Monday, May 23, 2016

นวนิยายแปล "มาลาดวงจิต" 4

มาลาดวงจิต
 

พนมกุเลน แดนรื่นรมย์


ย็นหนึ่งของวันอาทิตย์ในเดือนมีนาคม ฑีฆาวุธไปเยี่ยมบ้านมิตรทั้งสอง ขณะนั้นพ่อกับลูกสาวกำลังนั่งพักผ่อนรับลมอยู่นอกชานโดยมีน้ำส้มคั้นวางตรงหน้าคนละแก้ว เทพโกศลให้การต้อนรับชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง จันทร์มณีต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวานก่อนเรียกคนใช้ให้ยกเก้าอี้มาเพิ่มอีกหนึ่งที่ ส่วนตัวเองเดินเข้าไปยกน้ำส้มคั้นใส่น้ำแข็งมาส่งให้แขกแก้วหนึ่ง หลังจากนั่งลงเรียบร้อยพร้อมหน้ากันแล้วหล่อนจึงถามขึ้น
            เอ่อ พี่วุธค่ะปิดเทอมวันไหนคะ
            เริ่มปิดตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๑ เมษายนนี่แหละ ที่พี่มาวันนี้ก็ตั้งใจจะมาลาท่านและจันทร์มณีเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้านในวันปิดเทอมนั่นแหละ
            หญิงสาวมองหน้าพ่อของหล่อนซึ่งดูเหมือนกับมีอะไรจะพูด แต่เธอชิงพูดขึ้นก่อน
            ไม่ต้องรีบร้อนกลับไม่ได้หรือค่ะ หยุดพักผ่อนเอาเรี่ยวแรงสักอาทิตย์หนึ่งแล้วค่อยว่ากันอีกทีน่าจะดีนะค่ะ สมองคนเราหากได้ผ่อนคลายบ้างจะทำให้ความจำดี เรียนรู้อะไรได้ง่าย ถ้าจะว่าไปแล้ว การผ่อนคลายก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว ดูแต่สายของพิณนั่นสิ ขึงตึงเกินไปมันก็ขาด
            จริงๆ ด้วยเทพโกศลพูดเสริม ที่ลูกพูดมานี่ถูกต้องทีเดียว ถ้าหลานชายไปเที่ยวเสียมเรียบไปชมนครวัดกับพวกเราได้ละก็เราจะดีใจมากเลย
            ด้วยการคะยั้นคะยอจากมิตรทั้งสองเช่นนี้ ด้วยประสงค์อยากอยู่กับคนรักนานๆ และด้วยความอยากเห็นปราสาทที่ตนเคยได้รู้จักแค่ในหนังสือ ฑีฆาวุธจึงยินยอมพร้อมใจตอบรับเดินทางร่วมกับคนทั้งสอง

ดังนั้นในเช้ามืดของวันหนึ่ง หลังจากที่ได้ชื่นชมอย่างตื่นตาตื่นใจกับโบราณสถานบรรดามี ทั้งบริเวณวงเล็กและโดยรอบกว้าง ซึมซับความงดงามของทัศนียภาพที่บารายณ์ ได้ชื่นชมปราสาทบากงและโลไลเสร็จสรรพแล้ว นักเดินทางทั้งหมดจึงขึ้นรถฟอร์ดเก่าๆ สองคันเปิดไฟหน้าส่องฝ่าความมืดยามใกล้สางมุ่งไปตามถนนจากเมืองเสียมเรียบสู่นครธม กลุ่มหนุ่มสาวเริ่มรู้สึกคึกคักขึ้นอีกครั้งด้วยความปีติจากป่าปราสาทอังกอร์ที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมฟุ้ง และการได้ยลสถานที่นามกระฉ่อนเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์
