อ แต่มิได้เอ่ยคำใดออกมา สักครู่ต่อมาหล่อนจึงพูดขึ้นอีก
ไหนพี่อ่านบทกวีแบบเขมรต่อไปสิ และช่วยทำเสียงเป็นทำนองเสนาะด้วยจะทำให้ไพเราะขึ้นค่ะ
เหมือนคนไร้สติฑีฆาวุธปฏิบัติตามโดยไม่มีอิดออด

ราตรีที่เงียบสงัด


       ธรรมชาติสงบนิ่งนิทราแล้ว              เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วดังขับขาน
ลมพัดพลิ้วใบพร้าวไหวร้าวราน                หอบกลิ่นหอมละมุนหวานมะลิลา
พระจันทร์ทาบยอดเขาทอดเงาเหยียด        เมฆสีขาวเรียงละเอียดเหนือเวหา
น้ำค้างพราวลงพรมพฤกษ์พนา                 คือภาพสุขกล่อมนิทรา ณ ราตรี
       แต่หัวใจของฉันกลับหวั่นไหว            คิดถึงยอดหฤทัยมิหน่ายหนี
ภาพเธอตามติดตาทุกนาที                      เร้าฤดีหวั่นระรัวทั่วกายใจ
หลับตาลงจิตคนึงถึงวรลักษณ์                  ผุดผ่องพักตร์รอยพิมพ์ยิ้มสดใส
ถ้อยสำเนียงเสียงละมุนอุ่นละไม               หวานคารมประทับในใจตราตรึง
       ดั่งภู่ผึ้งหลงใหลในบุบผา                 ทางจะไกลแดดจะกล้าเสาะหาถึง
ฉันหลงใหลในรักเหลือรำพึง                    ใคร่ครวญคิดคำนึงถึงแต่เธอ
ไส้เดือนดินไฉนหนากล้ารักดาว                ตัวต่ำเตี้ยมือสาวเอื้อมเผยอ
ไร้ทั้งทรัพย์ยศถาจะบำเรอ                       สัญชาติเราสัญชาติเธอล้วนต่างกัน
       มิได้มีสิ่งใดพอให้หวัง                     ยิ่งรักจะยิ่งคลั่งยิ่งโศกศัลย์
มีแต่มุ่งเล่าเรียนเพียงเท่านั้น                     จะพาวันสุขสมมาสู่เรา
แค่นึกในมโนภาพสักน้อยนิด                    พิษรักกลับแผลงฤทธิ์ให้ร้อนเร่า
โอ้อกเอ๋ยอาภัพจริงหนอเรา                     ทุกข์รุมเร้าเต็มทรวงเต็มดวงใจ
       ธรรมชาติเงียบสนิทนิทราแล้ว            ไก่ยังแจ้วเสียงขันรอวันใหม่
ลมรำเพยใบพร้าวลู่แกว่งไกว                     ช่วยโบกพัดกลิ่นไอของจำปา
พระจันทร์เลื่อนลับลงหลังทิวเขา               ก้อนเมฆลอยทอดเงาทาบเวหา
น้ำค้างพราวพรมพื้นพสุธา                       ช่างรวดร้าวเหลือคณา ณ กลางใจ

            หญิงสาวนิ่งฟังบทกวีอันหวานซึ้งประกอบกับน้ำเสียงคนอ่านที่นุ่มทุ้มจนจบลงหล่อนยังคงนั่งนิ่งๆ เหม่อลอยเหมือนกับว่าน้ำเสียงและเนื้อความแห่งบทกลอนยังดังสะท้อนอยู่ในหู
            พี่ช่วยแปลให้ฟังอีกทีสิคะ
ฑีฆาวุธกำลังดื่มด่ำกับความใกล้ชิดสนิทสนมที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนจึงมิได้เฉลียวใจถึงนัยยะของบทกวีที่อาจเปิดเผยให้รู้ถึงความรักของตนที่พยายามปกปิดไว้ ดังนั้นจึงเริ่มต้นแปลไปด้วยประสาซื่อมิได้บิดเบือนอำพรางแม้น้อยนิด
