๓
รุ่งอรุณแห่งรัก
คืนวันนั้น หลังจากยามตบมือป้าบๆ
เป็นสัญญาณสั่งให้ปล่อยชายมุ้งเข้านอน ฑีฆาวุธปฏิบัติตามขณะที่ใจยังว้าวุ่น
ยกแขนก่ายหน้าผาก ความรู้สึกหวนไปฟื้นความทรงจำครั้งใหม่กลับมาเพื่อซึมซับรสชาติที่แสนประทับใจอีกครั้งหนึ่ง
ภาพทุกภาพยังแจ่มชัดยิ่งกว่าความฝัน ชายหนุ่มระลึกถึงความเป็นกันเอง
ความสนิทสนมและความจริงใจของหล่อน แต่อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า กิริยาทั้งหลายเหล่านี้
หากหญิงชาวเขมรผู้ใดประพฤติปฏิบัติจะต้องถูกสังคมติฉินนินทาว่าเป็นหญิงใจง่าย
เห็นผู้ชายเพียงประเดี๋ยวเดียวก็ไล่ตะครุบทันที ทั้งนี้เพราะขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัดของเรา
ซึ่งดูจะไม่เป็นการยุติธรรมเอาเสียเลย เพราะในการกระทำสิ่งใดๆ
เราไม่ควรที่จะเอามาตรฐานหนึ่งไปเดินเที่ยววัดเที่ยวตัดสินธรรมเนียมปฏิบัติของทุกชาติทุกภาษาทั้งสิ้น
หญิงสาวชาวเขมรที่อายกระมิดกระเมี้ยน หญิงสาวชาวอาหรับที่ใช้ผ้าคลุมปิดใบหน้า
สาวชาวเขาชาวดอยที่ปล่อยอกเปล่าเปลือยและสตรีชาวยุโรปที่หยอกล้อเล่นหัวกับผู้ชายอย่างเท่าเทียมกันอยู่ดาษดื่นนั่นเล่า
ใครผิด ใครถูก ใครดีกว่าใคร ถ้าเราไปตัดสินเขาว่าทำตัวเหลวไหล
เขาก็คงจะข้องใจว่าหญิงชาวเขมรของเราไม่มีวัฒนธรรม ขาดกิริยามารยาทที่เหมาะควร ถ้าเราถือว่าเราประพฤติปฏิบัติตามหลักศีลธรรม
ตามขนบธรรมเนียมและการปลูกฝังของปู่ย่าตายาย เขาก็ตอบกลับมาว่า
เขาเองก็ประพฤติปฏิบัติตามคุณสมบัติอย่างนั้นเช่นเดียวกัน
และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจกริยาและบุคลิกของจันทรมณีอย่างแจ่มชัด
ฑีฆาวุธจึงใคร่ขอให้ทุกท่านเข้าใจด้วยว่า
ผู้หญิงในประเทศไทยได้พัฒนาตามแบบตะวันตกไปอย่างรวดเร็วมาก
เพราะบ้านเมืองของเขามีเอกราชสมบูรณ์แบบมายาวนาน
อีกทั้งเยาวชนของเขาไม่ว่าหญิงหรือชาย
ได้ไปเล่าเรียนในทวีปยุโรปและอเมริกาเป็นจำนวนมาก
สำหรับฑีฆาวุธนั้น
จากการที่เขาเคยซึมซับเรื่องราวต่างๆ จากวรรณกรรมต่างประเทศ
จึงเข้าใจถึงความแตกต่างของความคิดอ่านกริยามารยาทแห่งอิสตรี ซึ่งเขมรเรามักตั้งข้อรังเกียจในสิ่งที่เรียกว่า
“ศิวิไลซ์” แต่เขามีความเห็นว่ากริยาอาการของจันทรมณีนั้นเป็นไปโดยธรรมชาติไม่มีสิ่งใดมาบีบบังคับ
หรือไม่มีอะไรมาชักจูงให้ต้องเสแสร้งแต่อย่างใด
