Monday, April 25, 2016

นวนิยายแปล "มาลาดวงจิต" 3



รุ่งอรุณแห่งรัก


คืนวันนั้น หลังจากยามตบมือป้าบๆ เป็นสัญญาณสั่งให้ปล่อยชายมุ้งเข้านอน ฑีฆาวุธปฏิบัติตามขณะที่ใจยังว้าวุ่น ยกแขนก่ายหน้าผาก ความรู้สึกหวนไปฟื้นความทรงจำครั้งใหม่กลับมาเพื่อซึมซับรสชาติที่แสนประทับใจอีกครั้งหนึ่ง ภาพทุกภาพยังแจ่มชัดยิ่งกว่าความฝัน ชายหนุ่มระลึกถึงความเป็นกันเอง ความสนิทสนมและความจริงใจของหล่อน แต่อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า กิริยาทั้งหลายเหล่านี้ หากหญิงชาวเขมรผู้ใดประพฤติปฏิบัติจะต้องถูกสังคมติฉินนินทาว่าเป็นหญิงใจง่าย เห็นผู้ชายเพียงประเดี๋ยวเดียวก็ไล่ตะครุบทันที ทั้งนี้เพราะขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัดของเรา ซึ่งดูจะไม่เป็นการยุติธรรมเอาเสียเลย เพราะในการกระทำสิ่งใดๆ เราไม่ควรที่จะเอามาตรฐานหนึ่งไปเดินเที่ยววัดเที่ยวตัดสินธรรมเนียมปฏิบัติของทุกชาติทุกภาษาทั้งสิ้น หญิงสาวชาวเขมรที่อายกระมิดกระเมี้ยน หญิงสาวชาวอาหรับที่ใช้ผ้าคลุมปิดใบหน้า สาวชาวเขาชาวดอยที่ปล่อยอกเปล่าเปลือยและสตรีชาวยุโรปที่หยอกล้อเล่นหัวกับผู้ชายอย่างเท่าเทียมกันอยู่ดาษดื่นนั่นเล่า ใครผิด ใครถูก ใครดีกว่าใคร  ถ้าเราไปตัดสินเขาว่าทำตัวเหลวไหล เขาก็คงจะข้องใจว่าหญิงชาวเขมรของเราไม่มีวัฒนธรรม ขาดกิริยามารยาทที่เหมาะควร ถ้าเราถือว่าเราประพฤติปฏิบัติตามหลักศีลธรรม ตามขนบธรรมเนียมและการปลูกฝังของปู่ย่าตายาย เขาก็ตอบกลับมาว่า เขาเองก็ประพฤติปฏิบัติตามคุณสมบัติอย่างนั้นเช่นเดียวกัน
และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจกริยาและบุคลิกของจันทรมณีอย่างแจ่มชัด ฑีฆาวุธจึงใคร่ขอให้ทุกท่านเข้าใจด้วยว่า ผู้หญิงในประเทศไทยได้พัฒนาตามแบบตะวันตกไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะบ้านเมืองของเขามีเอกราชสมบูรณ์แบบมายาวนาน อีกทั้งเยาวชนของเขาไม่ว่าหญิงหรือชาย ได้ไปเล่าเรียนในทวีปยุโรปและอเมริกาเป็นจำนวนมาก
            สำหรับฑีฆาวุธนั้น จากการที่เขาเคยซึมซับเรื่องราวต่างๆ จากวรรณกรรมต่างประเทศ จึงเข้าใจถึงความแตกต่างของความคิดอ่านกริยามารยาทแห่งอิสตรี ซึ่งเขมรเรามักตั้งข้อรังเกียจในสิ่งที่เรียกว่า ศิวิไลซ์แต่เขามีความเห็นว่ากริยาอาการของจันทรมณีนั้นเป็นไปโดยธรรมชาติไม่มีสิ่งใดมาบีบบังคับ หรือไม่มีอะไรมาชักจูงให้ต้องเสแสร้งแต่อย่างใด หล่อนแสดงออกด้วยความจริงใจไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้นความคิดใดทั้งสิ้น และจากการสังเกตก็พบว่าหล่อนเองก็มีใจให้ตนอยู่เหมือนกัน แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึกประทับใจเท่านั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเต็มที่ ดั่งพืชพรรณที่งอกขึ้นบนผืนดินแตกระแหงของฤดูแล้งต้องการน้ำฝนฉันใด หัวใจชายหนุ่มที่เรารู้จักคุ้นเคยดีแล้วก็โหยหาความรักฉันนั้น ดูเถิด นอนฝัน เดินฝัน นั่งฝัน จิตใจกระวนกระวายด้วยความรู้สึกฟุ้งซ่าน ยิ่งได้มาเจอะเจอกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงที่ยิ่งไปกว่าเคยคิดจินตนาการไว้ด้วยแล้ว ความกระวนกระวายจะไม่ยิ่งทับทวีเชียวหรือ
            โอทำอย่างไรจึงจะมีโอกาสบ่มเพาะความสัมพันธ์ทางใจและบำรุงมิตรภาพให้งอกงามเติบโตไปได้ เธอช่างร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ อีกทั้งเป็นชาวต่างชาติด้วย การเชื้อเชิญให้ไปเยี่ยมไปหาคงเป็นเพียงมารยาทที่จะตอบแทนกับการที่ตนอาสาช่วยเหลือเป็นธุระทุกอย่างในการเดินทาง หากจะไปพบตามคำเชื้อเชิญก็ดูน่าอายกระไรอยู่ เพราะเหตุว่ายังไม่รู้ชัดถึงจิตใจของเขาว่าเป็นเช่นไร ด้วยเพิ่งรู้จักกันเพียงไม่นาน ช่างเถิดฑีฆาวุธสู้ข่มจิตตัดใจไม่ไปพบน่าจะดีกว่า อย่าให้เขาหมิ่นหยามชาติพงศ์ที่ตนบูชาไว้ยิ่งชีวิตได้ แต่แม้จะตั้งปณิธานแน่วแน่เช่นนี้แล้ว ความเจ็บปวด ความโหยหาอาวรณ์ก็หาได้ทุเลาเบาบางลงแต่อย่างใดเลย ในมโนสำนึกยังคงเห็นภาพจันทรมณี ส่งยิ้มหวานอยู่ตรงหน้ามิจางหาย
            ตกบ่ายวันหยุดนักขัตฤกษ์วันหนึ่งหลังจากเปิดเทอมมาได้ ๑๕ วัน ฑีฆาวุธแต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าโก้เก๋ ดูหล่อสมาร์ต ออกจากวิทยาลัยไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์เอเธนส์ เมื่อออกจากโรงหนังก็ปะเข้ากับเทพโกศลและธิดาสาวซึ่งกำลังก้าวลงบันไดอาคารนั้นเหมือนกัน หล่อนแต่งตัวด้วยชุดสีขาว คอระหงนั้นประดับแต่งด้วยสร้อยเพชรรวงหนึ่งดูเหมาะเจาะ ทันทีที่มองเห็นเขา หล่อนก็ยิ้มพรายมาทางชายหนุ่มซึ่งพยายามจะหลบหน้าแต่ก็ไม่พ้นจึงจำเดินเข้าไปหาด้วยท่าทางเก้อๆ
            สวัสดีครับท่าน สวัสดีครับคุณ
            อ้าว หลานชายนี่เองอดีตนายทหารไทยทักทายอย่างเป็นกันเอง
            สวัสดีคะพี่หล่อนตอบแล้วพูดต่อ
ฉันขอต่อว่าหน่อยนะคะ วันก่อนสัญญาว่าจะพาฉันเที่ยว ฉันรึก็เฝ้ามองทาง เดี๋ยวนี้ทำเป็นเฉย คงลืมหมดแล้วกระมัง
            ฑีฆาวุธจับสังเกตุได้ด้วยความตื่นเต้นว่าหล่อนไม่ใช้คำว่า คุณในการเรียกตนอีกแล้ว จึงตอบหญิงสาวไปว่า
            ขอโทษด้วยนะครับ การเรียนของผมยุ่งมากจนปลีกตัวมาไม่ได้เลยครับ
            อย่างนั้นจริงเร้อหล่อนประชด คงยุ่งกับการเที่ยวดูหนังเพียงลำพังมากกว่า นี่เป็นเพราะหลบไม่พ้นหรอก จึงเข้ามาทักทาย
            จันทรมณี อย่าพูดอย่างนั้นสิลูกพ่อเตือนด้วยเสียงแข็งๆ เป็นธรรมดาที่คนเรียนหนังสือจะไม่ค่อยมีเวลาว่างเหมือนเราหรอก
ว่าแล้วก็หันไปทางชายหนุ่ม
