มาลาดวงจิต
๔
พนมกุเลน แดนรื่นรมย์
เย็นหนึ่งของวันอาทิตย์ในเดือนมีนาคม
ฑีฆาวุธไปเยี่ยมบ้านมิตรทั้งสอง ขณะนั้นพ่อกับลูกสาวกำลังนั่งพักผ่อนรับลมอยู่นอกชานโดยมีน้ำส้มคั้นวางตรงหน้าคนละแก้ว
เทพโกศลให้การต้อนรับชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง จันทร์มณีต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวานก่อนเรียกคนใช้ให้ยกเก้าอี้มาเพิ่มอีกหนึ่งที่
ส่วนตัวเองเดินเข้าไปยกน้ำส้มคั้นใส่น้ำแข็งมาส่งให้แขกแก้วหนึ่ง
หลังจากนั่งลงเรียบร้อยพร้อมหน้ากันแล้วหล่อนจึงถามขึ้น
“เอ่อ พี่วุธค่ะปิดเทอมวันไหนคะ”
“เริ่มปิดตั้งแต่วันศุกร์ที่
๑ เมษายนนี่แหละ ที่พี่มาวันนี้ก็ตั้งใจจะมาลาท่านและจันทร์มณีเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้านในวันปิดเทอมนั่นแหละ”
หญิงสาวมองหน้าพ่อของหล่อนซึ่งดูเหมือนกับมีอะไรจะพูด
แต่เธอชิงพูดขึ้นก่อน
“ไม่ต้องรีบร้อนกลับไม่ได้หรือค่ะ
หยุดพักผ่อนเอาเรี่ยวแรงสักอาทิตย์หนึ่งแล้วค่อยว่ากันอีกทีน่าจะดีนะค่ะ
สมองคนเราหากได้ผ่อนคลายบ้างจะทำให้ความจำดี เรียนรู้อะไรได้ง่าย ถ้าจะว่าไปแล้ว
การผ่อนคลายก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว ดูแต่สายของพิณนั่นสิ ขึงตึงเกินไปมันก็ขาด”
“จริงๆ ด้วย” เทพโกศลพูดเสริม “ที่ลูกพูดมานี่ถูกต้องทีเดียว
ถ้าหลานชายไปเที่ยวเสียมเรียบไปชมนครวัดกับพวกเราได้ละก็เราจะดีใจมากเลย”
ด้วยการคะยั้นคะยอจากมิตรทั้งสองเช่นนี้
ด้วยประสงค์อยากอยู่กับคนรักนานๆ
และด้วยความอยากเห็นปราสาทที่ตนเคยได้รู้จักแค่ในหนังสือ
ฑีฆาวุธจึงยินยอมพร้อมใจตอบรับเดินทางร่วมกับคนทั้งสอง
ดังนั้นในเช้ามืดของวันหนึ่ง
หลังจากที่ได้ชื่นชมอย่างตื่นตาตื่นใจกับโบราณสถานบรรดามี ทั้งบริเวณวงเล็กและโดยรอบกว้าง
ซึมซับความงดงามของทัศนียภาพที่บารายณ์ ได้ชื่นชมปราสาทบากงและโลไลเสร็จสรรพแล้ว
นักเดินทางทั้งหมดจึงขึ้นรถฟอร์ดเก่าๆ สองคันเปิดไฟหน้าส่องฝ่าความมืดยามใกล้สางมุ่งไปตามถนนจากเมืองเสียมเรียบสู่นครธม
กลุ่มหนุ่มสาวเริ่มรู้สึกคึกคักขึ้นอีกครั้งด้วยความปีติจากป่าปราสาทอังกอร์ที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมฟุ้ง
และการได้ยลสถานที่นามกระฉ่อนเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์
เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่น
รถยนต์สะเทือนเขย่าผู้โดยสารเหมือนเมล็ดข้าวสารบนกระด้ง ก่อนที่จะเคลื่อนไปตามถนนริมสระสรง
ผ่านหมู่บ้านประดาก ซึ่งมีเด็กๆ เพิ่งตื่นจากหลับวิ่งมาเกาะรั้วบ้านส่งเสียงโห่รับกันไปเป็นทอดๆ