หล่อนแสดงออกด้วยความจริงใจไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้นความคิดใดทั้งสิ้น
และจากการสังเกตก็พบว่าหล่อนเองก็มีใจให้ตนอยู่เหมือนกัน
แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึกประทับใจเท่านั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเต็มที่
ดั่งพืชพรรณที่งอกขึ้นบนผืนดินแตกระแหงของฤดูแล้งต้องการน้ำฝนฉันใด
หัวใจชายหนุ่มที่เรารู้จักคุ้นเคยดีแล้วก็โหยหาความรักฉันนั้น ดูเถิด นอนฝัน
เดินฝัน นั่งฝัน จิตใจกระวนกระวายด้วยความรู้สึกฟุ้งซ่าน
ยิ่งได้มาเจอะเจอกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงที่ยิ่งไปกว่าเคยคิดจินตนาการไว้ด้วยแล้ว
ความกระวนกระวายจะไม่ยิ่งทับทวีเชียวหรือ
โอ… ทำอย่างไรจึงจะมีโอกาสบ่มเพาะความสัมพันธ์ทางใจและบำรุงมิตรภาพให้งอกงามเติบโตไปได้
เธอช่างร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ อีกทั้งเป็นชาวต่างชาติด้วย
การเชื้อเชิญให้ไปเยี่ยมไปหาคงเป็นเพียงมารยาทที่จะตอบแทนกับการที่ตนอาสาช่วยเหลือเป็นธุระทุกอย่างในการเดินทาง
หากจะไปพบตามคำเชื้อเชิญก็ดูน่าอายกระไรอยู่
เพราะเหตุว่ายังไม่รู้ชัดถึงจิตใจของเขาว่าเป็นเช่นไร ด้วยเพิ่งรู้จักกันเพียงไม่นาน
ช่างเถิดฑีฆาวุธสู้ข่มจิตตัดใจไม่ไปพบน่าจะดีกว่า
อย่าให้เขาหมิ่นหยามชาติพงศ์ที่ตนบูชาไว้ยิ่งชีวิตได้ แต่แม้จะตั้งปณิธานแน่วแน่เช่นนี้แล้ว
ความเจ็บปวด ความโหยหาอาวรณ์ก็หาได้ทุเลาเบาบางลงแต่อย่างใดเลย
ในมโนสำนึกยังคงเห็นภาพจันทรมณี ส่งยิ้มหวานอยู่ตรงหน้ามิจางหาย
ตกบ่ายวันหยุดนักขัตฤกษ์วันหนึ่งหลังจากเปิดเทอมมาได้
๑๕ วัน ฑีฆาวุธแต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าโก้เก๋ ดูหล่อสมาร์ต ออกจากวิทยาลัยไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์เอเธนส์
เมื่อออกจากโรงหนังก็ปะเข้ากับเทพโกศลและธิดาสาวซึ่งกำลังก้าวลงบันไดอาคารนั้นเหมือนกัน
หล่อนแต่งตัวด้วยชุดสีขาว คอระหงนั้นประดับแต่งด้วยสร้อยเพชรรวงหนึ่งดูเหมาะเจาะ
ทันทีที่มองเห็นเขา หล่อนก็ยิ้มพรายมาทางชายหนุ่มซึ่งพยายามจะหลบหน้าแต่ก็ไม่พ้นจึงจำเดินเข้าไปหาด้วยท่าทางเก้อๆ
“สวัสดีครับท่าน
สวัสดีครับคุณ”
“อ้าว หลานชายนี่เอง”
อดีตนายทหารไทยทักทายอย่างเป็นกันเอง