            หญิงสาวนิ่งฟังอย่างตั้งใจ สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยน กระทั่งเสียงนักกวีเงียบลงไปนานหล่อนจึงได้รู้สึกตัว และให้ข้อวิจารณ์ว่า
            บทกวีทั้งสองบทนี้ แม้ใช้วิธีเขียนผิดแผกกันอย่างสิ้นเชิง แต่มีนัยสำคัญที่ใกล้เคียงกันมาก แสดงให้เห็นว่าเป็นผลงานนักเขียนคนเดียวกันซึ่งกำลังมีความรักที่ไม่สมหวัง ในบทกวี นกเขาคูก็เหมือนกับที่น้องได้บอกไปแล้ว คนเลี้ยงโคเป็นคนที่มีฐานะต้อยต่ำแต่ใจใฝ่ฝันถึงนางฟ้าซึ่งก็คือหญิงสาวผู้มีเชื้อวงศ์สูงศักดิ์กว่า ส่วนบทกวีแบบเขมรนั้นผู้แต่งได้แถลงให้เห็นชัดเจนว่า ตัวเองมีจิตปฏิพัทธ์ต่อหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกสาวของผู้มีทรัพย์ มียศศักดิ์ และมีสัญชาติต่างกันอีกด้วย สรุปความแล้วเห็นว่า พี่นี่แอบรักผู้หญิงที่เรียนอยู่ด้วยกันแต่ไม่ใช่คนเขมรแน่นอน ถ้าไม่ใช่ญวน ก็คงจะเป็นฝรั่งแน่ๆ เลย แต่น้องคิดว่าเป็นฝรั่งมากกว่า เพราะว่าเป็นธรรมดาของนักดูหนังตัวยงอย่างพี่ ก็ต้องมีที่ประทับใจในความงดงามของนางเอกชาวยุโรปแน่นอน เพราะฉะนั้นเลยแอบหลงรักเพื่อนิสิตด้วยกัน ถูกต้องหรือเปล่าเอ่ย
            สถานการณ์ขณะนั้น ฑีฆาวุธเห็นว่าไม่ต่างอะไรสถานการณ์ที่จำเลยถูกตุลาการศาลซักไซ้ไล่เลียง หรือสอบสวนเอาความจริงจากตน แต่ถึงแม้จะจนมุมชายหนุ่มก็ยังเถียงไปแบบน้ำขุ่นๆ
            ไม่ใช่หรอกน้องจ๋า กลอนบทนี้พี่เพียงแค่แต่งเล่นๆ แก้เหงาเฉยๆ เท่านั้นเองและในชั้นเรียนของพี่ก็ไม่มีสาวญวน หรือสาวฝรั่งเลยสักคน
            แก้เหงาเฉยๆ ที่ไหนกัน ดูสิหน้าพี่ซีดออกขนาดนี้ ไม่ต้องโกหกหรอกนา บางทีคุณพ่อกับฉันอาจจะช่วยได้นะ และเราทั้งสองก็ยินดีช่วยแก้ไขปัญหาให้เต็มที่เลย
            ฑีฆาวุธจำต้องยอมรับอย่างเบาๆ ด้วยหัวใจไหวสะท้าน ว่ารู้สึกประทับและรักหญิงสาวคนหนึ่งจริง แต่เมื่อหล่อนยังคงซักไซ้ด้วยความอยากรู้ ชายหนุ่มจึงเผลอปากหลุดคำต่อไปว่า
            น้องต้องรับปากว่าจะไม่ถือโทษโกรธกันก่อน พี่จึงจะกล้าเล่าให้ฟัง
            บอกมาเถอะน่า จะไปมีโทษมีทัณฑ์อะไรกันละ
            เอ่อ มัน มันพูดยาก
            หล่อนเองก็ดูจะเริ่มรู้ตัวขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังรบเร้าถามด้วยใจที่เต้นระทึกอยู่ในอก
            บอกมาเดี๋ยวนี้เสียเลยพี่ ไม่เช่นนั้นน้องโกรธจริงๆ ด้วย
            ผู้หญิงที่พี่ยกให้เป็นยอดชีวิตก็คือก็คือ…. ก็คือ….”