หลังจากนั้นรถยนต์ได้เลี้ยวเข้าสู่ทางลูกรังคุ้นเอาฝุ่นฟ้งตระหลบ
ผ่านหน้าปราสาทบันทายสำเหร่โดยยึดเอาทิศเหนือเป็นเป้าหมายที่มุ่งไป
รถคันหน้าทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง
โดยมีสุขวินท์เป็นโชเฟอร์ และครอบครัวของเขาร่วมเป็นผู้โดยสาร ซึ่งประกอบด้วย
ประภาผู้เป็นภรรยา ชฎาวัณลูกสาว และวงศ์ฤทธิ์ลูกชาย ส่วนผู้โดยสารอีกคน คือ เวคี
ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน
เยาวชนทั้งสามต่างก็เป็นนักเรียนระดับวิทยาลัยเหมือนกัน
วงศ์ฤทธิ์กับเวคี เป็นนิสิตเรียนที่เดียวกับฑีฆาวุธ และมีความผูกพันสนิทสนมกลมเกลียวกันมาก
ดังนั้นเมื่อทราบข่าวจากเพื่อนว่าจะพาเพื่อนคนไทยมาเที่ยวปราสาทอังกอร์
คนทั้งสองจึงพยายามที่จะช่วงชิงตัวฑีฆาวุธให้มาพักบ้านของตน
แต่ที่สุดแล้วฑีฆาวุธตัดสินใจพักที่บ้านพ่อของวงศ์ฤทธิ์ เพราะเห็นว่าสุขวินท์เป็นเจ้าของกิจการเดินรถโดยสารรายใหญ่ในเมืองเสียมเรียบ
น่าที่จะอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มเพื่อนในการท่องเที่ยวในครั้งนี้ได้ดี
โดยฑีฆาวุธพักรวมห้องกับวงศ์ฤทธิ์ ส่วนท่านเทพโกศล จันทร์มณี
และพี่เลี้ยงอีกสองคนนั้น สุขวินท์ได้เชื้อเชิญให้มาพักที่บ้านเช่นเดียวกัน
แต่นักท่องเที่ยวไทยมีความขัดข้องด้วยเหตุผลที่ว่าได้โทรเลขมาจองห้องพักโรงแรมใหญ่ไว้
๓ ห้องเรียบร้อยแล้ว
ทุกๆ เช้าของวัน วงศ์ฤทธิ์จะขับรถฟอร์ดพาน้องสาว
ฑีฆาวุธและเวคีมาหาเพื่อนใหม่ที่โรงแรมแล้วชวนกันไปท่องเที่ยวชมปราสาท
ไปว่ายน้ำที่บารายณ์ และไปกินข้าวที่สระสรงหรือสระพระพิฑูรย์
โดยทุกครั้งเทพโกศลและครอบครัวจะใช้รถยนต์ของเขาเองที่มีคนขับประจำ
มีอยู่วันหนึ่งขณะที่เที่ยวชมปราสาทบากง
เวคีได้นำลิ้นจี่เต็มถุงใหญ่มาแบ่งกันกิน โดยผู้ซื้อได้เลือกคัดเอาแต่ลูกโตๆ
รสหวาน ทำให้จันทร์มณีสนใจสอบถามถึงที่มาของไม้ผลชนิดนี้ว่าเก็บมาจากที่ใด
ซึ่งข้อมูลที่บอกเล่าต่อๆ กันจนเป็นตำนานนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ตั้งใจมั่นคงว่าจะไปเที่ยวพนมกุเลนให้ได้
(กุเลน แปลว่าลิ้นจี่ – ผู้แปล)
ในการเดินทางครั้งนั้น เทพโกศลได้ทิ้งรถเรโนลด์ของตนเอาไว้แล้วมานั่งร่วมกับฑีฆาวุธในรถฟอร์ดที่ขับตามหลัง
สุขวินท์ประมาณการไว้ว่าจะให้ทั้งหมดเดินทางถึงเขาลูกนั้นในตอนเช้า
นักเดินทางทั้งหมดจึงต้องตื่นแต่มืด
ระยะทางจากเสียเรียบไปถึงเขาลูกนั้นห่างไปประมาณ ๔๐ กิโลเมตร เส้นทางส่วนใหญ่เป็นดินทรายและสะพานที่ชำรุดทรุดโทรม
อันจะเป็นเหตุให้การเดินทางต้องพบกับความยุ่งยากยิ่งขึ้น มีแต่รถฟอร์ดคันเก่าๆ