“สวัสดีคะพี่” หล่อนตอบแล้วพูดต่อ
“ฉันขอต่อว่าหน่อยนะคะ วันก่อนสัญญาว่าจะพาฉันเที่ยว ฉันรึก็เฝ้ามองทาง
เดี๋ยวนี้ทำเป็นเฉย คงลืมหมดแล้วกระมัง”
ฑีฆาวุธจับสังเกตุได้ด้วยความตื่นเต้นว่าหล่อนไม่ใช้คำว่า
“คุณ” ในการเรียกตนอีกแล้ว
จึงตอบหญิงสาวไปว่า
“ขอโทษด้วยนะครับ การเรียนของผมยุ่งมากจนปลีกตัวมาไม่ได้เลยครับ”
“อย่างนั้นจริงเร้อ”
หล่อนประชด “คงยุ่งกับการเที่ยวดูหนังเพียงลำพังมากกว่า
นี่เป็นเพราะหลบไม่พ้นหรอก จึงเข้ามาทักทาย”
“จันทรมณี
อย่าพูดอย่างนั้นสิลูก” พ่อเตือนด้วยเสียงแข็งๆ “เป็นธรรมดาที่คนเรียนหนังสือจะไม่ค่อยมีเวลาว่างเหมือนเราหรอก”
ว่าแล้วก็หันไปทางชายหนุ่ม
“เออ
หากหลานชายไม่ติดธุระไปไหนต่อละก็ ไปนั่งดื่มน้ำคุยกันต่อที่บ้านผมก่อน
เดี๋ยวผมจะให้รถไปส่งถึงวิทยาลัยให้ทันเวลา”
การได้มาเยี่ยมบ้านเธอครั้งแรกนี้
นำมาซึ่งการพบกันครั้งที่สอง ครั้งที่สาม และต่อๆ มา
ซึ่งเขาเห็นว่าทั้งพ่อและลูกสาวต่างไม่ได้ถือเนื้อถือตัวว่าเป็นคนร่ำรวยแต่อย่างใด
ทำให้ฑีฆาวุธลืมเรื่องฐานะครอบครัวของตนไปได้
ฑีฆาวุธมักจะมาพบเจอมิตรต่างชาติทั้งสองแทบไม่เว้นวันและพากันนั่งรถเที่ยวสถานที่ต่างๆ
เช่น ปราสาทโกกี ปราสาทตึกเขมา (ปัจจุบันเรียกตาเขมา)
โปเจนตง และพนมอุดดงค์
หรือบางวันตอนแดดร่มลมตกก็ชวนกันนั่งเรือสูดโอโซนข้ามไปฝั่งโจรยจังวา
การพบกันบ่อยครั้งเช่นนี้ทำให้มิตรภาพบริสุทธิ์กระชับแน่นแฟ้น
และด้วยพลังแห่งวัยเยาว์ก็เป็นเหตุทำให้มิตรภาพแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกหนึ่งขึ้น
ความรู้สึกที่ทำให้หัวใจหนุ่มสาวเต้นครึกโครม
วันหยุดใดที่ตนตัดจิตตัดใจไม่ยอมออกจากวิทยาลัย
เพื่ออยู่ทบทวนบทเรียนให้เข้าใจชัดแจ้งนั้น จะเป็นวันที่ฑีฆาวุธรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวาย
แต่เนื่องจากที่ปกติเขาเป็นคนที่เก็บความทุกข์เอาไว้ได้ไม่นาน เพียงไม่ถึงชั่วโมงให้หลังเขาก็กลับมาหัวเราะเริงร่ากับการหยอกล้อของเพื่อนๆ
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ชายหนุ่มหวาดกลัวคือยามเข้าสู่ห้วงนิทรา
เพราะเจ้าความนึกคิดมักจะพาไปสู่ภาพของยุวมิตรผู้เลอโฉมที่ยากจะหาใครเทียบได้ แล้วจะฟุ้งซ่านอยู่เพียงลำพัง