เมื่อคำสารภาพมันหลุดออกจากลำคอได้ยากเย็นนัก เจ้าหนุ่มจึงเปลี่ยนเป็นเอื้อมมือไปคว้ามือยอดรักมากุมไว้ และเหมือนกับว่าหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะฝืนไว้ ฑีฆาวุธเอนร่างหมอบไปบนโซฟาจนชิดกับหัวเข่าหญิงสาว แล้วเรียบเรียงถ้อยคำสั่นเครือว่า
            น้องจ๋า พี่ไม่น่าที่จะทรยศต่อมิตรภาพที่น้องและคุณพ่อของน้องได้หยิบยื่นให้เช่นนี้เลย ตัวเองเป็นใคร เป็นลูกชาวนาชาวไร่อยู่บ้านนาป่าดอย เป็นนักเรียนที่ยังไม่ได้ใบประกาศนียบัตรด้วยซ้ำ มิควรอาจหาญเผยอหน้ามองอะไรที่สูงส่งเพียงนี้ ในเมื่อวันนี้จะต้องบอกน้องถึงความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจแล้ว พี่ก็จะขอเปิดเผยให้น้องได้รับรู้หมดสิ้น แม้ว่าน้องจะปฏิเสธผลักใสพี่ออกไป พี่ก็จะไม่เสียใจแต่อย่างใด อันว่าความรักมันไม่รู้จักผิดไม่รู้จักถูกเอาเสียเลย แม้วิจารณญาณจะคอยตักเตือนแล้วก็ตาม เจ้าหัวใจก็ยังคงดื้อรั้นไปนอกทาง วิจารณญาณบังคับพี่ว่าอย่าได้หมั่นไปมาหาสู่บ้านน้องนักเลยเพราะจะทำให้ต้นรักยิ่งงอกเงยโดยไร้ความหวัง มันยิ่งจะทำให้เกิดความทุกข์ระทม และส่งผลกระทบถึงการเล่าเรียนด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องแล้ว แต่เจ้าความรักก็ยังคงผลักขาของพี่ให้ก้าวเดินมาถึงบ้านของน้องทุกครั้ง
            ฑีฆาวุธหยุดพูดสักครู่แล้วถอนหายใจ บ้านหลังใหญ่โตโอฬารกลับเงียบสนิท ได้ยินเพียงเสียงนาฬิกาดังติ๊กต็อกๆ ครู่ต่อมาฑีฆาวุธจึงพูดต่อไปว่า
            น้องจ๋า ตั้งแต่เล็กจนโต พี่นี้หลงรักทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากประเทศไทย แม้เวลาฟังวิทยุ เมื่อใดที่ได้ยินสาวไทยร้องเพลง พี่จะฟังไพเราะจับจิตจับใจ แล้วกรองเป็นกลอนรักได้อย่าง “โรแมนติกแต่เมื่อผ่านไปแล้ว มันทำให้หัวใจเจ็บปวดยิ่งนัก เหตุการณ์เช่นนี้บ่งบอกให้เห็นว่า แม้ก่อนจะเจอตัวจริงของน้อง ใจพี่ก็พร้อมจะรักน้องอยู่แล้ว จนกระทั่งน้องได้มาปรากฏขึ้นแก่สายตาจริงๆ ทั้งสวยและมีอัธยาศัยดีงามยิ่งกว่าที่เคยฝันเห็นเสียอีก น้องจ๋า พี่มีทั้งความดีใจและความกังวลใจในขณะเดียวกัน ดีใจที่มีโอกาสได้รับมิตรภาพไมตรีเป็นกันเอง ได้มาพบสิ่งที่เคยฝันหาและคิดว่าคงอยู่ไกลแสนไกล ได้มาเห็นรูปโฉมอันงดงามและมารยาทที่น่ายกย่อง ส่วนที่พี่กังวลใจเพราะว่าน้องเป็นลูกสาวของผู้มีบรรดาศักดิ์แห่งประเทศที่มีเอกราชอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งถ้าหากน้องไม่มีเยื่อใยกับพี่ น้องก็คงจะโกรธเกลียดพี่ ซึ่งก็หมายความว่ามิตรภาพระหว่างเราก็คงจะจบสิ้นไป พี่ตรองมานานแล้ว พยายามเก็บกดไว้ในใจ บัดนี้ความลับที่ปิดไว้ได้พังทลายออกมาแล้ว เชิญเถิด ขึ้นอยู่กับน้องแล้ว จะตั้งข้อหา หรือจะตัดสินความลงโทษด้วยการผลักใสไล่ส่งพี่ไปก็ได้ พี่จะไม่เสียใจทั้งสิ้น คิดเสียว่าวาสนาของพี่มันมีเพียงเท่านี้
            ราวกับผู้ต้องหาที่ถูกจับมาอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษา ฑีฆาวุธก้มหน้านิ่งรอฟังคำวินิจฉัยตัดสินจากศาลภายหลังจากการยอมรับสารภาพถึงความรักจบลง แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมาพบว่าใบหน้าหญิงสาวแดงเรื่อ หล่อนใช้ผ้าผืนเล็กๆ ซับน้ำตาที่รินไหลอาบแก้ม ชายหนุ่มเข้าใจว่าตัวเองได้ทำให้หล่อนเจ็บช้ำน้ำใจจนโกรธถึงกับร้องไห้ขนาดนี้ คิดได้ดังนั้นจึงขยับจะลุกขึ้นเพื่อเดินออกไป
            อย่าร้องไห้เลยนะ พี่ขอลาก่อน และนับจากวันนี้เป็นต้นไป น้องจะไม่ต้องขุ่นเคืองใจเพราะพี่อีกแล้ว
            พูดจบก็ลุกขึ้นยืนทันที แต่มือของหล่อนคว้าแขนชายหนุ่มรั้งให้นั่งลง
            พี่ค่ะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิค่ะ ที่พี่สารภาพเมื่อสักครู่นี้ น้องตื้นตันใจนัก น้ำตามันจึงไหลออกมา น้องขอละทิ้งความอายอันผู้หญิงพึงมีเพื่อจะบอกกับพี่อย่างตรงไปตรงมาว่านับแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน น้ำใจของพี่ที่มีให้ยังฝังใจน้องมาตลอด มันเปลี่ยนมาเป็นมิตรภาพ เปลี่ยนไปเป็นอะไรที่ยิ่งขึ้นไปอีก ทุกครั้งที่พี่มาที่บ้าน น้องสุดแสนจะดีใจ และทุกคราที่พี่ลากลับไป บ้านหลังนี้ ที่ตรงนี้ ก็กลายเป็นที่เงียบเหงาอ้างว้าง พี่รู้ไหมว่าครั้งแรกที่น้องเห็นบทกลอนของพี่เหน็บอยู่ในหนังสือนั้น หัวใจของน้องก็ตื่นเต้น พยายามเพ่งดูตัวอักษรที่มีรูปทรงคล้ายอักษรไทยไม่ยอมวางตาเพราะอยากรู้เนื้อความที่ซุกซ่อนอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น
            น้องจ๋า คำพูดทั้งหมดนี้ มันเหมือนยาชุบชีวิตพี่ขึ้นมาใหม่ ตั้งแต่วันนี้ต่อไปพี่จะตั้งใจเล่าเรียนให้สมกับความรักสองเรา
            เสียงนาฬิกาตีบอกเวลา ๖ โมงเย็นดังหนักๆ เหมือนเสียงระฆังที่วัด สาวหนุ่มทั้งสองสะดุ้งตกใจ จึงชวนกันควงแขนลงมายังสวนหน้าบ้าน บุปผาชาติอาบแสงอัสดงบานสะพรั่งดั่งจะบูชาความรักของคู่เสน่หาคู่ใหม่