            เสียงเครื่องยนต์คำรามลั่น รถยนต์สะเทือนเขย่าผู้โดยสารเหมือนเมล็ดข้าวสารบนกระด้ง ก่อนที่จะเคลื่อนไปตามถนนริมสระสรง ผ่านหมู่บ้านประดาก ซึ่งมีเด็กๆ เพิ่งตื่นจากหลับวิ่งมาเกาะรั้วบ้านส่งเสียงโห่รับกันไปเป็นทอดๆ หลังจากนั้นรถยนต์ได้เลี้ยวเข้าสู่ทางลูกรังคุ้นเอาฝุ่นฟ้งตระหลบ ผ่านหน้าปราสาทบันทายสำเหร่โดยยึดเอาทิศเหนือเป็นเป้าหมายที่มุ่งไป
            รถคันหน้าทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง โดยมีสุขวินท์เป็นโชเฟอร์ และครอบครัวของเขาร่วมเป็นผู้โดยสาร ซึ่งประกอบด้วย ประภาผู้เป็นภรรยา ชฎาวัณลูกสาว และวงศ์ฤทธิ์ลูกชาย ส่วนผู้โดยสารอีกคน คือ เวคี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน
            เยาวชนทั้งสามต่างก็เป็นนักเรียนระดับวิทยาลัยเหมือนกัน วงศ์ฤทธิ์กับเวคี เป็นนิสิตเรียนที่เดียวกับฑีฆาวุธ และมีความผูกพันสนิทสนมกลมเกลียวกันมาก ดังนั้นเมื่อทราบข่าวจากเพื่อนว่าจะพาเพื่อนคนไทยมาเที่ยวปราสาทอังกอร์ คนทั้งสองจึงพยายามที่จะช่วงชิงตัวฑีฆาวุธให้มาพักบ้านของตน แต่ที่สุดแล้วฑีฆาวุธตัดสินใจพักที่บ้านพ่อของวงศ์ฤทธิ์ เพราะเห็นว่าสุขวินท์เป็นเจ้าของกิจการเดินรถโดยสารรายใหญ่ในเมืองเสียมเรียบ น่าที่จะอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มเพื่อนในการท่องเที่ยวในครั้งนี้ได้ดี โดยฑีฆาวุธพักรวมห้องกับวงศ์ฤทธิ์ ส่วนท่านเทพโกศล จันทร์มณี และพี่เลี้ยงอีกสองคนนั้น สุขวินท์ได้เชื้อเชิญให้มาพักที่บ้านเช่นเดียวกัน แต่นักท่องเที่ยวไทยมีความขัดข้องด้วยเหตุผลที่ว่าได้โทรเลขมาจองห้องพักโรงแรมใหญ่ไว้ ๓ ห้องเรียบร้อยแล้ว
            ทุกๆ เช้าของวัน วงศ์ฤทธิ์จะขับรถฟอร์ดพาน้องสาว ฑีฆาวุธและเวคีมาหาเพื่อนใหม่ที่โรงแรมแล้วชวนกันไปท่องเที่ยวชมปราสาท ไปว่ายน้ำที่บารายณ์ และไปกินข้าวที่สระสรงหรือสระพระพิฑูรย์ โดยทุกครั้งเทพโกศลและครอบครัวจะใช้รถยนต์ของเขาเองที่มีคนขับประจำ
            มีอยู่วันหนึ่งขณะที่เที่ยวชมปราสาทบากง เวคีได้นำลิ้นจี่เต็มถุงใหญ่มาแบ่งกันกิน โดยผู้ซื้อได้เลือกคัดเอาแต่ลูกโตๆ รสหวาน ทำให้จันทร์มณีสนใจสอบถามถึงที่มาของไม้ผลชนิดนี้ว่าเก็บมาจากที่ใด ซึ่งข้อมูลที่บอกเล่าต่อๆ กันจนเป็นตำนานนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ตั้งใจมั่นคงว่าจะไปเที่ยวพนมกุเลนให้ได้ (กุเลน แปลว่าลิ้นจี่ ผู้แปล)
            ในการเดินทางครั้งนั้น เทพโกศลได้ทิ้งรถเรโนลด์ของตนเอาไว้แล้วมานั่งร่วมกับฑีฆาวุธในรถฟอร์ดที่ขับตามหลัง สุขวินท์ประมาณการไว้ว่าจะให้ทั้งหมดเดินทางถึงเขาลูกนั้นในตอนเช้า นักเดินทางทั้งหมดจึงต้องตื่นแต่มืด ระยะทางจากเสียเรียบไปถึงเขาลูกนั้นห่างไปประมาณ ๔๐ กิโลเมตร เส้นทางส่วนใหญ่เป็นดินทรายและสะพานที่ชำรุดทรุดโทรม อันจะเป็นเหตุให้การเดินทางต้องพบกับความยุ่งยากยิ่งขึ้น มีแต่รถฟอร์ดคันเก่าๆ นี่แหละที่ช่วงล่างสูงพ้นดินพอให้วิ่งไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค
            ครั้นผ่านพ้นภูเขาพนมโบก และภูเขาลูกเล็กๆ ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางเป็นระยะๆ แล้ว เส้นทางก็เริ่มดูเงียบเชียบวังเวงราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่ แม้แต่นกกาหรือสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยก็ไม่มีบินหรือเกาะตามคาคบต้นตาลที่ขึ้นอยู่เป็นทิวแถว รถยนต์ทั้งสองคันวิ่งทิ้งช่วงกันประมาณ ๑๐๐ เมตร เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้คนนั่งคันหลังต้องรำคาญกับฝุ่นละอองที่ฟุ้งตระหลบจากรถคันหน้า เนื่องจากไม่ค่อยมีลมพัดหอบพาออกไปที่ใด ละอองแป้งฝุ่นจากธรรมชาติจึงได้เกาะหนาอยู่ตามร่องถนนและพุ่มไม้ เส้นทางที่ถูกปล่อยปละละเลยขาดการบำรุงรักษามานาน ก็ยิ่งโทรมหนักด้วยเกวียนเทียมวัวของชาวบ้านที่บรรทุกลิ้นจี่เต็มหลังขับบดล้อกดดินจนเป็นร่องลึกราวกับใครมาไถพรวนไว้ แม้กระนั้นเมื่อเจอกับหลุมแต่ละครั้งรถฟอร์ดที่เครื่องยนต์แรงเหมือนช้างยังต้องปั่นล้อหมุนฟรีๆ โดยที่รถมิได้เคลื่อนไปข้างหน้าแต่อย่างใด บางช่วงรถกำลังวิ่งไปดีๆ ล้อกลับจมลงดินอ่อนยุ่ยเล่นเอาพวงมาลัยสะบัดทำให้รถไถลออกไปชนตอไม้ข้างทางก็มี พอถึงสะพานแต่ละแห่งผู้โดยสารทั้งหมดต้องพากันลงจากรถ เพราะไม้แต่ละท่อนล้วนผุและคลอนโยกเยกไม่น่าไว้ใจได้แม้สักที่เดียว แต่ถึงแม้จะมีเหตุให้ต้องหงุดหงิดหลายอย่างก็ตามหนุ่มสาวของเราก็ยังคงมีท่าทีสบายอกสบายใจ
            ตอนนี้ผ่านพ้นแนวป่าละเมาะไปแล้วการเดินทางได้เข้าสู่เขตป่าทึบที่มีต้นไม้สูงใหญ่ร่มครึ้ม แสดงให้รู้ว่ามาใกล้ที่อันเย็นเยียบของภูเขา ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะเหล่านักเดินทางเริ่มสวนทางกับชาวบ้านที่พากันหาบบ้าง บรรทุกเกวียนบ้าง เพื่อขนเอาลิ้นจี่ลูกสีแดงสุกกลับไปบ้านแลดูละลานตา ไม่นานนักเหล่านักเดินทางของเราก็มาถึงจุดพักที่เชิงเขาซึ่งเป็นสถานที่นัดพบกันของบรรดาเกวียนที่รอขนผลไม้ซึ่งมีอยู่ที่นี่แห่งเดียวในประเทศเขมร ตามขั้นบันไดขึ้นลงภูเขานั้นชาวบ้านที่เป็นชายฉกรรจ์บ้างหาบบ้างคอน ที่เป็นผู้หญิงจะวางเทินบนศีรษะเพื่อลำเลียงผลไม้ลงจากยอดเขาเดินกันเป็นทิวแถว เพราะงานนี้เป็นอาชีพเดียวสำหรับคนที่นี่
            หลังจากได้ที่ร่มจอดรถเรียบร้อยแล้ว สุขวินท์และประภา ชวนกันไปเดินหาชาวบ้านสองคนเพื่อจ้างมาเป็นลูกหาบขนเสบียงอาหารขึ้นไปข้างบน ขณะที่เด็กหนุ่มสาวลงจากรถได้ก็ปัดฝุ่นผงและหัวเราะกันเริงร่า