เขาพยายามตั้งจิตแน่วแน่ว่าต้องร่ำเรียนให้สำเร็จดังประสงค์ก่อนแล้วค่อยเอื้อมมือเด็ดดอกฟ้า
ทางด้านสาวเจ้านั่นเล่า
เธอไม่เคยแสดงอาการให้รู้สักนิดเลยว่าความสนิทสนมที่เกิดขึ้นระหว่างฑีฆาวุธกับเธอนั้นอยู่ในระดับปกติ
หรือเกินปกติ
แต่เธอพบว่าคราใดที่จดหมายของชายหนุ่มเขียนมาบอกว่ามีงานเยอะไม่สามารถออกมาหาได้
มันทำให้เธอใจเสียทุกครั้ง และวันนั้นสิ่งบันเทิงเริงรมย์ใดๆ
ที่เธอเคยชื่นชอบก็กลับจืดชืดสนิท
วันหนึ่งพ่อของเธอมีธุระต้องไปเมืองไพรนคร
ทิ้งให้เธออยู่บ้านกับสองสาวใช้ที่มัวง่วนอยู่แต่กับงานในบ้าน และเธอเองก็ไม่ได้รับการสื่อสารจากมิตรว่าจะไม่มาหา
จึงแต่งตัวลงมานั่งรอที่ห้องรับแขก
เธอนุ่งกระโปรงสีไข่นกกระสาสวมเสื้อสีดอกบัวดูสดใส สายมากแล้วหนุ่มเจ้ายังมาไม่ถึง
เธอจึงหยิบหนังสือวรรณคดีอังกฤษที่ชายหนุ่มให้ยืมขึ้นมาอ่านเป็นการฆ่าเวลา
เธอนั่งบนโซฟาเอนกายพิงพนักด้านหนึ่งปล่อยขาเหยียดไปตามความยาว ไม่นานนักถ้อยคำอันสละสลวยและเนื้อหาที่ชวนให้อาลัยอาวรณ์ถึงคนรักในหนังสือก็ทำให้ความว้าวุ่นจากการรอคอยจางหายไป
ขณะที่สมาธิกำลังนิ่งนั้นพลันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาหล่อนเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มพราย
“สวัสดีค่ะ พี่วุธ”
“สวัสดีครับ
ขอโทษนะที่มาช้าไปครึ่งชั่วโมง บังเอิญว่ารถสามล้อยางแตก หาคันที่ว่างไม่มี
เลยต้องเดินมา” ฑีฆาวุธอธิบายขณะที่เท้าก็ก้าวเข้าไปใกล้ๆ
“พี่ค่ะ พี่ดูนี่สิ”
หล่อนดึงกระดาษสองแผ่นที่พับเหน็บลืมไว้ในหนังสือที่กำลังอ่านออกมาให้ดู
เมื่อเปิดออกก็มีข้อความเป็นภาษาเขมรปรากฏต่อสายตา
พอเห็นกระดาษแผ่นนั้น สีหน้าฑีฆาวุธเปลี่ยนเป็นแดง ทำท่าอึกอักๆ
หาถ้อยคำมาอธิบายไม่ได้
สาวไทยพูดต่อไปว่า
“นี่คงจะเป็นบทกวีแน่ๆ
เลย ดูมีวรรคมีตอนสม่ำเสมอกัน”
“น้องเข้าใจถูกแล้วครับ
เป็นบทกวีจริงๆ”
“ใครแต่งหรือคะ”
เมื่อเลี่ยงไม่พ้นชายหนุ่มจึงตอบว่า
“พี่เองแหละ แต่งเล่นๆ
แต่ลืมติดมากับหนังสือด้วย
ช่างเถอะอย่าไปสนใจกับบทกลอนที่ไม่ได้เรื่องได้ราวเลยครับ
พี่ว่าเราออกไปดูหนังกันดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา”
“ไม่ทันก็ไม่ทันสิค่ะ ไม่เห็นมีเรื่องที่น่าดูสักเท่าไรเลย
น้องอยากรู้เนื้อหาของกลอนบทนี้มากกว่า คงจะไพเราะทีเดียวเลย อืม