            เออ หากหลานชายไม่ติดธุระไปไหนต่อละก็ ไปนั่งดื่มน้ำคุยกันต่อที่บ้านผมก่อน เดี๋ยวผมจะให้รถไปส่งถึงวิทยาลัยให้ทันเวลา
            การได้มาเยี่ยมบ้านเธอครั้งแรกนี้ นำมาซึ่งการพบกันครั้งที่สอง ครั้งที่สาม และต่อๆ มา ซึ่งเขาเห็นว่าทั้งพ่อและลูกสาวต่างไม่ได้ถือเนื้อถือตัวว่าเป็นคนร่ำรวยแต่อย่างใด ทำให้ฑีฆาวุธลืมเรื่องฐานะครอบครัวของตนไปได้ ฑีฆาวุธมักจะมาพบเจอมิตรต่างชาติทั้งสองแทบไม่เว้นวันและพากันนั่งรถเที่ยวสถานที่ต่างๆ เช่น ปราสาทโกกี ปราสาทตึกเขมา (ปัจจุบันเรียกตาเขมา) โปเจนตง และพนมอุดดงค์ หรือบางวันตอนแดดร่มลมตกก็ชวนกันนั่งเรือสูดโอโซนข้ามไปฝั่งโจรยจังวา
            การพบกันบ่อยครั้งเช่นนี้ทำให้มิตรภาพบริสุทธิ์กระชับแน่นแฟ้น และด้วยพลังแห่งวัยเยาว์ก็เป็นเหตุทำให้มิตรภาพแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกหนึ่งขึ้น ความรู้สึกที่ทำให้หัวใจหนุ่มสาวเต้นครึกโครม
            วันหยุดใดที่ตนตัดจิตตัดใจไม่ยอมออกจากวิทยาลัย เพื่ออยู่ทบทวนบทเรียนให้เข้าใจชัดแจ้งนั้น จะเป็นวันที่ฑีฆาวุธรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวาย แต่เนื่องจากที่ปกติเขาเป็นคนที่เก็บความทุกข์เอาไว้ได้ไม่นาน เพียงไม่ถึงชั่วโมงให้หลังเขาก็กลับมาหัวเราะเริงร่ากับการหยอกล้อของเพื่อนๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ชายหนุ่มหวาดกลัวคือยามเข้าสู่ห้วงนิทรา เพราะเจ้าความนึกคิดมักจะพาไปสู่ภาพของยุวมิตรผู้เลอโฉมที่ยากจะหาใครเทียบได้ แล้วจะฟุ้งซ่านอยู่เพียงลำพัง เขาพยายามตั้งจิตแน่วแน่ว่าต้องร่ำเรียนให้สำเร็จดังประสงค์ก่อนแล้วค่อยเอื้อมมือเด็ดดอกฟ้า
            ทางด้านสาวเจ้านั่นเล่า เธอไม่เคยแสดงอาการให้รู้สักนิดเลยว่าความสนิทสนมที่เกิดขึ้นระหว่างฑีฆาวุธกับเธอนั้นอยู่ในระดับปกติ หรือเกินปกติ แต่เธอพบว่าคราใดที่จดหมายของชายหนุ่มเขียนมาบอกว่ามีงานเยอะไม่สามารถออกมาหาได้ มันทำให้เธอใจเสียทุกครั้ง และวันนั้นสิ่งบันเทิงเริงรมย์ใดๆ ที่เธอเคยชื่นชอบก็กลับจืดชืดสนิท
            วันหนึ่งพ่อของเธอมีธุระต้องไปเมืองไพรนคร ทิ้งให้เธออยู่บ้านกับสองสาวใช้ที่มัวง่วนอยู่แต่กับงานในบ้าน และเธอเองก็ไม่ได้รับการสื่อสารจากมิตรว่าจะไม่มาหา จึงแต่งตัวลงมานั่งรอที่ห้องรับแขก เธอนุ่งกระโปรงสีไข่นกกระสาสวมเสื้อสีดอกบัวดูสดใส สายมากแล้วหนุ่มเจ้ายังมาไม่ถึง เธอจึงหยิบหนังสือวรรณคดีอังกฤษที่ชายหนุ่มให้ยืมขึ้นมาอ่านเป็นการฆ่าเวลา เธอนั่งบนโซฟาเอนกายพิงพนักด้านหนึ่งปล่อยขาเหยียดไปตามความยาว ไม่นานนักถ้อยคำอันสละสลวยและเนื้อหาที่ชวนให้อาลัยอาวรณ์ถึงคนรักในหนังสือก็ทำให้ความว้าวุ่นจากการรอคอยจางหายไป ขณะที่สมาธิกำลังนิ่งนั้นพลันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาหล่อนเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มพราย
            สวัสดีค่ะ พี่วุธ
            สวัสดีครับ ขอโทษนะที่มาช้าไปครึ่งชั่วโมง บังเอิญว่ารถสามล้อยางแตก หาคันที่ว่างไม่มี เลยต้องเดินมาฑีฆาวุธอธิบายขณะที่เท้าก็ก้าวเข้าไปใกล้ๆ
            พี่ค่ะ พี่ดูนี่สิ
            หล่อนดึงกระดาษสองแผ่นที่พับเหน็บลืมไว้ในหนังสือที่กำลังอ่านออกมาให้ดู เมื่อเปิดออกก็มีข้อความเป็นภาษาเขมรปรากฏต่อสายตา
            พอเห็นกระดาษแผ่นนั้น สีหน้าฑีฆาวุธเปลี่ยนเป็นแดง ทำท่าอึกอักๆ หาถ้อยคำมาอธิบายไม่ได้
            สาวไทยพูดต่อไปว่า
            นี่คงจะเป็นบทกวีแน่ๆ เลย ดูมีวรรคมีตอนสม่ำเสมอกัน
            น้องเข้าใจถูกแล้วครับ เป็นบทกวีจริงๆ
            ใครแต่งหรือคะ
            เมื่อเลี่ยงไม่พ้นชายหนุ่มจึงตอบว่า
            พี่เองแหละ แต่งเล่นๆ แต่ลืมติดมากับหนังสือด้วย ช่างเถอะอย่าไปสนใจกับบทกลอนที่ไม่ได้เรื่องได้ราวเลยครับ พี่ว่าเราออกไปดูหนังกันดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา
            ไม่ทันก็ไม่ทันสิค่ะ ไม่เห็นมีเรื่องที่น่าดูสักเท่าไรเลย น้องอยากรู้เนื้อหาของกลอนบทนี้มากกว่า คงจะไพเราะทีเดียวเลย อืม พี่คงยังไม่ทราบว่าน้องนะหลงไหลในบทกวีที่สุดเลย เคยได้อ่านทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ดังนั้นจึงอยากจะได้ฟังบทกวีภาษาเขมรบ้าง พี่อ่านสิ อ่านเป็นภาษาเขมรก่อนนะ
            หาทางเลี่ยงไม่พ้นแล้ว ฑีฆาวุธจึงต้องรับกระดาษแผ่นนั้นมา
            น้องคงสังเกตเห็นนะว่า บทกวีบนกระดาษสองแผ่นนี้มีสองแบบ แบบแรกพี่แต่งตามฉันทลักษณ์ฝรั่งเศส ในวรรคหนึ่งๆ มี ๑๒ พยางค์ และคำสัมผัสจะอยู่เฉพาะตอนท้ายของวรรคเท่านั้นซึ่งก็คล้ายๆ กันกับบทกวีของอังกฤษเช่นกันฑีฆาวุธอธิบายต่อไป
ส่วนอีกแบบหนึ่ง พี่แต่งตามความนิยมของไทยและเขมรเป็นกลอนแปด
“พี่ช่วยอ่านแบบฝรั่งเศสก่อนค่ะ
หล่อนขยับเปลี่ยนท่านั่งพร้อมทั้งทำมือเชิญให้ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ บนโซฟาตัวเดียวกัน
ฑีฆาวุธเริ่มอ่าน

นกเขา


ทุ่งนายามเที่ยงร้อนระอุดุจสุมด้วยกองไฟ
พระอาทิตย์ใจโหดเผาทำลายหญ้าแห้งและตอซัง
สายลมพัดเฉื่อยฉิวลูบไล้ผิวน้ำขุ่นข้นในหนอง
นกกระสาผอมซูบจิกกินกุ้งอยู่เงียบเชียบ
เหล่าแมลงนานาปิดปากสนิท
จิ้งหรีด คีตกรแห่งท้องทุ่ง เร้นกายทิ้งภาระ
คนเลี้ยงโคนอนมือก่ายหน้าผากกรนครอกๆ
ใต้ต้นมะขาม ซึ่งกิ่งก้านแผ่ร่มครึ้ม
ขณะความร้อนยังระอุทั่วผืนไพรพฤกษ์
นกเขาตัวหนึ่งโฉบมาเกาะกิ่งไม้ยืนตายแห้ง
แล้วส่งเสียงเจื้อยแจ้วหวานจับใจ
ในวันอันวิเวก เสียงนั้นช่างสดใสกังวาน
ขับกล่อมผู้ทอดกายนอนบนพื้นให้ใฝ่ฝัน
ถึงวิมานและนางสวรรค์ผู้เลอโฉม.