ากเหตุการณ์ที่ดำเนินไปเห็นได้ว่า ความรักที่ฑีฆาวุธครอบครองไว้ในหัวใจมิได้ทำให้ชายหนุ่มเสียสมาธิจากการศึกษาเล่าเรียนแต่อย่างใด หากกลับเป็นดั่งโอสถหรือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่คอยชโลมจิตใจให้เกิดความมุ่งมั่นยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาเสียอีก เมื่อก่อนนั้นเป้าหมายของการเรียนก็เพียงแต่ให้ได้ทำงานมีเงินเดือนไว้เลี้ยงชีพ แต่บัดนี้ยิ่งต้องแสวงหาความรู้ให้สมกับที่คนรักได้มอบความไว้วางใจ การพบกันครั้งต่อๆ มาทั้งสองชวนกันวางแผนอนาคตในวันข้างหน้าด้วยกัน โดยมีความเห็นร่วมกันว่าเมื่อเรียนสำเร็จได้ประกาศนียบัตรแล้ว ฑีฆาวุธจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ให้สำเร็จชั้นปริญญา หรือได้เป็นบัณฑิตในสาขาใดสาขาหนึ่งแล้วค่อยกลับมา
            ในต้นปีการศึกษาหน้า ก็คือประมาณกลางเดือนกันยายน ปี ๒๔๘๒ จันทรมณีตั้งใจจะเรียนภาษาเขมรให้เชี่ยวชาญ พร้อมกับสมัครเข้าเรียนภาษาฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยสตรีที่เมืองดาลัตอีกที่หนึ่งไปด้วย
            เห็นพร้อมต้องกันเช่นนี้แล้ว ฑีฆาวุธจึงตั้งใจแน่วแน่ว่า ในช่วงปิดเทอมเดือนมกราคมหน้านี้ตนจะไม่ไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ กับเทพโกศล และบุตรสาว ทั้งนี้เพื่อใช้เวลาเตรียมตัวสอบแข่งขันในเดือนมิถุนายน แม้ว่าหญิงคนรักจะรู้สึกเสียดายและไม่ต้องการให้แยกห่างกันนานนับเดือนก็ตาม แต่ก็คิดว่าสู้อดกลั้นในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า
            อนาคต! คู่รักทั้งหลายมักมองเห็นแต่ความสดใสเจิดจ้าอยู่เสมอ เพราะพลังอำนาจของวัยเยาว์ อุปสรรคข้อกังวลใดๆ จะถูกผลักกระเด็นไปหมด ไม่อาจต้านทานต่อฤทธานุภาพของความรักได้เลย
            ความเบิกบานและความรื่นรมย์ของช่วงชีวิตเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของความรัก ซึ่งทำให้สาวหนุ่มตกอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งที่ไกลห่างจากโลกแห่งความเป็นจริง หากแต่ใกล้ชิดยิ่งกับกวีนิพนธ์ ดูเอาเถิดแม้แต่ดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน หยดน้ำค้างบนยอดหญ้าที่สะท้อนแสงอรุณรุ่งแพรวพราวดั่งหยาดเพชร และแม้แต่เสียงนกกาเจื้อยแจ้วตอบโต้กันไปมาบนคาคบ เหล่าหนุ่มสาวที่กำลังมีความรักทั้งหลาย ต่างอิ่มเอิบใจว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องเชิดชูบูชาความรักของตนทั้งสิ้น