พี่คงยังไม่ทราบว่าน้องนะหลงไหลในบทกวีที่สุดเลย เคยได้อ่านทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย
ดังนั้นจึงอยากจะได้ฟังบทกวีภาษาเขมรบ้าง พี่อ่านสิ อ่านเป็นภาษาเขมรก่อนนะ”
หาทางเลี่ยงไม่พ้นแล้ว
ฑีฆาวุธจึงต้องรับกระดาษแผ่นนั้นมา
“น้องคงสังเกตเห็นนะว่า บทกวีบนกระดาษสองแผ่นนี้มีสองแบบ
แบบแรกพี่แต่งตามฉันทลักษณ์ฝรั่งเศส ในวรรคหนึ่งๆ มี ๑๒ พยางค์
และคำสัมผัสจะอยู่เฉพาะตอนท้ายของวรรคเท่านั้นซึ่งก็คล้ายๆ กันกับบทกวีของอังกฤษเช่นกัน” ฑีฆาวุธอธิบายต่อไป
“ส่วนอีกแบบหนึ่ง พี่แต่งตามความนิยมของไทยและเขมรเป็นกลอนแปด”
“พี่ช่วยอ่านแบบฝรั่งเศสก่อนค่ะ”
หล่อนขยับเปลี่ยนท่านั่งพร้อมทั้งทำมือเชิญให้ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ
บนโซฟาตัวเดียวกัน
ฑีฆาวุธเริ่มอ่าน
นกเขา
ทุ่งนายามเที่ยงร้อนระอุดุจสุมด้วยกองไฟ
พระอาทิตย์ใจโหดเผาทำลายหญ้าแห้งและตอซัง
สายลมพัดเฉื่อยฉิวลูบไล้ผิวน้ำขุ่นข้นในหนอง
นกกระสาผอมซูบจิกกินกุ้งอยู่เงียบเชียบ
เหล่าแมลงนานาปิดปากสนิท
จิ้งหรีด คีตกรแห่งท้องทุ่ง เร้นกายทิ้งภาระ
คนเลี้ยงโคนอนมือก่ายหน้าผากกรนครอกๆ
ใต้ต้นมะขาม
ซึ่งกิ่งก้านแผ่ร่มครึ้ม
ขณะความร้อนยังระอุทั่วผืนไพรพฤกษ์
นกเขาตัวหนึ่งโฉบมาเกาะกิ่งไม้ยืนตายแห้ง
แล้วส่งเสียงเจื้อยแจ้วหวานจับใจ
ในวันอันวิเวก เสียงนั้นช่างสดใสกังวาน
ขับกล่อมผู้ทอดกายนอนบนพื้นให้ใฝ่ฝัน
ถึงวิมานและนางสวรรค์ผู้เลอโฉม.
จันทรมณีมองไปตามนิ้วมือของฑีฆาวุธที่ชี้ไล่ตัวหนังสืออ่านไปทีละบรรทัดจนจบบทหล่อนจึงพูดขึ้น
“พี่จ๊ะ ถ้าจะแปล น้องคิดว่าแปลเป็นภาษาไทยน่าจะง่ายกว่านะค่ะ
เพราะเขมรและไทย ภาษาจะคล้ายๆ กัน แต่ถ้าแปลจากเขมรเป็นอังกฤษคงจะยากพอๆ
กับการแปลจากภาษาไทยเป็นอังกฤษนั่นแหละ”
“ไม่ว่าจะเป็นไทยหรืออังกฤษ พี่ก็แปลได้ไม่ค่อยดีหรอก
มันคงกระท่อนกระแท่นพอๆ กัน”
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ลองดูนะ”
ฑีฆาวุธไม่อาจแย้งได้ก็ยอมทำตามคำขอ
ตรงไหนที่ชายหนุ่มติดขัด สาวไทยเจ้าก็ยิ้มแย้มช่วยแนะจนนึกคำได้ แล้วก็สบตาหัวร่อต่อกระซิกกันสองคน
เมื่อแปลจบลงหญิงสาวจึงกล่าวชม
“โอ้โห พี่แต่งบทกวีแบบยุโรปได้เก่งมากเลยค่ะ
โดยเฉพาะคำจบประโยคสุดท้ายทำเอาหัวใจนี่ล่องลอยเลยทีเดียว ดูสิคนเลี้ยงโคทอดกายนอนบนพื้นดิน