จันทรมณีมองไปตามนิ้วมือของฑีฆาวุธที่ชี้ไล่ตัวหนังสืออ่านไปทีละบรรทัดจนจบบทหล่อนจึงพูดขึ้น
          “พี่จ๊ะ ถ้าจะแปล น้องคิดว่าแปลเป็นภาษาไทยน่าจะง่ายกว่านะค่ะ เพราะเขมรและไทย ภาษาจะคล้ายๆ กัน แต่ถ้าแปลจากเขมรเป็นอังกฤษคงจะยากพอๆ กับการแปลจากภาษาไทยเป็นอังกฤษนั่นแหละ
ไม่ว่าจะเป็นไทยหรืออังกฤษ พี่ก็แปลได้ไม่ค่อยดีหรอก มันคงกระท่อนกระแท่นพอๆ กัน
ไม่เป็นไรหรอกพี่ ลองดูนะ
          ฑีฆาวุธไม่อาจแย้งได้ก็ยอมทำตามคำขอ ตรงไหนที่ชายหนุ่มติดขัด สาวไทยเจ้าก็ยิ้มแย้มช่วยแนะจนนึกคำได้ แล้วก็สบตาหัวร่อต่อกระซิกกันสองคน เมื่อแปลจบลงหญิงสาวจึงกล่าวชม
          “โอ้โห พี่แต่งบทกวีแบบยุโรปได้เก่งมากเลยค่ะ โดยเฉพาะคำจบประโยคสุดท้ายทำเอาหัวใจนี่ล่องลอยเลยทีเดียว ดูสิคนเลี้ยงโคทอดกายนอนบนพื้นดิน เพียงได้ยินนกเขาคูจิตใจก็ใฝ่ฝันถึงนางสวรรค์ผู้เลอโฉม
          ได้ยินหญิงสาวเยินยอเข้าแบบนี้ ใบหน้าเจ้าหนุ่มก็ขึ้นสีแดงเรื่อ แต่มิได้เอ่ยคำใดออกมา สักครู่ต่อมาหล่อนจึงพูดขึ้นอีก
ไหนพี่อ่านบทกวีแบบเขมรต่อไปสิ และช่วยทำเสียงเป็นทำนองเสนาะด้วยจะทำให้ไพเราะขึ้นค่ะ
เหมือนคนไร้สติฑีฆาวุธปฏิบัติตามโดยไม่มีอิดออด

ราตรีที่เงียบสงัด


       ธรรมชาติสงบนิ่งนิทราแล้ว              เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วดังขับขาน
ลมพัดพลิ้วใบพร้าวไหวร้าวราน                หอบกลิ่นหอมละมุนหวานมะลิลา
พระจันทร์ทาบยอดเขาทอดเงาเหยียด        เมฆสีขาวเรียงละเอียดเหนือเวหา
น้ำค้างพราวลงพรมพฤกษ์พนา                 คือภาพสุขกล่อมนิทรา ณ ราตรี
       แต่หัวใจของฉันกลับหวั่นไหว            คิดถึงยอดหฤทัยมิหน่ายหนี
ภาพเธอตามติดตาทุกนาที                      เร้าฤดีหวั่นระรัวทั่วกายใจ
หลับตาลงจิตคนึงถึงวรลักษณ์                  ผุดผ่องพักตร์รอยพิมพ์ยิ้มสดใส
ถ้อยสำเนียงเสียงละมุนอุ่นละไม               หวานคารมประทับในใจตราตรึง
       ดั่งภู่ผึ้งหลงใหลในบุบผา                 ทางจะไกลแดดจะกล้าเสาะหาถึง
ฉันหลงใหลในรักเหลือรำพึง                    ใคร่ครวญคิดคำนึงถึงแต่เธอ
ไส้เดือนดินไฉนหนากล้ารักดาว                ตัวต่ำเตี้ยมือสาวเอื้อมเผยอ
ไร้ทั้งทรัพย์ยศถาจะบำเรอ                       สัญชาติเราสัญชาติเธอล้วนต่างกัน
       มิได้มีสิ่งใดพอให้หวัง                     ยิ่งรักจะยิ่งคลั่งยิ่งโศกศัลย์
มีแต่มุ่งเล่าเรียนเพียงเท่านั้น                     จะพาวันสุขสมมาสู่เรา
แค่นึกในมโนภาพสักน้อยนิด                    พิษรักกลับแผลงฤทธิ์ให้ร้อนเร่า
โอ้อกเอ๋ยอาภัพจริงหนอเรา                     ทุกข์รุมเร้าเต็มทรวงเต็มดวงใจ
       ธรรมชาติเงียบสนิทนิทราแล้ว            ไก่ยังแจ้วเสียงขันรอวันใหม่
ลมรำเพยใบพร้าวลู่แกว่งไกว                     ช่วยโบกพัดกลิ่นไอของจำปา
พระจันทร์เลื่อนลับลงหลังทิวเขา               ก้อนเมฆลอยทอดเงาทาบเวหา
น้ำค้างพราวพรมพื้นพสุธา                       ช่างรวดร้าวเหลือคณา ณ กลางใจ

            หญิงสาวนิ่งฟังบทกวีอันหวานซึ้งประกอบกับน้ำเสียงคนอ่านที่นุ่มทุ้มจนจบลงหล่อนยังคงนั่งนิ่งๆ เหม่อลอยเหมือนกับว่าน้ำเสียงและเนื้อความแห่งบทกลอนยังดังสะท้อนอยู่ในหู
            พี่ช่วยแปลให้ฟังอีกทีสิคะ
ฑีฆาวุธกำลังดื่มด่ำกับความใกล้ชิดสนิทสนมที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนจึงมิได้เฉลียวใจถึงนัยยะของบทกวีที่อาจเปิดเผยให้รู้ถึงความรักของตนที่พยายามปกปิดไว้ ดังนั้นจึงเริ่มต้นแปลไปด้วยประสาซื่อมิได้บิดเบือนอำพรางแม้น้อยนิด
            หญิงสาวนิ่งฟังอย่างตั้งใจ สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยน กระทั่งเสียงนักกวีเงียบลงไปนานหล่อนจึงได้รู้สึกตัว และให้ข้อวิจารณ์ว่า
            บทกวีทั้งสองบทนี้ แม้ใช้วิธีเขียนผิดแผกกันอย่างสิ้นเชิง แต่มีนัยสำคัญที่ใกล้เคียงกันมาก แสดงให้เห็นว่าเป็นผลงานนักเขียนคนเดียวกันซึ่งกำลังมีความรักที่ไม่สมหวัง ในบทกวี นกเขาคูก็เหมือนกับที่น้องได้บอกไปแล้ว คนเลี้ยงโคเป็นคนที่มีฐานะต้อยต่ำแต่ใจใฝ่ฝันถึงนางฟ้าซึ่งก็คือหญิงสาวผู้มีเชื้อวงศ์สูงศักดิ์กว่า ส่วนบทกวีแบบเขมรนั้นผู้แต่งได้แถลงให้เห็นชัดเจนว่า ตัวเองมีจิตปฏิพัทธ์ต่อหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกสาวของผู้มีทรัพย์ มียศศักดิ์ และมีสัญชาติต่างกันอีกด้วย สรุปความแล้วเห็นว่า พี่นี่แอบรักผู้หญิงที่เรียนอยู่ด้วยกันแต่ไม่ใช่คนเขมรแน่นอน ถ้าไม่ใช่ญวน ก็คงจะเป็นฝรั่งแน่ๆ เลย แต่น้องคิดว่าเป็นฝรั่งมากกว่า เพราะว่าเป็นธรรมดาของนักดูหนังตัวยงอย่างพี่ ก็ต้องมีที่ประทับใจในความงดงามของนางเอกชาวยุโรปแน่นอน เพราะฉะนั้นเลยแอบหลงรักเพื่อนิสิตด้วยกัน ถูกต้องหรือเปล่าเอ่ย
            สถานการณ์ขณะนั้น ฑีฆาวุธเห็นว่าไม่ต่างอะไรสถานการณ์ที่จำเลยถูกตุลาการศาลซักไซ้ไล่เลียง หรือสอบสวนเอาความจริงจากตน แต่ถึงแม้จะจนมุมชายหนุ่มก็ยังเถียงไปแบบน้ำขุ่นๆ
            ไม่ใช่หรอกน้องจ๋า กลอนบทนี้พี่เพียงแค่แต่งเล่นๆ แก้เหงาเฉยๆ เท่านั้นเองและในชั้นเรียนของพี่ก็ไม่มีสาวญวน หรือสาวฝรั่งเลยสักคน
            แก้เหงาเฉยๆ ที่ไหนกัน ดูสิหน้าพี่ซีดออกขนาดนี้ ไม่ต้องโกหกหรอกนา บางทีคุณพ่อกับฉันอาจจะช่วยได้นะ และเราทั้งสองก็ยินดีช่วยแก้ไขปัญหาให้เต็มที่เลย
            ฑีฆาวุธจำต้องยอมรับอย่างเบาๆ ด้วยหัวใจไหวสะท้าน ว่ารู้สึกประทับและรักหญิงสาวคนหนึ่งจริง แต่เมื่อหล่อนยังคงซักไซ้ด้วยความอยากรู้ ชายหนุ่มจึงเผลอปากหลุดคำต่อไปว่า
            น้องต้องรับปากว่าจะไม่ถือโทษโกรธกันก่อน พี่จึงจะกล้าเล่าให้ฟัง
            บอกมาเถอะน่า จะไปมีโทษมีทัณฑ์อะไรกันละ
            เอ่อ มัน มันพูดยาก
            หล่อนเองก็ดูจะเริ่มรู้ตัวขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังรบเร้าถามด้วยใจที่เต้นระทึกอยู่ในอก
            บอกมาเดี๋ยวนี้เสียเลยพี่ ไม่เช่นนั้นน้องโกรธจริงๆ ด้วย
            ผู้หญิงที่พี่ยกให้เป็นยอดชีวิตก็คือก็คือ…. ก็คือ….”