            นักท่องเที่ยวทั้งหมดเดินเรียงกันขึ้นภูเขาไปตามทางที่คนยุคโบราณได้นำหินศิลาแลงมาวางเรียงเป็นขั้นบันไดซึ่งนับถึงขั้นบนสุดอยู่ราวๆ ๕๐ - ๖๐ ขั้นโดยระหว่างทางขึ้นยังจัดให้มีลานกว้างไว้เป็นที่นั่งพักสำหรับคนที่ปวดข้อปวดเข่า
            หลังจากหยุดพักเหนื่อย ๑๕ นาที นักเดินทางกลุ่มนี้ก็เริ่มเดินตามทางเรียบบนเขา เส้นทางนั้นลัดเลาะตามช่องต้นไม้ใหญ่ที่ผลัดใบแก่ลงมาทับถมเป็นพรมหนา ราวหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อมาก็มาถึงสะพานไม้ข้ามลำธารที่มีน้ำใสไหลเชี่ยว สักพักจึงพากันเดินเข้าไปในบริเวณวัดที่มีลานโล่งกว้างขวาง ได้รับการดูแลปัดกวาดสะอาดสะอ้าน มีกุฏิหลังใหญ่มุงด้วยกระเบื้อง และกุฏิหลังเล็กๆ ๒ - ๓ หลังมุงด้วยหญ้าคา เลยแนวต้นขนุนไปมีโบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ และมีศาลายาวมุงหญ้าคาหลังหนึ่งเป็นที่พักสำหรับนักเดินทาง วัดนี้ดูร่มรื่นยิ่งนัก จิตใจคนเมืองที่คุกรุ่นด้วยความโลภหลงอยากได้ใคร่มี และหวาดวิตกจากเสียงขู่คำรามจากชาติตะวันตกที่นับวันจะรุนแรงขึ้น หากได้มาถึงที่นี้เมื่อใดความหวาดหวั่นทั้งหลายนั้นก็จะผ่อนคลายมลายสิ้น
            ขณะที่ผู้ใหญ่พากันเข้าไปกราบพระและนำของถวายเจ้าอาวาส เพื่อนคนอื่นๆ มัวแต่วุ่นอยู่กับการเก็บลิ้นจี่ที่พระสงฆ์รูปหนึ่งบอกชาวบ้านให้ปีนไปหักกิ่งทิ้งลงมานั้น จันทรืมณีกับฑีฆาวุธชวนกันไปนั่งข้างวิหารฝั่งหนึ่งเพื่อจะได้ถ่ายภาพทิวทัศน์ที่งดงาม ที่นั่นมีหินก้อนใหญ่ๆ ผิวเกลี้ยงกลมเหมือนเห็ดยักษ์โผล่ขึ้นกลางป่า มีอยู่ก้อนหนึ่งที่สูงและใหญ่กว่าก้อนอื่นๆ บนลานหินนั้นมีศาลามุงสังกะสีหลังหนึ่ง ความอยากรู้ทำให้คนทั้งสองต้องป่ายปีนบันไดไม้ที่ไหวสั่นขึ้นไปยังศาลาซึ่งเป็นที่ตั้งพระพุทธรูปองค์หนึ่งแกะสลักขึ้นจากหินก้อนนั้นเอง องค์พระเป็นปางนอนตะแคงขนาดยาวประมาณ ๑๕ เมตร มีเครื่องสักการะบูชาวางอยู่ด้านหน้าเต็มไปหมด ชวนให้หญิงสาวและชายหนุ่มรู้สึกระทึกในหัวใจกับความเลื่อมใสศรัทธาของบรรพบุรุษ
            หล่อนชักชวนฑีฆาวุธลงไปเก็บดอกจำปีที่ขึ้นอยู่บริเวณใกล้ๆ หลังจากถอดร้องเท้าวางไว้นอกศาลาเรียบร้อยแล้ว สาวหนุ่มจึงนำดอกไม้เข้าไปปักในแจกันหน้าแท่นบูชาแล้วสวดมนต์นมัสการโดยหญิงสาวสวดเป็นสำเนียงไทยขณะที่ชายหนุ่มสวดสำเนียงเขมร สาวหนุ่มทั้งสองสวดจบบทแล้วก็กราบลงด้วยความเชื่อศรัทธาและมีสีหน้าสดชื่น หลังจากกราบพระเสร็จแล้ว จันทร์มณีหันมาทางฑีฆาวุธก่อนจะกล่าวคำอธิษฐานว่า
            ขอพระบารมีพระองค์ ได้โปรดช่วยส่งเสริมข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองผู้ที่มีความรักหนักแน่นต่อกัน ให้พ้นจากความทุกข์ยาก ปลอดภัยจากอุปสรรคทั้งปวง ขอให้มีชัยชนะเหนือเคราะห์กรรมและความโลภหลงทั้งหลายที่กำลังกลายเป็นโมหะมาบดบังตาคนทั้งโลกให้เกิดความเกลียดชังและประทุษร้ายต่อกันในขณะนี้ ซึ่งห่างไกลยิ่งจากพระพุทโธวาท