เพียงได้ยินนกเขาคูจิตใจก็ใฝ่ฝันถึงนางสวรรค์ผู้เลอโฉม”
ได้ยินหญิงสาวเยินยอเข้าแบบนี้
ใบหน้าเจ้าหนุ่มก็ขึ้นสีแดงเรื่อ แต่มิได้เอ่ยคำใดออกมา
สักครู่ต่อมาหล่อนจึงพูดขึ้นอีก
“ไหนพี่อ่านบทกวีแบบเขมรต่อไปสิ และช่วยทำเสียงเป็นทำนองเสนาะด้วยจะทำให้ไพเราะขึ้นค่ะ”
เหมือนคนไร้สติฑีฆาวุธปฏิบัติตามโดยไม่มีอิดออด
ราตรีที่เงียบสงัด
ธรรมชาติสงบนิ่งนิทราแล้ว เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วดังขับขาน
ลมพัดพลิ้วใบพร้าวไหวร้าวราน หอบกลิ่นหอมละมุนหวานมะลิลา
พระจันทร์ทาบยอดเขาทอดเงาเหยียด เมฆสีขาวเรียงละเอียดเหนือเวหา
น้ำค้างพราวลงพรมพฤกษ์พนา คือภาพสุขกล่อมนิทรา ณ ราตรี
แต่หัวใจของฉันกลับหวั่นไหว คิดถึงยอดหฤทัยมิหน่ายหนี
ภาพเธอตามติดตาทุกนาที เร้าฤดีหวั่นระรัวทั่วกายใจ
หลับตาลงจิตคนึงถึงวรลักษณ์ ผุดผ่องพักตร์รอยพิมพ์ยิ้มสดใส
ถ้อยสำเนียงเสียงละมุนอุ่นละไม หวานคารมประทับในใจตราตรึง
ดั่งภู่ผึ้งหลงใหลในบุบผา ทางจะไกลแดดจะกล้าเสาะหาถึง
ฉันหลงใหลในรักเหลือรำพึง ใคร่ครวญคิดคำนึงถึงแต่เธอ
ไส้เดือนดินไฉนหนากล้ารักดาว ตัวต่ำเตี้ยมือสาวเอื้อมเผยอ
ไร้ทั้งทรัพย์ยศถาจะบำเรอ สัญชาติเราสัญชาติเธอล้วนต่างกัน
มิได้มีสิ่งใดพอให้หวัง ยิ่งรักจะยิ่งคลั่งยิ่งโศกศัลย์
มีแต่มุ่งเล่าเรียนเพียงเท่านั้น จะพาวันสุขสมมาสู่เรา
แค่นึกในมโนภาพสักน้อยนิด พิษรักกลับแผลงฤทธิ์ให้ร้อนเร่า
โอ้อกเอ๋ยอาภัพจริงหนอเรา ทุกข์รุมเร้าเต็มทรวงเต็มดวงใจ
ธรรมชาติเงียบสนิทนิทราแล้ว ไก่ยังแจ้วเสียงขันรอวันใหม่
ลมรำเพยใบพร้าวลู่แกว่งไกว ช่วยโบกพัดกลิ่นไอของจำปา
พระจันทร์เลื่อนลับลงหลังทิวเขา ก้อนเมฆลอยทอดเงาทาบเวหา
น้ำค้างพราวพรมพื้นพสุธา ช่างรวดร้าวเหลือคณา ณ กลางใจ
หญิงสาวนิ่งฟังบทกวีอันหวานซึ้งประกอบกับน้ำเสียงคนอ่านที่นุ่มทุ้มจนจบลงหล่อนยังคงนั่งนิ่งๆ
เหม่อลอยเหมือนกับว่าน้ำเสียงและเนื้อความแห่งบทกลอนยังดังสะท้อนอยู่ในหู
“พี่ช่วยแปลให้ฟังอีกทีสิคะ”
ฑีฆาวุธกำลังดื่มด่ำกับความใกล้ชิดสนิทสนมที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนจึงมิได้เฉลียวใจถึงนัยยะของบทกวีที่อาจเปิดเผยให้รู้ถึงความรักของตนที่พยายามปกปิดไว้
ดังนั้นจึงเริ่มต้นแปลไปด้วยประสาซื่อมิได้บิดเบือนอำพรางแม้น้อยนิด
หญิงสาวนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยน กระทั่งเสียงนักกวีเงียบลงไปนานหล่อนจึงได้รู้สึกตัว
และให้ข้อวิจารณ์ว่า
“บทกวีทั้งสองบทนี้
แม้ใช้วิธีเขียนผิดแผกกันอย่างสิ้นเชิง แต่มีนัยสำคัญที่ใกล้เคียงกันมาก
แสดงให้เห็นว่าเป็นผลงานนักเขียนคนเดียวกันซึ่งกำลังมีความรักที่ไม่สมหวัง ในบทกวี
“นกเขาคู” ก็เหมือนกับที่น้องได้บอกไปแล้ว
คนเลี้ยงโคเป็นคนที่มีฐานะต้อยต่ำแต่ใจใฝ่ฝันถึงนางฟ้าซึ่งก็คือหญิงสาวผู้มีเชื้อวงศ์สูงศักดิ์กว่า
ส่วนบทกวีแบบเขมรนั้นผู้แต่งได้แถลงให้เห็นชัดเจนว่า ตัวเองมีจิตปฏิพัทธ์ต่อหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกสาวของผู้มีทรัพย์
มียศศักดิ์ และมีสัญชาติต่างกันอีกด้วย สรุปความแล้วเห็นว่า
พี่นี่แอบรักผู้หญิงที่เรียนอยู่ด้วยกันแต่ไม่ใช่คนเขมรแน่นอน ถ้าไม่ใช่ญวน
ก็คงจะเป็นฝรั่งแน่ๆ เลย แต่น้องคิดว่าเป็นฝรั่งมากกว่า เพราะว่าเป็นธรรมดาของนักดูหนังตัวยงอย่างพี่
ก็ต้องมีที่ประทับใจในความงดงามของนางเอกชาวยุโรปแน่นอน เพราะฉะนั้นเลยแอบหลงรักเพื่อนิสิตด้วยกัน
ถูกต้องหรือเปล่าเอ่ย”
สถานการณ์ขณะนั้น
ฑีฆาวุธเห็นว่าไม่ต่างอะไรสถานการณ์ที่จำเลยถูกตุลาการศาลซักไซ้ไล่เลียง
หรือสอบสวนเอาความจริงจากตน แต่ถึงแม้จะจนมุมชายหนุ่มก็ยังเถียงไปแบบน้ำขุ่นๆ
“ไม่ใช่หรอกน้องจ๋า
กลอนบทนี้พี่เพียงแค่แต่งเล่นๆ แก้เหงาเฉยๆ เท่านั้นเองและในชั้นเรียนของพี่ก็ไม่มีสาวญวน
หรือสาวฝรั่งเลยสักคน”
“แก้เหงาเฉยๆ ที่ไหนกัน
ดูสิหน้าพี่ซีดออกขนาดนี้ ไม่ต้องโกหกหรอกนา บางทีคุณพ่อกับฉันอาจจะช่วยได้นะ
และเราทั้งสองก็ยินดีช่วยแก้ไขปัญหาให้เต็มที่เลย”
ฑีฆาวุธจำต้องยอมรับอย่างเบาๆ
ด้วยหัวใจไหวสะท้าน ว่ารู้สึกประทับและรักหญิงสาวคนหนึ่งจริง
แต่เมื่อหล่อนยังคงซักไซ้ด้วยความอยากรู้ ชายหนุ่มจึงเผลอปากหลุดคำต่อไปว่า
“น้องต้องรับปากว่าจะไม่ถือโทษโกรธกันก่อน
พี่จึงจะกล้าเล่าให้ฟัง”
“บอกมาเถอะน่า จะไปมีโทษมีทัณฑ์อะไรกันละ”
“เอ่อ มัน มันพูดยาก”
หล่อนเองก็ดูจะเริ่มรู้ตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
แต่ก็ยังรบเร้าถามด้วยใจที่เต้นระทึกอยู่ในอก
“บอกมาเดี๋ยวนี้เสียเลยพี่
ไม่เช่นนั้นน้องโกรธจริงๆ ด้วย”
“ผู้หญิงที่พี่ยกให้เป็นยอดชีวิตก็คือ…
ก็คือ…. ก็คือ….”