เมื่อคำสารภาพมันหลุดออกจากลำคอได้ยากเย็นนัก เจ้าหนุ่มจึงเปลี่ยนเป็นเอื้อมมือไปคว้ามือยอดรักมากุมไว้ และเหมือนกับว่าหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะฝืนไว้ ฑีฆาวุธเอนร่างหมอบไปบนโซฟาจนชิดกับหัวเข่าหญิงสาว แล้วเรียบเรียงถ้อยคำสั่นเครือว่า
            น้องจ๋า พี่ไม่น่าที่จะทรยศต่อมิตรภาพที่น้องและคุณพ่อของน้องได้หยิบยื่นให้เช่นนี้เลย ตัวเองเป็นใคร เป็นลูกชาวนาชาวไร่อยู่บ้านนาป่าดอย เป็นนักเรียนที่ยังไม่ได้ใบประกาศนียบัตรด้วยซ้ำ มิควรอาจหาญเผยอหน้ามองอะไรที่สูงส่งเพียงนี้ ในเมื่อวันนี้จะต้องบอกน้องถึงความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจแล้ว พี่ก็จะขอเปิดเผยให้น้องได้รับรู้หมดสิ้น แม้ว่าน้องจะปฏิเสธผลักใสพี่ออกไป พี่ก็จะไม่เสียใจแต่อย่างใด อันว่าความรักมันไม่รู้จักผิดไม่รู้จักถูกเอาเสียเลย แม้วิจารณญาณจะคอยตักเตือนแล้วก็ตาม เจ้าหัวใจก็ยังคงดื้อรั้นไปนอกทาง วิจารณญาณบังคับพี่ว่าอย่าได้หมั่นไปมาหาสู่บ้านน้องนักเลยเพราะจะทำให้ต้นรักยิ่งงอกเงยโดยไร้ความหวัง มันยิ่งจะทำให้เกิดความทุกข์ระทม และส่งผลกระทบถึงการเล่าเรียนด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องแล้ว แต่เจ้าความรักก็ยังคงผลักขาของพี่ให้ก้าวเดินมาถึงบ้านของน้องทุกครั้ง
            ฑีฆาวุธหยุดพูดสักครู่แล้วถอนหายใจ บ้านหลังใหญ่โตโอฬารกลับเงียบสนิท ได้ยินเพียงเสียงนาฬิกาดังติ๊กต็อกๆ ครู่ต่อมาฑีฆาวุธจึงพูดต่อไปว่า
            น้องจ๋า ตั้งแต่เล็กจนโต พี่นี้หลงรักทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากประเทศไทย แม้เวลาฟังวิทยุ เมื่อใดที่ได้ยินสาวไทยร้องเพลง พี่จะฟังไพเราะจับจิตจับใจ แล้วกรองเป็นกลอนรักได้อย่าง “โรแมนติกแต่เมื่อผ่านไปแล้ว มันทำให้หัวใจเจ็บปวดยิ่งนัก เหตุการณ์เช่นนี้บ่งบอกให้เห็นว่า แม้ก่อนจะเจอตัวจริงของน้อง ใจพี่ก็พร้อมจะรักน้องอยู่แล้ว จนกระทั่งน้องได้มาปรากฏขึ้นแก่สายตาจริงๆ ทั้งสวยและมีอัธยาศัยดีงามยิ่งกว่าที่เคยฝันเห็นเสียอีก น้องจ๋า พี่มีทั้งความดีใจและความกังวลใจในขณะเดียวกัน ดีใจที่มีโอกาสได้รับมิตรภาพไมตรีเป็นกันเอง ได้มาพบสิ่งที่เคยฝันหาและคิดว่าคงอยู่ไกลแสนไกล ได้มาเห็นรูปโฉมอันงดงามและมารยาทที่น่ายกย่อง ส่วนที่พี่กังวลใจเพราะว่าน้องเป็นลูกสาวของผู้มีบรรดาศักดิ์แห่งประเทศที่มีเอกราชอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งถ้าหากน้องไม่มีเยื่อใยกับพี่ น้องก็คงจะโกรธเกลียดพี่ ซึ่งก็หมายความว่ามิตรภาพระหว่างเราก็คงจะจบสิ้นไป พี่ตรองมานานแล้ว พยายามเก็บกดไว้ในใจ บัดนี้ความลับที่ปิดไว้ได้พังทลายออกมาแล้ว เชิญเถิด ขึ้นอยู่กับน้องแล้ว จะตั้งข้อหา หรือจะตัดสินความลงโทษด้วยการผลักใสไล่ส่งพี่ไปก็ได้ พี่จะไม่เสียใจทั้งสิ้น คิดเสียว่าวาสนาของพี่มันมีเพียงเท่านี้
            ราวกับผู้ต้องหาที่ถูกจับมาอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษา ฑีฆาวุธก้มหน้านิ่งรอฟังคำวินิจฉัยตัดสินจากศาลภายหลังจากการยอมรับสารภาพถึงความรักจบลง แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมาพบว่าใบหน้าหญิงสาวแดงเรื่อ หล่อนใช้ผ้าผืนเล็กๆ ซับน้ำตาที่รินไหลอาบแก้ม ชายหนุ่มเข้าใจว่าตัวเองได้ทำให้หล่อนเจ็บช้ำน้ำใจจนโกรธถึงกับร้องไห้ขนาดนี้ คิดได้ดังนั้นจึงขยับจะลุกขึ้นเพื่อเดินออกไป
            อย่าร้องไห้เลยนะ พี่ขอลาก่อน และนับจากวันนี้เป็นต้นไป น้องจะไม่ต้องขุ่นเคืองใจเพราะพี่อีกแล้ว
            พูดจบก็ลุกขึ้นยืนทันที แต่มือของหล่อนคว้าแขนชายหนุ่มรั้งให้นั่งลง
            พี่ค่ะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิค่ะ ที่พี่สารภาพเมื่อสักครู่นี้ น้องตื้นตันใจนัก น้ำตามันจึงไหลออกมา น้องขอละทิ้งความอายอันผู้หญิงพึงมีเพื่อจะบอกกับพี่อย่างตรงไปตรงมาว่านับแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน น้ำใจของพี่ที่มีให้ยังฝังใจน้องมาตลอด มันเปลี่ยนมาเป็นมิตรภาพ เปลี่ยนไปเป็นอะไรที่ยิ่งขึ้นไปอีก ทุกครั้งที่พี่มาที่บ้าน น้องสุดแสนจะดีใจ และทุกคราที่พี่ลากลับไป บ้านหลังนี้ ที่ตรงนี้ ก็กลายเป็นที่เงียบเหงาอ้างว้าง พี่รู้ไหมว่าครั้งแรกที่น้องเห็นบทกลอนของพี่เหน็บอยู่ในหนังสือนั้น หัวใจของน้องก็ตื่นเต้น พยายามเพ่งดูตัวอักษรที่มีรูปทรงคล้ายอักษรไทยไม่ยอมวางตาเพราะอยากรู้เนื้อความที่ซุกซ่อนอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น
            น้องจ๋า คำพูดทั้งหมดนี้ มันเหมือนยาชุบชีวิตพี่ขึ้นมาใหม่ ตั้งแต่วันนี้ต่อไปพี่จะตั้งใจเล่าเรียนให้สมกับความรักสองเรา
            เสียงนาฬิกาตีบอกเวลา ๖ โมงเย็นดังหนักๆ เหมือนเสียงระฆังที่วัด สาวหนุ่มทั้งสองสะดุ้งตกใจ จึงชวนกันควงแขนลงมายังสวนหน้าบ้าน บุปผาชาติอาบแสงอัสดงบานสะพรั่งดั่งจะบูชาความรักของคู่เสน่หาคู่ใหม่

ากเหตุการณ์ที่ดำเนินไปเห็นได้ว่า ความรักที่ฑีฆาวุธครอบครองไว้ในหัวใจมิได้ทำให้ชายหนุ่มเสียสมาธิจากการศึกษาเล่าเรียนแต่อย่างใด หากกลับเป็นดั่งโอสถหรือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่คอยชโลมจิตใจให้เกิดความมุ่งมั่นยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาเสียอีก เมื่อก่อนนั้นเป้าหมายของการเรียนก็เพียงแต่ให้ได้ทำงานมีเงินเดือนไว้เลี้ยงชีพ แต่บัดนี้ยิ่งต้องแสวงหาความรู้ให้สมกับที่คนรักได้มอบความไว้วางใจ การพบกันครั้งต่อๆ มาทั้งสองชวนกันวางแผนอนาคตในวันข้างหน้าด้วยกัน โดยมีความเห็นร่วมกันว่าเมื่อเรียนสำเร็จได้ประกาศนียบัตรแล้ว ฑีฆาวุธจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ให้สำเร็จชั้นปริญญา หรือได้เป็นบัณฑิตในสาขาใดสาขาหนึ่งแล้วค่อยกลับมา
            ในต้นปีการศึกษาหน้า ก็คือประมาณกลางเดือนกันยายน ปี ๒๔๘๒ จันทรมณีตั้งใจจะเรียนภาษาเขมรให้เชี่ยวชาญ พร้อมกับสมัครเข้าเรียนภาษาฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยสตรีที่เมืองดาลัตอีกที่หนึ่งไปด้วย