            ฑีฆาวุธได้ฟังถ้อยคำไพเราะอย่างพึงใจ จึงยกมือประนมและย้ำอีกว่า
            จันทร์มณี คือ คู้สร้างคู้สมที่แท้จริงของข้าพระพุทธเจ้า แม้ว่าเราจะแยกกันไปเกิดในอาณาจักรที่ต่างกัน แต่กุศลผลบุญที่เราได้ร่วมกันสร้างมาแต่ชาติปางก่อนก็ได้ชักนำให้กลับมาพบกันอีก และเกิดเป็นความผูกพันในเวลาที่รวดเร็ว ขออย่าให้มีอุปสรรคขัดขวางระหว่างเราทั้งสอง ขอให้มีแต่ความราบรื่นตลอดไป
            ไม่นานผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ก็เดินทางมาถึงที่นั่น คู่รักทั้งสองจึงเข้าไปสมทบ จากการเชิญชวนของสุขวินท์ นักเดินทางทั้งหมดจึงได้ไปกราบรอยพระพุทธบาทที่สลักบนแท่นหิน แล้วเลยไปชมอาศรมพระจงกรมของที่อันโดงเปรง ไปไหว้พระพุทธรูปฉัตรฤาษีก่อนจะกลับมาที่วัด
ตามเส้นทางเดินเท้าที่ลัดเลาะช่องต้นลิ้นจี่ที่มีผลสุกแดงเถือกทั่วบริเวณ สุขวินท์ เดินนำหน้าคณะลงไปยังน้ำตก สภาพพื้นที่เต็มไปด้วยความชุ่มชื้น เสียงน้ำตกค่อยๆ ดังขึ้นๆ จนกลายเป็นเสียงคำรามกึกก้องราวแผ่นพื้นพสุธาจะเลื่อนลั่น
พลันที่เดินออกมาพ้นเหลี่ยมเขาโค้งสุดท้าย ภาพอันวิจิตรตระการตาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ภาพกระแส น้ำที่เต็มเปี่ยมด้วยพละกำลังและเสียงก้องกัมปนาทน่าตะลึงพรึงเพริด เปรียบดังฝูงโคถึกที่คึกคะนองกระโจนไปข้างหน้าสุดกำลังอย่างโกรธแค้น กระแสน้ำนั้นหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นไปตามซอกหินก่อนพุ่งหัวดำดิ่งลงเบื้องล่างเสียงดังสนั่นแล้วทิ้งตัวอย่างรวดเร็วจากชั้นที่สูงราว ๒ เมตร น้ำที่ใสไหลเร็วรี่แตกเป็นฟองกระเซ็นไปบนแผ่นศิลาราบเรียบเหมือนผิวถนนไปราว ๒๐ เมตรก่อนที่จะเอ่อแนวแก่งหินและกลิ้งร่างทิ้งตัวตกลงสู่หุบเหวที่คับแคบและลึกสุดประมาณ มองลงไปแล้วชวนให้หน้ามืดเสียวสันหลัง
            บริเวณลานหินราบเรียบนี่เองเป็นที่สำหรับลงเล่นน้ำได้อย่างเพลิดเพลิน และด้วยบรรยากาศอันยวนใจพาให้เหล่าเยาวชนทั้งหนุ่มทั้งสาวอดไม่ไหวรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดแขนขาสั้นสำหรับเล่นน้ำ แล้ววิ่งโร่ลงเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ลืมความเหน็ดเหนื่อยหิวกระหายหมดสิ้น บางคนก้มหน้าเอาแผ่นหลังรองรับสายน้ำที่ตกจากข้างบนแล้วร้องประกาศอวดอ้างว่าน้ำตกนี่สามารถบีบนวดร่างกายได้อย่างวิเศษเลย บ้างก็ลอยตัวให้ลื่นไถลช้าๆ ไปบนพื้นอันเย็นเฉียบของแผ่นหินใหญ่นั้น