นี่แหละที่ช่วงล่างสูงพ้นดินพอให้วิ่งไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค
ครั้นผ่านพ้นภูเขาพนมโบก
และภูเขาลูกเล็กๆ ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางเป็นระยะๆ แล้ว เส้นทางก็เริ่มดูเงียบเชียบวังเวงราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ
อยู่ แม้แต่นกกาหรือสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยก็ไม่มีบินหรือเกาะตามคาคบต้นตาลที่ขึ้นอยู่เป็นทิวแถว
รถยนต์ทั้งสองคันวิ่งทิ้งช่วงกันประมาณ ๑๐๐ เมตร
เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้คนนั่งคันหลังต้องรำคาญกับฝุ่นละอองที่ฟุ้งตระหลบจากรถคันหน้า
เนื่องจากไม่ค่อยมีลมพัดหอบพาออกไปที่ใด ละอองแป้งฝุ่นจากธรรมชาติจึงได้เกาะหนาอยู่ตามร่องถนนและพุ่มไม้
เส้นทางที่ถูกปล่อยปละละเลยขาดการบำรุงรักษามานาน
ก็ยิ่งโทรมหนักด้วยเกวียนเทียมวัวของชาวบ้านที่บรรทุกลิ้นจี่เต็มหลังขับบดล้อกดดินจนเป็นร่องลึกราวกับใครมาไถพรวนไว้
แม้กระนั้นเมื่อเจอกับหลุมแต่ละครั้งรถฟอร์ดที่เครื่องยนต์แรงเหมือนช้างยังต้องปั่นล้อหมุนฟรีๆ
โดยที่รถมิได้เคลื่อนไปข้างหน้าแต่อย่างใด บางช่วงรถกำลังวิ่งไปดีๆ
ล้อกลับจมลงดินอ่อนยุ่ยเล่นเอาพวงมาลัยสะบัดทำให้รถไถลออกไปชนตอไม้ข้างทางก็มี พอถึงสะพานแต่ละแห่งผู้โดยสารทั้งหมดต้องพากันลงจากรถ
เพราะไม้แต่ละท่อนล้วนผุและคลอนโยกเยกไม่น่าไว้ใจได้แม้สักที่เดียว
แต่ถึงแม้จะมีเหตุให้ต้องหงุดหงิดหลายอย่างก็ตามหนุ่มสาวของเราก็ยังคงมีท่าทีสบายอกสบายใจ
ตอนนี้ผ่านพ้นแนวป่าละเมาะไปแล้วการเดินทางได้เข้าสู่เขตป่าทึบที่มีต้นไม้สูงใหญ่ร่มครึ้ม
แสดงให้รู้ว่ามาใกล้ที่อันเย็นเยียบของภูเขา ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เพราะเหล่านักเดินทางเริ่มสวนทางกับชาวบ้านที่พากันหาบบ้าง บรรทุกเกวียนบ้าง
เพื่อขนเอาลิ้นจี่ลูกสีแดงสุกกลับไปบ้านแลดูละลานตา
ไม่นานนักเหล่านักเดินทางของเราก็มาถึงจุดพักที่เชิงเขาซึ่งเป็นสถานที่นัดพบกันของบรรดาเกวียนที่รอขนผลไม้ซึ่งมีอยู่ที่นี่แห่งเดียวในประเทศเขมร
ตามขั้นบันไดขึ้นลงภูเขานั้นชาวบ้านที่เป็นชายฉกรรจ์บ้างหาบบ้างคอน ที่เป็นผู้หญิงจะวางเทินบนศีรษะเพื่อลำเลียงผลไม้ลงจากยอดเขาเดินกันเป็นทิวแถว
เพราะงานนี้เป็นอาชีพเดียวสำหรับคนที่นี่
หลังจากได้ที่ร่มจอดรถเรียบร้อยแล้ว
สุขวินท์และประภา ชวนกันไปเดินหาชาวบ้านสองคนเพื่อจ้างมาเป็นลูกหาบขนเสบียงอาหารขึ้นไปข้างบน
ขณะที่เด็กหนุ่มสาวลงจากรถได้ก็ปัดฝุ่นผงและหัวเราะกันเริงร่า