            เห็นพร้อมต้องกันเช่นนี้แล้ว ฑีฆาวุธจึงตั้งใจแน่วแน่ว่า ในช่วงปิดเทอมเดือนมกราคมหน้านี้ตนจะไม่ไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ กับเทพโกศล และบุตรสาว ทั้งนี้เพื่อใช้เวลาเตรียมตัวสอบแข่งขันในเดือนมิถุนายน แม้ว่าหญิงคนรักจะรู้สึกเสียดายและไม่ต้องการให้แยกห่างกันนานนับเดือนก็ตาม แต่ก็คิดว่าสู้อดกลั้นในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า
            อนาคต! คู่รักทั้งหลายมักมองเห็นแต่ความสดใสเจิดจ้าอยู่เสมอ เพราะพลังอำนาจของวัยเยาว์ อุปสรรคข้อกังวลใดๆ จะถูกผลักกระเด็นไปหมด ไม่อาจต้านทานต่อฤทธานุภาพของความรักได้เลย
            ความเบิกบานและความรื่นรมย์ของช่วงชีวิตเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของความรัก ซึ่งทำให้สาวหนุ่มตกอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งที่ไกลห่างจากโลกแห่งความเป็นจริง หากแต่ใกล้ชิดยิ่งกับกวีนิพนธ์ ดูเอาเถิดแม้แต่ดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน หยดน้ำค้างบนยอดหญ้าที่สะท้อนแสงอรุณรุ่งแพรวพราวดั่งหยาดเพชร และแม้แต่เสียงนกกาเจื้อยแจ้วตอบโต้กันไปมาบนคาคบ เหล่าหนุ่มสาวที่กำลังมีความรักทั้งหลาย ต่างอิ่มเอิบใจว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องเชิดชูบูชาความรักของตนทั้งสิ้น

นวนิยายแปล "มาลาดวงจิต" 2



สักวันฝันคงกลายเป็นจริง


มื่อคืนมีฝนมาห่าใหญ่ ฝนตกในฤดูนี้นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น น้ำขุ่นคลักขังอยู่ตามหลุมตามบ่อทั่วท้องถนนในตัวเมืองบัตดัมบอง ฟ้าใกล้สางฑีฆาวุธนั่งรถสามล้อถีบพร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระมุ่งเป้าหมายไปยังสถานีรถไฟเพื่อเดินทางกลับกรุงพนมเปญหลังจากได้มาพักผ่อนกับครอบครัวที่บ้านโอร์ตากีในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนที่ผ่านมา ชายหนุ่มมาอาศัยค้างบ้านญาติในตัวเมืองหนึ่งคืนเพื่อตื่นไปขื้นรถไฟได้ทันเวลา เพราะต้องออกเดินทางแต่เช้ามืด   
            สามล้อคันเล็กหักเลี้ยวไปตามทางที่มุ่งสู่สถานีรถไฟ ถนนเส้นนี้มีน้ำที่ขังตามหลุมตามบ่อเต็มอยู่ทั่วไป เนื่องขาดการปรับปรุงซ่อมแซมมาเป็นเวลานาน พื้นถนนเป็นโคลนเหนียวหนืดเหมือนข้าวกวน พลันนั้นมีรถเปอร์โยต์ ๔๐๒ คันหนึ่งวิ่งผ่านมาอย่างเร็วทำให้น้ำขุ่นข้นแตกกระจายไปโดนสามล้อที่คลานต้วมเตี้ยมๆ คนถีบได้แต่ด่าสาปส่ง ขณะที่ฑีฆาวุธชำเลืองดูเลขทะเบียนรถก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นของ เสาวรพย์
            สตรีผู้นั้นเป็นเมียคนหนึ่งในบรรดาเมียเป็นโขยงของพระยาคฑาธร อดีตเทศาภิบาลจังหวัดบัตดัมบองในสมัยอยู่ใต้อาณาจักรสยาม ภายหลังต่อมาแผ่นดินเปลี่ยนแปร เมืองบัตดัมบองได้กลับคืนมารวมอยู่ในอาณาจักรเขมรดั่งเดิม คุณเสาวรพย์ได้หลบหนีภัยพร้อมกับกลุ่มเมียคนอื่นๆ ตามไปกินบุญ ท่านเจ้าคุณผู้เป็นสามีที่ประเทศไทย โดยมีวาสนาได้รับแบ่งสมบัติเหมือนกับหญิงคนอื่น เสาวรพย์ มีบุตรสาวหนึ่งคนบุตรชายหนึ่งคนกับพระยาคฑาธร และได้รับทรัพย์สินมรดกมากทีเดียว ตอนนี้เสาวรพย์ได้กลับมาอยู่บ้านเกิดแล้ว โดยปลูกบ้านเป็นตึกคอนกรีตใหญ่โตโอฬารที่หมู่บ้านวัดเลียบ
เสาวรพย์ บุตรสาวและบุตรชายซึ่งชาวบัตดัมบองต่างพากันเรียกอย่างให้เกียรติว่า คุณนั้น มักเป็นคนชอบแสดงตัวโอ้อวดให้คนอื่นรู้ว่าตนเป็นคนร่ำรวยทรัพย์สมบัติ ภายในบ้านของแกจะตกแต่งด้วยเครื่องประดับมากมายแต่ไร้รสนิยม คือมีแต่ของราคาแพงๆ ไว้ให้คนเขาทึ่ง เช่น ขันทองคำ ผอบหมากทองคำ เป็นต้น ขนาดตัวแกเองอายุปาเข้าห้าสิบกว่าแล้วแต่ยังแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยผ้าสีฉูดฉาด ทาแป้งจนหน้าขาววอก ส่วนเท้าก็สวมด้วยร้องเท้าคัชชูปลายแหลมและงอนเช้ง เวลาเดินจะเชิดหน้าจนร่างแอ่นไปข้างหลังเล็กน้อย สายตามองไปไกล กริยาเย่อหยิ่งเหมือนกับจะประกาศให้ผู้คนรู้ว่า แผ่นดินนี้ ที่ตรงนี้เคยเป็นของผัวกู มันก็ต้องเป็นของกูด้วยเหมือนกัน
            ด้านเจ้าลูกชายของแกนั้นชอบนุ่งกางเกงขาบานเหมือนกระสอบเกลือ สวมเสื้อลายสก๊อตสีน้ำเงินสลับแดงตาใหญ่ๆ วันๆ เอาแต่ขับรถเที่ยวเล่นกัดปลา ชนไก่ พอตกกลางคืนก็จะชักชวนลูกสมุนคู่ใจสองสามคนเที่ยวหาจีบสาวๆ
            ส่วน คุณหนูซึ่งเป็นลูกสาว ยิ่งแล้วใหญ่ ก๋ากั่นเป็นม้าดีดกะโหลก ชอบถีบจักรยานขับมอเตอร์ไซค์ แต่งเนื้อแต่งตัวเริดเป็นที่หนึ่งไม่มีสองอีกแล้วในดินแดนบัตดัมบอง เล่นเอาคุณตะวันตก คุณตะวันออก ผู้คนที่อาศัยริมฝั่งแม่น้ำซ็องแกเวียนหัวไปตามๆ กัน ด้วยไม่เคยพบไม่เคยเห็นผู้หญิงแก่นแก้วถึงเพียงนี้ อีกทั้งในยุคนั้นก็ไม่เคยมีธรรมเนียมที่สตรีเพศนางใดกล้าหาญขึ้นคร่อมปั่นรถจักรยานมาก่อน
            ฑีฆาวุธ มองดูรถยนต์เศรษฐีใหม่ขับผ่านเลยไปจนลับตา แล้วก้มลงมองเสื้อผ้า เครื่องแบบของตัวเองที่เปรอะเปื้อนด้วยโคลนจนเลอะ
            สถานีรถไฟในยามนั้นพลุกพล่านไปด้วยผู้คนนักเดินทาง และสิ่งของสัมภาระ ผู้คนเหล่านั้นแต่งตัวตามมีตามเกิด ไม่ค่อยจะน่าดูสักเท่าไร นั่งปะปนอยู่กับตะข้องปลาสด ตะกร้าปลาแห้ง กระจาดปลากรอบ กองผักสด และฝูงหมูที่เขามัดขาทั้งสี่รวบไว้ มันส่งกลิ่นอันไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
            ในท่ามกลางผู้คนและสิ่งของที่แออัดยัดเยียดจนแทบจะแทรกตัวเข้าไปไม่ได้นี้ ยังมีผู้ที่แต่งตัวสไตล์ยุโรปปะปนอยู่ด้วยเก้าคนสิบคน ทำให้เป็นภาพที่ดูแปลกตา ซึ่งไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนัก ฑีฆาวุธเหลือบไปเห็นพรรคพวกก็ยิ้มให้ เพื่อนๆ ๒-๓ คนเดินรี่เข้ามาจับไม้จับมือถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันอย่างชื่นมื่น แล้วพูดหยอกล้อเรื่องเสื้อเปื้อนโคลนของเขา
            ขณะที่เดินมุ่งไปหาพนักงานขายตั๋วนั้น ชายหนุ่มสวนทางกับบุรุษนายหนึ่งสวม หมวกแก๊ปสีขาว ก้าวออกจากที่นั่นพอดี ฑีฆาวุธนึกขึ้นได้ทันทีว่าเป็นคนขับรถของคุณเสาวรพย์ จึงชำเลืองตามองตามไป ชายคนนั้นวางท่าโอหังด้วยว่ามีเจ้านายร่ำรวย เดินตรงเดินเปิดอกเสื้อไปที่รถซึ่งจอดริมถนนด้านเหนือ เมื่อไปถึงก็ยื่นตั๋วรถไฟให้กับสตรีสามคนที่มองเห็นเพียงเงารางๆ นั่งอยู่ในรถ คนรับใช้ผู้นี้วิ่งไปเปิดกระโปรงหลังดึงเอากระเป๋าหนักๆ สองใบออกมาแล้วหิ้วเดินนำหน้าหญิงทั้งสาม ซึ่งเป็นสาวรุ่นคนหนึ่ง และวัยกลางคนอีกสองที่ต่างก็หิ้วกระเป๋าหนังคนละใบ