            ส่วนผู้ใหญ่ก็นั่งอาบนั่งเล่นน้ำกันอย่างเงียบๆ คอยมองดูการหยอกล้อเล่นหัวกันของเด็กๆ อย่างเป็นสุข หรืออาจมีบางคนนึกอิจฉาบ้างก็ไม่ทราบได้
                                                           
นช่วงเวลาช่วงปิดเทอมนี้ฑีฆาวุธตั้งอกตั้งใจหมั่นเพียรทบทวนท่องจำบทเรียนต่างๆ ที่เรียนผ่านมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง เตรียมพร้อมเพื่อความสำเร็จในการสอบไล่ที่จะมาถึงในเดือนมิถุนายนข้างหน้านี้ ในแต่ละสัปดาห์ชายหนุ่มจะเขียนจดหมายถึงสาวคนรักโดยส่งทางไปรษณีย์ และก็ได้รับตอบกลับมาว่าหล่อนได้ไปท่องเที่ยวที่ปราสาทเมืองแกบ และโบกโก จดหมายโต้ตอบกันนี้ไม่ต้องบอกเราก็รู้ได้ว่าส่วนใหญ่จะเขียนด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งนับเป็นกิจประการหนึ่งในการเตรียมตัวสอบที่น่าชมเชยอย่างยิ่ง แม้ว่าเนื้อหาใจความจะเต็มไปด้วยถ้อยคำรำพันถึงความรักความคิดถึง และการคร่ำครวญถึงกันและกันก็ตามที
            จนกระทั่งเวลาเปิดเทอมเวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มจึงไม่ค่อยมีโอกาสไปมาหาสู่บ้านของหญิงสาวมากนัก เพราะคิดแต่เรื่องลับสติปัญญา พัฒนาความรู้ หวังเพื่อความสำเร็จมัธยมศึกษาในลำดับที่หนึ่ง  ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่จะเดินไปสู่อนาคตอันรุ่งเรืองเหมือนรุ่งอรุณที่สว่างไสว
            เดือนพฤษภาคมผ่านพ้นไป  ทั้งสองมีโอกาสได้พบกันเพียง ๒ ครั้งเท่านั้น และในแต่ละครั้งก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ แล้วเดือนมิถุนายนก็เคลื่อนเข้ามายิ่งทำให้การเตรียมตัวยิ่งต้องเข้มข้นหนักขึ้น และเพื่อไม่ให้สมาธิแตกซ่าน ฑีฆาวุธ ตั้งปณิธานว่าจะไปพบหล่อนอีกครั้งก็ต่อเมื่อการสอบได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วเท่านั้น
            ดังนั้นเองที่ทำให้เย็นวันหนึ่ง ฑีฆาวุธต้องนั่งโดยสารรถสามล้ออย่างไม่เป็นสุข เพราะรู้สึกรำคาญกับความอืดอาดของเจ้ายานพาหนะชนิดนี้เสียเต็มประดา ในใจระอุด้วยความเบิกบานจากผลการสอบที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ แม้ว่าข้อสอบจะยากแสนยากแต่เจ้าหนุ่มก็ยืดอกได้อย่างสง่างาม จึงอยากนำข่าวร้อนๆ นี้ไปบอกสาวคนรัก พอไปถึงไม่ต้องรอให้รถสามล้อจอดสนิทดีเขาก็รีบกระโดดลง ยื่นเงินค่าโดยสารจำนวนมากพอสมควรให้คนถีบสามล้อเพื่อให้เขาได้ร่วมชื่นชมยินดีกับตนด้วย ชายหนุ่มผู้เพิ่งพานพบความสำเร็จเดินตรงเข้าไปในตัวบ้านโดยมิได้คาดคิดว่าจะพบเหตุการณ์ใด แต่แล้วเขาต้องหยุดชะงัก
            ภายในบ้านหลังนั้น เทพโกศลและลูกสาวนั่งมองหน้ากันโดยมีน้ำตาไหลนองใบหน้า พอได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามา อดีตนายทหารไทยจึงหันมามองแล้วยิ้มเจื่อนๆ