นักท่องเที่ยวทั้งหมดเดินเรียงกันขึ้นภูเขาไปตามทางที่คนยุคโบราณได้นำหินศิลาแลงมาวางเรียงเป็นขั้นบันไดซึ่งนับถึงขั้นบนสุดอยู่ราวๆ
๕๐ - ๖๐
ขั้นโดยระหว่างทางขึ้นยังจัดให้มีลานกว้างไว้เป็นที่นั่งพักสำหรับคนที่ปวดข้อปวดเข่า
หลังจากหยุดพักเหนื่อย
๑๕ นาที นักเดินทางกลุ่มนี้ก็เริ่มเดินตามทางเรียบบนเขา
เส้นทางนั้นลัดเลาะตามช่องต้นไม้ใหญ่ที่ผลัดใบแก่ลงมาทับถมเป็นพรมหนา
ราวหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อมาก็มาถึงสะพานไม้ข้ามลำธารที่มีน้ำใสไหลเชี่ยว
สักพักจึงพากันเดินเข้าไปในบริเวณวัดที่มีลานโล่งกว้างขวาง ได้รับการดูแลปัดกวาดสะอาดสะอ้าน
มีกุฏิหลังใหญ่มุงด้วยกระเบื้อง และกุฏิหลังเล็กๆ ๒ - ๓ หลังมุงด้วยหญ้าคา
เลยแนวต้นขนุนไปมีโบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ
และมีศาลายาวมุงหญ้าคาหลังหนึ่งเป็นที่พักสำหรับนักเดินทาง วัดนี้ดูร่มรื่นยิ่งนัก
จิตใจคนเมืองที่คุกรุ่นด้วยความโลภหลงอยากได้ใคร่มี
และหวาดวิตกจากเสียงขู่คำรามจากชาติตะวันตกที่นับวันจะรุนแรงขึ้น
หากได้มาถึงที่นี้เมื่อใดความหวาดหวั่นทั้งหลายนั้นก็จะผ่อนคลายมลายสิ้น
ขณะที่ผู้ใหญ่พากันเข้าไปกราบพระและนำของถวายเจ้าอาวาส
เพื่อนคนอื่นๆ
มัวแต่วุ่นอยู่กับการเก็บลิ้นจี่ที่พระสงฆ์รูปหนึ่งบอกชาวบ้านให้ปีนไปหักกิ่งทิ้งลงมานั้น
จันทรืมณีกับฑีฆาวุธชวนกันไปนั่งข้างวิหารฝั่งหนึ่งเพื่อจะได้ถ่ายภาพทิวทัศน์ที่งดงาม
ที่นั่นมีหินก้อนใหญ่ๆ ผิวเกลี้ยงกลมเหมือนเห็ดยักษ์โผล่ขึ้นกลางป่า
มีอยู่ก้อนหนึ่งที่สูงและใหญ่กว่าก้อนอื่นๆ บนลานหินนั้นมีศาลามุงสังกะสีหลังหนึ่ง
ความอยากรู้ทำให้คนทั้งสองต้องป่ายปีนบันไดไม้ที่ไหวสั่นขึ้นไปยังศาลาซึ่งเป็นที่ตั้งพระพุทธรูปองค์หนึ่งแกะสลักขึ้นจากหินก้อนนั้นเอง
องค์พระเป็นปางนอนตะแคงขนาดยาวประมาณ ๑๕ เมตร มีเครื่องสักการะบูชาวางอยู่ด้านหน้าเต็มไปหมด
ชวนให้หญิงสาวและชายหนุ่มรู้สึกระทึกในหัวใจกับความเลื่อมใสศรัทธาของบรรพบุรุษ
หล่อนชักชวนฑีฆาวุธลงไปเก็บดอกจำปีที่ขึ้นอยู่บริเวณใกล้ๆ หลังจากถอดร้องเท้าวางไว้นอกศาลาเรียบร้อยแล้ว
สาวหนุ่มจึงนำดอกไม้เข้าไปปักในแจกันหน้าแท่นบูชาแล้วสวดมนต์นมัสการโดยหญิงสาวสวดเป็นสำเนียงไทยขณะที่ชายหนุ่มสวดสำเนียงเขมร
สาวหนุ่มทั้งสองสวดจบบทแล้วก็กราบลงด้วยความเชื่อศรัทธาและมีสีหน้าสดชื่น หลังจากกราบพระเสร็จแล้ว
จันทร์มณีหันมาทางฑีฆาวุธก่อนจะกล่าวคำอธิษฐานว่า
“ขอพระบารมีพระองค์ ได้โปรดช่วยส่งเสริมข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองผู้ที่มีความรักหนักแน่นต่อกัน