ฑีฆาวุธสะดุ้งโหยงเพราะเข้าใจว่าคุณเสาวรพย์พาลูกๆ แกไปธุระที่ไหนสักแห่ง แต่กลับไม่ใช่ แล้วคนไม่ทราบชื่อเหล่านั้นมาจากไหนกันถึงได้นั่งรถยนต์คันนี้มาขึ้นรถไฟ
            ความอยากรู้นี้ทำให้ฑีฆาวุธรีบกุลีกุจอไปซื้อตั๋ว โดยที่สายตาคอยเหลือบดูหญิงแปลกหน้าทั้งสามเป็นระยะ แต่หางตาเจ้าหนุ่มเน้นจับไปที่หญิงวัยสาวเสียมากกว่า โอ หญิงผู้นี้ช่างดูมีความงดงามหาผู้เปรียบเทียบไม่ง่ายเลย การแต่งเนื้อแต่งตัวก็เหมาะสมมองไม่ขัดตา ดูแล้วอายุน่าจะไม่เกิน ๑๘ ปีแน่ ใบหน้าที่ขาวเนียนนั้นมนเรียวนิดหนึ่ง รับกับเครื่องสำอางที่แต้มแต่ง ผมหยักศกเป็นระลอกห่างๆ หวีเข้าทรงดูสง่า ริมฝีปากบางทาสีแดงอ่อน ยามโปรยยิ้มเผยให้เห็นฟันขาวเรียงกันเป็นระเบียบ เสื้อคอเปิดสีดอกบัวมีโบคล้ายช่อดอกไม้ช่วยทำให้ดูเด่นขึ้น และกระโปรงสีนวลยาวคลุมครึ่งแข้งโชว์น่องขาเรียวถึงข้อและปลายเท้าซึ่งซ่อนอยู่ในร้องเท้าสีน้ำตาลขัดเงาวับ
            ในความฝันและละเมอเพ้อพกทั้งลืมตาครั้งนี้ ฑีฆาวุธได้จำแนกแยกแยะความงามของผู้หญิงเป็นสามประเภทแตกต่างกันไป คือ
            ประเภทที่หนึ่ง หมายถึง หญิงสาวที่งามแบบเร่าร้อน เย้ายวนชายให้กระโดดเข้าขย้ำ หรือกลืนกินประหนึ่งเหยื่อ เป็นความงามที่เพียบเสน่ห์ดึงดูด ยั่วเย้าความรู้สึกที่รุนแรง ผู้หญิงประเภทนี้ ตามความเห็นของเจ้าหนุ่มของเราแล้วจะไม่ค่อยรู้เรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว ชอบใส่เสื้อผาสีฉูดฉาด ใส่เพชรใส่ทองแพรวพราว และมักมีกริยามารยาทห่างไกลจากความสำรวมอีกด้วย
            หากความงามแบบเร่าร้อนเป็นสิ่งที่ฉาบไว้ภายนอกแล้ว ความงามประเภทที่สอง ก็คือ สิ่งที่ฝังลึกอยู่ภายใน คือความงามที่ค่อยๆ ฉายให้เห็น ให้ชื่นชม ให้สรรเสริญในน้ำจิตน้ำใจไมตรี ทีละน้อยๆ สรุปความก็คือ ผู้หญิงที่งามแบบนี้ ธรรมเนียมโบร่ำโบราณนานมาเขาเรียกว่า งามตาแต่สำหรับฑีฆาวุธผู้ออกจะมีจิตใจตื้นเขินสักหน่อยจะจัดว่าเป็นความงามที่สร้างความประทับใจและการยกย่องนับถือ เช่นเดียวกับความรู้สึกของคนทั่วไปมีต่อพี่สาว
            ส่วนความงามประเภทที่สามของฑีฆาวุธ หมายถึง ผู้หญิงที่มีกิริยาอ่อนหวาน มีรูปร่างบอบบาง ชวนให้ผู้ชายอยากอาสาช่วยเหลือ หรือกระโดดออกมาปกป้องต่อต้านศัตรู ไม่ว่าศัตรูนั้นจะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ตาม คือความงามประเภทนี้นี่เองที่เขย่าหัวใจของกวีให้กลั่นออกมาซึ่งกาพย์โคลงกวีกานต์
            แต่ฑีฆาวุธก็ยอมรับจุดอ่อนที่ว่า ความงามทั้งสามประเภทนี้ไม่มีพรหมแดน หรือรั้วกำแพงกั้นแบ่งเขตกันอย่างชัดเจน เหมือนกับความคิดจิตใจที่ถูกอารมณ์ความรู้สึกชักนำไปจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง  ดังนั้น สตรีที่ประกอบด้วยความงามที่ถูกอารมณ์แห่งแรกรุ่นยุยงให้เร่าร้อนนั้น ก็อาจแปรเปลี่ยนไปตามกาลเทศะที่แตกต่างกันไป แล้วกลายมาเป็นคนที่น่าทะนุถนอมก็เป็นได้ แต่ถึงจะอย่างไรก็ตาม ฑีฆาวุธได้จัดให้หญิงสาวที่ไม่รู้จักคนนี้อยู่ในประเภทที่สามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
            นักเดินทางทั้งสามก้าวตามโชเฟอร์เข้าไปในตู้ขบวนชั้นสาม เมื่อจัดแจงกระเป๋าวางบนชั้นเรียบร้อยแล้ว ชายคนนั้นก็ยกมือไหว้ลาสตรีทั้งสามโดย พูดภาษาไทยสองสามประโยค
            อีกเพียง 15 นาทีรถไฟก็จะออกแล้ว ตามปกติขบวนรถชั้น 3 จะไม่ค่อยมีผู้โดยสารมากนักแต่วันนี้เต็มไปด้วยนิสิตวิทยาลัยต่างๆ เยาวชนเหล่านี้เคารพระเบียบวินัยและรู้จักความเหมาะควร จึงมาเบียดกันนั่งอยู่ในอีกตู้หนึ่ง คนที่เหลือก็สมัครใจพากันยืนตามระเบียงทางขึ้น เหลือที่ให้หญิงชาวต่างชาติกลุ่มนั้นได้นั่งในที่สบายๆ ด้านฑีฆาวุธซึ่งขึ้นมาช้ากว่าคนอื่นหาที่จะยืนหรือนั่งไม่ได้จึงตัดสินใจเดินเข้าไปในตู้ที่หญิงกลุ่มนั้นเผื่อจะพอมีที่ว่าง ชายหนุ่มเดินเข้าไปอย่างประดักประเดิดและเขินอายกับเสื้อผ้าเปรอะโคลน แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ มันจำเป็นแล้วนี่
            ผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า ก็ในเมื่อหญิงกลุ่มนั้นมีเงินทองมากมายแล้วทำไมต้องมาเลือกซื้อตั๋วที่นั่งชั้นสาม ทำไมไม่เลือกชั้นสองหรือชั้นหนึ่งเสียเลยเพราะสะดวกสบายกว่ากันมาก  ตรงนี้เราต้องเข้าใจว่า ที่แล้วๆ มาทุกครั้ง ตู้ชั้นหนึ่งและชั้นสองจะมีข้าราชการฝรั่งหรือ ทหารฝรั่งเศสนั่งไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งปกติชาวเอเซียยุคนั้นไม่ค่อยอยากไปยุ่งเกี่ยวกับไอ้พวกจมูกโด่งเท่าใดนัก และผู้โดยสารที่ยังไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นผู้หญิงอีกด้วย จึงมีความรู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้าอยู่ใกล้บุรุษชาวยุโรป อีกอย่างหนึ่ง ที่ผ่านๆ มาชั้นสามซึ่งเป็นตู้ที่แยกขาดจากตู้อื่นนี้จะไม่ค่อยมีผู้โดยสารหนาตามากนักเพราะคนมักจะไปอัดกันอยู่ที่ชั้นสี่ รวมอยู่กับตะข้องปลา ตะกร้าผักผลไม้ เพราะฐานะความเป็นอยู่ในสมัยนั้นคนยังยากจนอยู่มาก แต่วันนี้ชั้นสามกลับแน่นอย่างผิดคาด
            รถไฟเปิดหวูดยาวและกระตุกสองสามทีก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้า หญิงสาวชะเง้อคอมองทางช่องหน้าต่างชมทิวทัศน์ ทุ่งนาที่ยังคงหลับใหลอย่างอบอุ่นใต้ผืนผ้าห่มของเมฆหมอกอยู่เลย เห็นเงาคนตะคุ่มๆ อยู่หน้าขนำนา บ้างก็กำลังย่ำข้าวโดยผูกวัว ๔ ๕ ตัวติดกันปล่อยให้เดินวนไปบนกองข้าว ที่ปากวัวครอบไว้ด้วยตะกร้าใบเล็กๆ กันไม่ให้ลิ้นไปตวัดเอากอข้าว หญิงวัยกลางคนทั้งสองนั้นพูดคุยกันเจื้อยแจ้วไม่หยุดปากหยุดคำ ขณะที่หญิงวัยสาวนั่งสงบเสงี่ยมเพราะแปลกถิ่นและไม่คุ้นเคย
            เหมือนกับแม่เหล็กที่มีพลังดึงดูดเข็มทิศให้ชี้ไปยังทิศทางที่กำหนดฉันใด ความสวยสดใสของหญิงสาวต่างชาติก็ส่งพลังดึงดูดสายตาของฑีฆาวุธให้พุ่งไปจับจ้องเช่นเดียวกัน สักครู่เจ้าหนุ่มก็นึกถึงคำบอกเล่าของพนักงานรถไฟผู้หนึ่งที่ได้บอกกับตนว่าหากเที่ยวไหนมีผู้โดยสารชั้นใดชั้นหนึ่งอัดแน่นเกินไป นายตรวจรถไฟสามารถจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ผู้โดยสารผู้หญิงไปนั่งชั้นสูงขึ้นที่ยังมีที่นั่งว่างได้ เมื่อนึกขึ้นได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นแยกจากกลุ่มเพื่อนเดินไต่ไปตามระเบียงเพื่อข้ามไปดูตู้ขบวนหลังซึ่งแยกออกมาเป็นชั้นที่สองและชั้นหนึ่งพบว่าตู้หมายเลขสองยังว่างอยู่ ส่วนตู้หมายเลขหนึ่งมีครอบครัวฝรั่งเศสจับจองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว
            ฑีฆาวุธจึงเอาเรื่องนี้ไปเสนอต่อนายตรวจรถไฟที่กำลังนั่งจิบกาแฟดำแกล้มปาท่องโก๋อยู่ในห้องเสบียง เมื่อพนักงานผู้นั้นได้ฟังแล้วจึงตามชายหนุ่มไปพบหญิงชาวต่างชาติ
            ขอโทษนะคับ คุณฑีฆาวุธพูดเป็นภาษาไทยไปยังหญิงสาว ที่ผมพูดไม่ค่อยชัด เพราะผมไม่เก่งภาษาไทย
            หญิงทั้งสามหันหน้ามามองด้วยสายตางงๆ แล้วตอบด้วยเสียงนุ่มนวลเป็นภาษาเดียวกันว่า
            คุณมีธุระอะไรหรือค่ะ
            ฑีฆาวุธตอบพร้อมกับชี้ไปที่พนักงานรถไฟว่า
            นายตรวจผู้นี้เขาได้อนุญาตให้คุณพร้อมทั้งผู้หญิงอีกสองคนไปนั่งที่ชั้นสองครับ ที่นั่นนั่งได้สบายกว่า เพราะวันนี้มีนักเรียนเยอะมากครับ
            ขอบคุณคุณมากค่ะหล่อนตอบด้วยรอยยิ้มเห็นฟันขาวเรียบ แต่ฉันว่าที่นี่ก็ดีแล้วค่ะ เพื่อนของคุณสามารถมานั่งชั้นนี้ได้นะค่ะ ถึงจะเบียดกันสักหน่อยคงไม่เป็นไร
            อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ พวกเขาไม่กล้ามาหรอก แม้แต่ตัวผมเองก็…”
            ฉันไม่ได้คิดว่า ตัวเองมีอำนาจอะไรถึงเพียงนั้นหล่อนตอบด้วยรอยยิ้มพร้อมทั้งส่ายหน้าทำให้ตุ้มหูทั้งสองข้างสั่นไหวส่งประกายรัศมีระยิบระยับ
            หล่อนลุกขึ้นยืนแล้วหันไปทางหญิงสองคนที่มาด้วย
            ไปกันเถอะพี่ คุณคนนี้เขาไล่เราแล้ว
            กล่าวจบหล่อนหัวเราะเบาๆ เพื่อแสดงว่าหล่อนพูดเล่น และขอบคุณชายหนุ่มที่ช่วยเป็นธุระให้
            ฑีฆาวุธช่วยยกกระเป๋าผู้โดยสารชาวต่างชาติ แล้วเดินนำทางไปยังตู้ชั้นสองที่ยังว่าง พี่เลี้ยงสองคนนั่งติดกันบนเก้าอี้เบาะฝั่งหนึ่ง ส่วนหญิงสาวหล่อนนั่งตรงมุมอีกฝั่งหนึ่งติดหน้าต่าง
            เมื่อจัดกระเป๋าขึ้นชั้นตาข่ายสำหรับวางของเสร็จสรรพแล้ว ฑีฆาวุธก็ขอตัวกลับไปที่เดิมของตน หญิงสาวชาวไทยขัดขึ้นด้วยใจจริงว่า
            ขอขอบคุณมากนะค่ะที่ช่วยเหลือฉัน หากว่าคุณไม่มีความจำเป็นอะไรพิเศษหรือไม่รังเกียจพวกเราแล้วก็ นั่งอยู่ด้วยกันที่นี่ก็ได้ พวกเราเป็นนักเดินทาง ภาษาเขมรเราก็ไม่ค่อยถนัด ไม่ทราบว่าคุณพอจะช่วยแนะนำให้พวกเราได้รู้จักบ้านเมืองที่นี่บ้างได้ไหมค่ะ
            รังเกียจคุณหรือ พูดอะไรอย่างนั้น ผมต่างหากเล่าที่เกรงจะทำให้คุณรังเกียจ ดูสิ ผมพูดภาษาไทยติดๆ ขัดๆ เสียงสูงเสียงต่ำ ผิดบ้างถูกบ้าง อีกทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็ไม่น่า…”
            ไม่หรอกค่ะ การที่คุณช่วยเอาใจใส่อาสานี้ ฉันก็รู้สึกขอบคุณไม่มีวันลืม ว่าแต่ว่า คุณไปลื่นล้มที่ไหนมาเหรอ เสื้อผ้าใหม่ๆ เปื้อนหมดเลย
            ฑีฆาวุธ นิ่งคิดสักพักจึงตัดสินใจพูดความจริงให้หล่อนรู้
            มีรถยนต์คันหนึ่งขับมาเหยียบขี้โคลนกระเด็นใส่ ตอนนั้นผมรู้สึกโมโหมาก แต่ตอนนี้หายโกรธแล้ว
            โอ้ เป็นรถที่ฉันนั่งมาสถานีรถไฟหรือเปล่านี่ ขอโทษด้วยนะค่ะ โชเฟอร์คนนั้นก็แย่จริงๆ ขับเอาเร็วเข้าว่าไม่สนใจอะไรเลย ว่าไปแล้วบ้านที่ฉันมาอาศัยค้างด้วยนี่ ดูท่าทางหยิ่งกันทุกคน ไม่ว่านายหรือบ่าวเหมือนกันหมด
            ไม่เป็นไรครับ เปื้อนนิดเปื้อนหน่อยเอง
            พูดจบฑีฆาวุธขยับจะถอยออกไปข้างนอก แต่หญิงสาวก็ขัดขึ้นอีก
            อ้าว จะไปไหนหรือคะคุณ ดูนั่นสิ หมู่บ้านอะไรหรือค่ะ
            ชายหนุ่มทอดตามองไปข้างนอก แสงอาทิตย์สาดส่องอยูเหนือสวนกล้วยสวนหมากของชาวบ้านโอร์เสลา จึงตอบคำถามไป หล่อนยิ่งซักเพิ่มมากขึ้นทำให้ฑีฆาวุธต้องยืนติดหน้าต่างแล้วชี้แจงหรืออธิบายเรื่องราวต่างๆ ของสถานที่และภูมิประเทศที่รถไฟแล่นผ่าน กลิ่นหอมละมุนจากกายหล่อน และความอ่อนหวาน ความจริงใจที่ออกจากคำพูดของหล่อนทำให้ชายหนุ่มลืมจากความอับอายของสภาพเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมนั้นหมดสิ้น ความเป็นกันเองและสนิทสนมกลับงอกงามขึ้น
            หล่อนถามชื่อทุ่งนา ชื่อสถานีรถไฟ ชื่อหมู่บ้าน ชื่อภูเขา ฑีหาวุธตอบตามที่เคยได้รู้มา รถไฟยังคงแล่นไปข้างหน้า กาลเวลาก็เลื่อนไปดุจเดียวกัน แต่สองหนุ่มสาวดูเหมือนมิได้สนใจไยดีแต่อย่างใด
            เก้าโมงเช้า ขบวนรถไฟวิ่งผ่านสถานีโพธิสัตว์ เข้าสู่เขตป่าปรงยาวเหยียดนานๆ จะมีสวนยางพาราสลับอยู่บ้าง
            ทิวทัศน์ข้างนอกไม่มีอะไรให้น่าดูอีกแล้ว ชายหนุ่มจึงเชื้อเชิญหล่อนไปหาอะไรรองท้องที่ห้องเสบียง ส่วนพี่เลี้ยงร่วมทางสองคนขอตัวไม่ไปด้วย เพราะรถกำลังวิ่งจะมีอาการเวียนศีรษะ หญิงสาวกับชายหนุ่มจึงไปกันเพียงลำพังสองคน ทั้งสองเลือกโต๊ะที่อยู่มุมหนึ่งใกล้หน้าต่างห่างจากคนอื่นๆ เล็กน้อย
            คุณทานอะไรดีครับฑีฆาวุธถามขณะมองเมนูอาหาร
            คุณทานอะไรฉันก็ทานด้วยหล่อนยิ้มนิดๆ แล้วพูดอีก
ฉันมาบ้านคุณ ก็แล้วแต่คุณจะแนะนำคะ
            ประโยคนี้ทำให้หนุ่มเขมรและสาวไทยหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ฑีฆาวุธให้ข้อสังเกตว่า
            น่าแปลกนะครับ เราสองคนยังไม่รู้จักชื่อของกันเลย แต่รู้สึกไว้วางใจกันเหมือนเพื่อนที่รู้จักสนิทสนมกันมานาน ผมต้องขอโทษที่หลงๆ ลืมๆ เช่นนี้ ผมชื่อฑีฆาวุธ เรียนอยู่ชั้นปี ๑ วิทยาลัยศรีสุวัตติ์ครับ
            เธอเปิดกระเป๋าถือหยิบเอานามบัตรใบหนึ่งยื่นให้คู่สนทนา
            อย่างที่คุณเห็นในนามบัตรแหละคะ ฉันชื่อจันทรมณี  วิจิตรกร เป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ยังอยู่ชั้นปีต้นๆ ค่ะ ฉันเดินทางไปกรุงพนมเปญเพื่อเยี่ยมคุณพ่อที่มาอาศัยอยู่ที่นั่น คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อ หรือเคยรู้จักพ่อของฉันบ้างก็ได้นะ ท่านชื่อเทพโกศล  วิจิตรกร อดีตร้อยเอกในกองทัพไทย แต่ได้ลี้ภัยมาอยู่กัมพูชาภายหลังเกิดการรัฐประหารในกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ.๒๔๘๐