            อ้าว เข้ามาสิหลานชายเจ้าของบ้านเชื้อเชิญ พอได้รับข่าวทางโทรเลข ลูกจันทร์มณีตั้งใจจะไปบอกหลานชายให้รู้ทันที แต่ผมห้ามไว้ เพราะเห็นว่าหลานชายกำลังติดสอบอยู่ เกรงว่าจะไปทำลายสมาธิ ตอนนี้คิดว่าหลานชายคงจะมาแจ้งข่าวดีแก่เราทั้งสองถึงผลการสอบว่าประสบความสำเร็จตามที่เราได้คาดหวังเอาไว้นานแล้วใช่ไหม
            ฑีฆาวุธเห็นสภาพคนทั้งสองกำลังมีความทุกข์กังวลดังนั้น จึงแจ้งข่าวดีจองตนอย่างเรียบๆ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะบอกอย่างตื่นเต้นเร้าใจ หลังจากได้รับคำชื่นชมยินดีด้วยน้ำเสียงเสราๆ แล้ว ชายหนุ่มจึงกล่าวคำขอโทษก่อนที่จะถามถึงเหตุการณ์ความเป็นไปที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าเช่นนั้น
            ภายใต้บรรยากาศที่เงียบเชียบของบ้านหลังใหญ่ เสียงแหบๆ ของเทพโกศลบอกเล่าเรื่องราวสู่มิตรผู้อ่อนวัย ขณะที่จันทร์มณีนั่งนิ่งเงียบสายตาจับจ้องฑีฆาวุธไม่วางราวกับว่าจะซึมซับหัวใจของชายหนุ่มให้แนบชิดกับจุดหมายความรักที่กำลังจะต้องจากกันในเวลามิช้านานนี้แล้ว
เทพโกศลเล่าให้ฟังว่า
            หลานชายคงรู้ดีอยู่แล้วว่าเมื่อก่อนผมเป็นนายทหารยศร้อยเอกแห่งกองทัพไทย  แต่ด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบจากการรัฐประหารครั้งหนึ่ง ผมมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของบรรดาคนที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นกบฏ ดังนั้นเพื่อหลบหนีการทำลายล้างอย่างโหดเหี้ยมในครั้งนั้น ผมจึงลี้ภัยเข้ามายังประเทศเขมร ซึ่งเหตุการณ์นี้ผ่านมาหลายปีแล้ว เพื่อนฝูงของผมที่กรุงเทพฯ พยายามให้การแก้ต่างต่อศาลทหาร และศาลได้ออกตัดสินความเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีมลทินใดๆ แต่ผมก็ยังไม่ยอมเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนในเวลานั้นก็เพราะลูกสาวของผมเพิ่งจะเดินทางมาที่นี่ ได้พบกับความรัก และอยากรู้จักประเทศเขมรที่เป็นมิตรที่ดีนี้ให้ลึกซึ้ง อีกทั้งยังสนใจที่จะไปเรียนต่อวิทยาลัยสตรีที่เมืองดาลัดอีกด้วย ผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่ทำงานราชการอีกต่อไป และจะหาโอกาสเหมาะๆ กลับไปรับครอบครัวทั้งหมดมาอยู่ด้วยกันที่กรุงพนมเปญเสียเลย
            พูดจบก็มองดูหน้าหนุ่มสาวทั้งสองด้วยสีหน้าที่รู้สึกเห็นอกเห็นใจ และกล่าวต่อไปว่า
            เมื่อเวลาราวบ่าย ๒ โมงกว่าๆ ของวันนี้ได้มีโทรเลขด่วนแจ้งข่าวว่าแม่ของจันทร์มณีป่วยหนัก เราจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตอนเช้าวันพรุ่งนี้