ให้พ้นจากความทุกข์ยาก ปลอดภัยจากอุปสรรคทั้งปวง ขอให้มีชัยชนะเหนือเคราะห์กรรมและความโลภหลงทั้งหลายที่กำลังกลายเป็นโมหะมาบดบังตาคนทั้งโลกให้เกิดความเกลียดชังและประทุษร้ายต่อกันในขณะนี้
ซึ่งห่างไกลยิ่งจากพระพุทโธวาท”
ฑีฆาวุธได้ฟังถ้อยคำไพเราะอย่างพึงใจ
จึงยกมือประนมและย้ำอีกว่า
“จันทร์มณี คือ คู้สร้างคู้สมที่แท้จริงของข้าพระพุทธเจ้า
แม้ว่าเราจะแยกกันไปเกิดในอาณาจักรที่ต่างกัน แต่กุศลผลบุญที่เราได้ร่วมกันสร้างมาแต่ชาติปางก่อนก็ได้ชักนำให้กลับมาพบกันอีก
และเกิดเป็นความผูกพันในเวลาที่รวดเร็ว ขออย่าให้มีอุปสรรคขัดขวางระหว่างเราทั้งสอง
ขอให้มีแต่ความราบรื่นตลอดไป”
ไม่นานผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ก็เดินทางมาถึงที่นั่น คู่รักทั้งสองจึงเข้าไปสมทบ
จากการเชิญชวนของสุขวินท์ นักเดินทางทั้งหมดจึงได้ไปกราบรอยพระพุทธบาทที่สลักบนแท่นหิน
แล้วเลยไปชมอาศรมพระจงกรมของที่อันโดงเปรง ไปไหว้พระพุทธรูปฉัตรฤาษีก่อนจะกลับมาที่วัด
ตามเส้นทางเดินเท้าที่ลัดเลาะช่องต้นลิ้นจี่ที่มีผลสุกแดงเถือกทั่วบริเวณ
สุขวินท์ เดินนำหน้าคณะลงไปยังน้ำตก สภาพพื้นที่เต็มไปด้วยความชุ่มชื้น
เสียงน้ำตกค่อยๆ ดังขึ้นๆ จนกลายเป็นเสียงคำรามกึกก้องราวแผ่นพื้นพสุธาจะเลื่อนลั่น
พลันที่เดินออกมาพ้นเหลี่ยมเขาโค้งสุดท้าย
ภาพอันวิจิตรตระการตาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ภาพกระแส น้ำที่เต็มเปี่ยมด้วยพละกำลังและเสียงก้องกัมปนาทน่าตะลึงพรึงเพริด
เปรียบดังฝูงโคถึกที่คึกคะนองกระโจนไปข้างหน้าสุดกำลังอย่างโกรธแค้น กระแสน้ำนั้นหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นไปตามซอกหินก่อนพุ่งหัวดำดิ่งลงเบื้องล่างเสียงดังสนั่นแล้วทิ้งตัวอย่างรวดเร็วจากชั้นที่สูงราว
๒ เมตร น้ำที่ใสไหลเร็วรี่แตกเป็นฟองกระเซ็นไปบนแผ่นศิลาราบเรียบเหมือนผิวถนนไปราว
๒๐ เมตรก่อนที่จะเอ่อแนวแก่งหินและกลิ้งร่างทิ้งตัวตกลงสู่หุบเหวที่คับแคบและลึกสุดประมาณ
มองลงไปแล้วชวนให้หน้ามืดเสียวสันหลัง
บริเวณลานหินราบเรียบนี่เองเป็นที่สำหรับลงเล่นน้ำได้อย่างเพลิดเพลิน
และด้วยบรรยากาศอันยวนใจพาให้เหล่าเยาวชนทั้งหนุ่มทั้งสาวอดไม่ไหวรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดแขนขาสั้นสำหรับเล่นน้ำ
แล้ววิ่งโร่ลงเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ลืมความเหน็ดเหนื่อยหิวกระหายหมดสิ้น
บางคนก้มหน้าเอาแผ่นหลังรองรับสายน้ำที่ตกจากข้างบนแล้วร้องประกาศอวดอ้างว่าน้ำตกนี่สามารถบีบนวดร่างกายได้อย่างวิเศษเลย
บ้างก็ลอยตัวให้ลื่นไถลช้าๆ ไปบนพื้นอันเย็นเฉียบของแผ่นหินใหญ่นั้น