            อาตี๋อ้า ลื้อจะกิงอะไรอ่ะเสียงพ่อครัวชาวจีนถามขึ้น ทำเอาฑีฆาวุธสะดุ้ง เมื่อรู้สึกตัวจากภวังค์จึงยิ้มให้หญิงสาวเจ้าแล้วหันไปสั่งเป็นภาษาเขมรว่า
            เอ่อ เอาข้าวผัดปู ไก่ ไข่ดาว 2 ที่ น้ำส้มคั้น 2 แก้ว
            ฑีฆาวุธหันมาอธิบายให้หญิงสาวฟัง
            ผมสั่งอาหารหนักๆ สักหน่อย เพราะกว่าจะถึงพนมเปญก็คงเที่ยงวันแน่ะ ยิ่งรถไฟกระเทือนอย่างนี้ด้วยแล้วจะทำให้เรารู้สึกหิวเร็วขึ้น
            ฉันยินดีและขอบคุณมากค่ะ
            มิตรคู่ใหม่เอี่ยมรับประทานอาหารไป สนทนากันไป จนกระทั่งถึงสถานีตะตึงไถง ขบวนรถที่แล่นมาจากบัตดัมบองจึงหยุดเพื่อรอสับรางกับขบวนรถที่มาจากกรุงพนมเปญ ฑีฆาวุธจึงชวนสาวไทยลงมาเดินข้างล่างเพื่อยึดเส้นยืดสายคลายจากอาการขบเมื่อย
            สายตาหล่อนมองดูป่าพง ขณะที่ปากก็พูดว่า
            ตั้งแต่จำความได้ ฉันอยากมาเห็นประเทศเขมรมาก รู้สึกชอบอยู่ในใจ วันนี้สมปรารถนาแล้ว เพราะว่าเรามีขนบธรรมเนียมเหมือนกัน นับถือศาสนาเดียวกัน ประเพณีและวัฒนธรรมก็เหมือนกัน เหตุนี้พ่อของฉันจึงเจาะจงเลือกกรุงพนมเปญเป็นที่ลี้ภัย
            ผมดีใจมากที่ได้ยินว่าคุณจะมาพักที่กรุงพนมเปญ
            เมืองหลวงนี้ คนร่วมชาติของฉันต่างชื่นชมว่าเป็นเมืองที่สวยงามมาก พ่อดิฉันได้ซื้อบ้านไว้หลังหนึ่งอยู่ด้านเหนือวัดพนม
            ประโยคตอนท้ายของหล่อนทำให้ฑีฆาวุธเข้าสู่ภวังค์อีกครั้ง โอครอบครัวของหล่อนมีฐานะ จึงมีเงินซื้อบ้านในย่านที่คนร่ำรวยเขาอยู่กัน ส่วนครอบครัวของเราที่บ้านโอร์ตากีนั่นเล่า เป็นบ้านนอกคอกนา โอ..ความหวังที่ผลิช่อขึ้นกลางใจเมื่อครู่อย่าเลยอย่าฝันไกลไปนักเลยประเดี๋ยวก็บ้าหรอก
            กระทั่งรถไฟสับรางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฑีฆาวุธจึงชวนหล่อนกลับมานั่งที่ตู้ชั้นสองด้วยใบหน้าอันห่อเหี่ยว มาลาดวงจิตที่เคยใฝ่ฝันถึง ตอนนี้ปรากฏโฉมอยู่ใกล้แค่คืบ แต่กลับไกลห่างกันเกินกว่าจะเอื้อมถึง ชายหนุ่มนั่งนิ่งเงียบ ความร่าเริงจางหายไปสิ้น แต่พยายามฝืนสติไว้เพื่อคอยตอบคำถามของหล่อน หญิงสาวสังเกตเห็นสีหน้าของเพื่อนใหม่ดูหมองเศร้า คิดว่าเขามีเรื่องทุกข์ร้อนหรือข้อกังวลอะไรสักอย่าง ไม่สมควรที่จะรบกวนด้วยคำถามอะไรให้มากกว่านี้ แม้ว่าจะยังมีข้อสงสัยติดอยู่ในใจ หล่อนจึงได้แต่นิ่งแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
            ขณะนี้รถไฟแล่นพ้นป่าทึบมาแล้ว หญิงสาวมองดูทิวแถวต้นตาลที่ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มๆ ไม่นานนักรถก็ถึงสถานีโปเจ็นตง เวลาที่จะต้องจากกันขยับใกล้เข้ามาทุกขณะ จะได้พบกันอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ความรู้สึกนี้พาเอาความเจ็บปวดรวดร้าวทอดเงาขึ้นบนสีหน้า ท่านผู้อ่านซึ่งเคยรู้จักจิตใจเจ้าหนุ่มเป็นการดีแล้ว ก็จะไม่มีข้อสงสัยใดๆ กับอาการแปลกๆ เช่นนี้อีก
            ฑีฆาวุธทำลายความเงียบโดยเอ่ยกับคู่สนทนา
            คุณครับ อีกประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เราจะถึงกรุงพนมเปญแล้ว
พูดจบก็เอื้อมหยิบกระเป๋าลงจากหิ้งตาข่ายลงมาวางบนพื้นเพื่อให้ง่ายต่อการส่งต่อให้คนขนของ ฝ่ายพี่เลี้ยงสูงวัยสองคนซึ่งไม่ได้พูดอะไรกับฑีฆาวุธสักคำเดียว ก็พากันลุกขึ้นจัดข้าวของบ้าง ทางด้านหญิงสาว หล่อนเปิดกระเป๋าถือหยิบกระจกและแปรงหวีผม ผัดหน้าด้วยแป้งบางๆ แล้วทาลิปสติกที่ริมฝีปาก กริยาอาการอ่อนโยนทั้งหมดนี้ ฑีฆาวุธมองดูไม่วางตา เพื่อที่จะจดจารึกไว้ในดวงหฤทัยมิให้ลืมเลือน
            หัวรถจักรดึงสัญญาณแตรสองสามครั้งแล้วเข้าจอดสนิทเทียบชานชาลา ในบรรดาผู้คนมากมายที่มารอรับผู้โดยสารนั้น มีบุรุษผู้หนึ่งอายุราว 40 กว่าๆ แต่งกายสไตล์ยุโรป ใบหน้าผ่องใสบ่งบอกถึงความเป็นคนมีคุณธรรม มีความเมตตาปราณี สายตาของเขามองไปยังรถไฟจากตู้หนึ่งไปยังตู้หนึ่ง จันทรมณี ชะเง้อหน้าผ่านช่องหน้าต่างเห็นเข้าก็ตะโกนขึ้น
            คุณพ่อขา
            แกยิ้มพรายบนใบหน้าตอบรับบุตรีซึ่งยกมือไหว้แสดงความเคารพอย่างอ่อนน้อม ขณะเดียวกันฑีฆาวุธก็เรียกพนักงานขนของคนหนึ่งมายกสัมภาระของหล่อน เสร็จแล้วค่อยไปเก็บสัมภาระของตัวเองลงจากรถ ชายหนุ่มทำท่าจะไปอำลาหล่อนอยู่แล้วแต่หล่อนร้องเรียกขึ้นก่อนและบอกกับพ่อว่า
            คุณพ่อค่ะ นี่คุณฑีฆาวุธ ที่ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการเดินทางของหนูครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นหนูคงจะลำบากไม่น้อยเลยค่ะ
            อดีตนายร้อยเอกทหารไทยยิ้มให้ก่อนตรงเข้ามาจับมือชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง
            ขอบคุณหลานชายมากนะแกพูดเขมรแบบแปร่งๆ
            คนทั้งสามเดินออกไปข้างนอกโดยมีสาวใช้และพนักงานขนสัมภาระตามหลังไป จันทรมณีสังเกตุเห็นว่าพ่อกำลังนึกหาถ้อยคำเขมรมาพูดอย่างยากเย็น หล่อนจึงบอกพ่อให้พูดไทยก็ได้ เพราะฑีฆาวุธเก่งภาษาไทยไม่น้อย
            ได้ยินหล่อนอวดสรรพคุณแบบนี้เข้า ฑีฆาวุธรู้สึกเขินจนหน้าแดงพลางตอบเป็นภาษาไทยว่า
            คุณไม่น่าชมกันเกินไปเลย ผมเรียนอยู่เมืองเขมร คงพูดได้ไม่ถูกตามหลักภาษาเท่าใดดอกครับ
            พูดได้ขนาดนี้ ถือว่าดีมากแล้วเทพโกศลเอ่ยขึ้น
            เมื่อมาถึงรถยนต์ที่จอดอยู่ อดีตนายทหารเอ่ยชวนอย่างเต็มใจ
            หลานชายไปด้วยกันนะ เดี๋ยวผมไปส่งถึงบ้านเลย
            ไม่เป็นไรครับ ผมมีเพื่อนมากันหลายคน จะทิ้งพวกเขาไปคงไม่ดีแน่
            คุณอย่าลืมไปเยี่ยมฉันบ้างนะ พาฉันเที่ยวด้วย เพราะฉันเป็นคนใหม่ของที่นี้ ยังไม่รู้จักที่ไหนสักแห่งเลย
            ผู้เป็นพ่อพูดเสริมลูกสาวว่า
            ต้องไปให้ได้นะครับ บ้านผมเลขที่ ๙๒ ซุปเปอร์ไฮเวย์ อย่าลืมไปให้ได้นะ ผมไม่รู้จักใครเลยในพนมเปญ
            ฑีฆาวุธตอบรับว่า ครับ เบาๆ แล้วก็ยกมือไหว้มิตรคนใหม่ก่อนจะเดินจากไปสองพ่อลูกได้ยื่นมือมาจับมือชายหนุ่มตามธรรมเนียมยุโรป ฑีฆาวุธได้สัมผัสมืออันนุ่มนิ่มของหล่อน นิ้วมือนั้นเรียวยาวทาเล็บสีแดงอ่อน
            นิสิตหนุ่มเดินจากไปเล็กน้อยก่อนหันไปมองรถยนต์ยี่ห้องเรโนลด์คันหนึ่งขับออกสู่ทิศเหนือ