ส่วนผู้ใหญ่ก็นั่งอาบนั่งเล่นน้ำกันอย่างเงียบๆ
คอยมองดูการหยอกล้อเล่นหัวกันของเด็กๆ อย่างเป็นสุข
หรืออาจมีบางคนนึกอิจฉาบ้างก็ไม่ทราบได้
ในช่วงเวลาช่วงปิดเทอมนี้ฑีฆาวุธตั้งอกตั้งใจหมั่นเพียรทบทวนท่องจำบทเรียนต่างๆ
ที่เรียนผ่านมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เตรียมพร้อมเพื่อความสำเร็จในการสอบไล่ที่จะมาถึงในเดือนมิถุนายนข้างหน้านี้
ในแต่ละสัปดาห์ชายหนุ่มจะเขียนจดหมายถึงสาวคนรักโดยส่งทางไปรษณีย์ และก็ได้รับตอบกลับมาว่าหล่อนได้ไปท่องเที่ยวที่ปราสาทเมืองแกบ
และโบกโก จดหมายโต้ตอบกันนี้ไม่ต้องบอกเราก็รู้ได้ว่าส่วนใหญ่จะเขียนด้วยภาษาอังกฤษ
ซึ่งนับเป็นกิจประการหนึ่งในการเตรียมตัวสอบที่น่าชมเชยอย่างยิ่ง
แม้ว่าเนื้อหาใจความจะเต็มไปด้วยถ้อยคำรำพันถึงความรักความคิดถึง และการคร่ำครวญถึงกันและกันก็ตามที
จนกระทั่งเวลาเปิดเทอมเวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง
ชายหนุ่มจึงไม่ค่อยมีโอกาสไปมาหาสู่บ้านของหญิงสาวมากนัก เพราะคิดแต่เรื่องลับสติปัญญา
พัฒนาความรู้ หวังเพื่อความสำเร็จมัธยมศึกษาในลำดับที่หนึ่ง
ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่จะเดินไปสู่อนาคตอันรุ่งเรืองเหมือนรุ่งอรุณที่สว่างไสว
เดือนพฤษภาคมผ่านพ้นไป ทั้งสองมีโอกาสได้พบกันเพียง
๒ ครั้งเท่านั้น และในแต่ละครั้งก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ แล้วเดือนมิถุนายนก็เคลื่อนเข้ามายิ่งทำให้การเตรียมตัวยิ่งต้องเข้มข้นหนักขึ้น
และเพื่อไม่ให้สมาธิแตกซ่าน ฑีฆาวุธ ตั้งปณิธานว่าจะไปพบหล่อนอีกครั้งก็ต่อเมื่อการสอบได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วเท่านั้น
ดังนั้นเองที่ทำให้เย็นวันหนึ่ง ฑีฆาวุธต้องนั่งโดยสารรถสามล้ออย่างไม่เป็นสุข
เพราะรู้สึกรำคาญกับความอืดอาดของเจ้ายานพาหนะชนิดนี้เสียเต็มประดา
ในใจระอุด้วยความเบิกบานจากผลการสอบที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ
แม้ว่าข้อสอบจะยากแสนยากแต่เจ้าหนุ่มก็ยืดอกได้อย่างสง่างาม จึงอยากนำข่าวร้อนๆ
นี้ไปบอกสาวคนรัก พอไปถึงไม่ต้องรอให้รถสามล้อจอดสนิทดีเขาก็รีบกระโดดลง ยื่นเงินค่าโดยสารจำนวนมากพอสมควรให้คนถีบสามล้อเพื่อให้เขาได้ร่วมชื่นชมยินดีกับตนด้วย
ชายหนุ่มผู้เพิ่งพานพบความสำเร็จเดินตรงเข้าไปในตัวบ้านโดยมิได้คาดคิดว่าจะพบเหตุการณ์ใด
แต่แล้วเขาต้องหยุดชะงัก
ภายในบ้านหลังนั้น เทพโกศลและลูกสาวนั่งมองหน้ากันโดยมีน้ำตาไหลนองใบหน้า
พอได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามา อดีตนายทหารไทยจึงหันมามองแล้วยิ้มเจื่อนๆ
“อ้าว เข้ามาสิหลานชาย” เจ้าของบ้านเชื้อเชิญ “พอได้รับข่าวทางโทรเลข ลูกจันทร์มณีตั้งใจจะไปบอกหลานชายให้รู้ทันที แต่ผมห้ามไว้
เพราะเห็นว่าหลานชายกำลังติดสอบอยู่ เกรงว่าจะไปทำลายสมาธิ ตอนนี้คิดว่าหลานชายคงจะมาแจ้งข่าวดีแก่เราทั้งสองถึงผลการสอบว่าประสบความสำเร็จตามที่เราได้คาดหวังเอาไว้นานแล้วใช่ไหม”
ฑีฆาวุธเห็นสภาพคนทั้งสองกำลังมีความทุกข์กังวลดังนั้น จึงแจ้งข่าวดีจองตนอย่างเรียบๆ
ทั้งที่ตั้งใจว่าจะบอกอย่างตื่นเต้นเร้าใจ หลังจากได้รับคำชื่นชมยินดีด้วยน้ำเสียงเสราๆ
แล้ว ชายหนุ่มจึงกล่าวคำขอโทษก่อนที่จะถามถึงเหตุการณ์ความเป็นไปที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าเช่นนั้น
ภายใต้บรรยากาศที่เงียบเชียบของบ้านหลังใหญ่ เสียงแหบๆ
ของเทพโกศลบอกเล่าเรื่องราวสู่มิตรผู้อ่อนวัย ขณะที่จันทร์มณีนั่งนิ่งเงียบสายตาจับจ้องฑีฆาวุธไม่วางราวกับว่าจะซึมซับหัวใจของชายหนุ่มให้แนบชิดกับจุดหมายความรักที่กำลังจะต้องจากกันในเวลามิช้านานนี้แล้ว
เทพโกศลเล่าให้ฟังว่า
“หลานชายคงรู้ดีอยู่แล้วว่าเมื่อก่อนผมเป็นนายทหารยศร้อยเอกแห่งกองทัพไทย
แต่ด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบจากการรัฐประหารครั้งหนึ่ง ผมมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของบรรดาคนที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นกบฏ
ดังนั้นเพื่อหลบหนีการทำลายล้างอย่างโหดเหี้ยมในครั้งนั้น
ผมจึงลี้ภัยเข้ามายังประเทศเขมร ซึ่งเหตุการณ์นี้ผ่านมาหลายปีแล้ว
เพื่อนฝูงของผมที่กรุงเทพฯ พยายามให้การแก้ต่างต่อศาลทหาร
และศาลได้ออกตัดสินความเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีมลทินใดๆ
แต่ผมก็ยังไม่ยอมเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนในเวลานั้นก็เพราะลูกสาวของผมเพิ่งจะเดินทางมาที่นี่
ได้พบกับความรัก และอยากรู้จักประเทศเขมรที่เป็นมิตรที่ดีนี้ให้ลึกซึ้ง อีกทั้งยังสนใจที่จะไปเรียนต่อวิทยาลัยสตรีที่เมืองดาลัดอีกด้วย
ผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่ทำงานราชการอีกต่อไป และจะหาโอกาสเหมาะๆ
กลับไปรับครอบครัวทั้งหมดมาอยู่ด้วยกันที่กรุงพนมเปญเสียเลย”
พูดจบก็มองดูหน้าหนุ่มสาวทั้งสองด้วยสีหน้าที่รู้สึกเห็นอกเห็นใจ
และกล่าวต่อไปว่า
“เมื่อเวลาราวบ่าย ๒ โมงกว่าๆ ของวันนี้ได้มีโทรเลขด่วนแจ้งข่าวว่าแม่ของจันทร์มณีป่วยหนัก
เราจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตอนเช้าวันพรุ่งนี้”