เมื่อคำสารภาพมันหลุดออกจากลำคอได้ยากเย็นนัก
เจ้าหนุ่มจึงเปลี่ยนเป็นเอื้อมมือไปคว้ามือยอดรักมากุมไว้
และเหมือนกับว่าหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะฝืนไว้ ฑีฆาวุธเอนร่างหมอบไปบนโซฟาจนชิดกับหัวเข่าหญิงสาว
แล้วเรียบเรียงถ้อยคำสั่นเครือว่า
“น้องจ๋า พี่ไม่น่าที่จะทรยศต่อมิตรภาพที่น้องและคุณพ่อของน้องได้หยิบยื่นให้เช่นนี้เลย
ตัวเองเป็นใคร เป็นลูกชาวนาชาวไร่อยู่บ้านนาป่าดอย เป็นนักเรียนที่ยังไม่ได้ใบประกาศนียบัตรด้วยซ้ำ
มิควรอาจหาญเผยอหน้ามองอะไรที่สูงส่งเพียงนี้
ในเมื่อวันนี้จะต้องบอกน้องถึงความลับที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจแล้ว
พี่ก็จะขอเปิดเผยให้น้องได้รับรู้หมดสิ้น แม้ว่าน้องจะปฏิเสธผลักใสพี่ออกไป
พี่ก็จะไม่เสียใจแต่อย่างใด อันว่าความรักมันไม่รู้จักผิดไม่รู้จักถูกเอาเสียเลย
แม้วิจารณญาณจะคอยตักเตือนแล้วก็ตาม เจ้าหัวใจก็ยังคงดื้อรั้นไปนอกทาง วิจารณญาณบังคับพี่ว่าอย่าได้หมั่นไปมาหาสู่บ้านน้องนักเลยเพราะจะทำให้ต้นรักยิ่งงอกเงยโดยไร้ความหวัง
มันยิ่งจะทำให้เกิดความทุกข์ระทม และส่งผลกระทบถึงการเล่าเรียนด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องแล้ว
แต่เจ้าความรักก็ยังคงผลักขาของพี่ให้ก้าวเดินมาถึงบ้านของน้องทุกครั้ง”
ฑีฆาวุธหยุดพูดสักครู่แล้วถอนหายใจ
บ้านหลังใหญ่โตโอฬารกลับเงียบสนิท ได้ยินเพียงเสียงนาฬิกาดังติ๊กต็อกๆ
ครู่ต่อมาฑีฆาวุธจึงพูดต่อไปว่า
“น้องจ๋า
ตั้งแต่เล็กจนโต พี่นี้หลงรักทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากประเทศไทย แม้เวลาฟังวิทยุ
เมื่อใดที่ได้ยินสาวไทยร้องเพลง พี่จะฟังไพเราะจับจิตจับใจ
แล้วกรองเป็นกลอนรักได้อย่าง “โรแมนติก” แต่เมื่อผ่านไปแล้ว
มันทำให้หัวใจเจ็บปวดยิ่งนัก เหตุการณ์เช่นนี้บ่งบอกให้เห็นว่า แม้ก่อนจะเจอตัวจริงของน้อง
ใจพี่ก็พร้อมจะรักน้องอยู่แล้ว จนกระทั่งน้องได้มาปรากฏขึ้นแก่สายตาจริงๆ
ทั้งสวยและมีอัธยาศัยดีงามยิ่งกว่าที่เคยฝันเห็นเสียอีก น้องจ๋า พี่มีทั้งความดีใจและความกังวลใจในขณะเดียวกัน
ดีใจที่มีโอกาสได้รับมิตรภาพไมตรีเป็นกันเอง ได้มาพบสิ่งที่เคยฝันหาและคิดว่าคงอยู่ไกลแสนไกล
ได้มาเห็นรูปโฉมอันงดงามและมารยาทที่น่ายกย่อง
ส่วนที่พี่กังวลใจเพราะว่าน้องเป็นลูกสาวของผู้มีบรรดาศักดิ์แห่งประเทศที่มีเอกราชอย่างสมบูรณ์แบบ
ซึ่งถ้าหากน้องไม่มีเยื่อใยกับพี่ น้องก็คงจะโกรธเกลียดพี่ ซึ่งก็หมายความว่ามิตรภาพระหว่างเราก็คงจะจบสิ้นไป
พี่ตรองมานานแล้ว พยายามเก็บกดไว้ในใจ บัดนี้ความลับที่ปิดไว้ได้พังทลายออกมาแล้ว
เชิญเถิด ขึ้นอยู่กับน้องแล้ว จะตั้งข้อหา หรือจะตัดสินความลงโทษด้วยการผลักใสไล่ส่งพี่ไปก็ได้
พี่จะไม่เสียใจทั้งสิ้น คิดเสียว่าวาสนาของพี่มันมีเพียงเท่านี้”
ราวกับผู้ต้องหาที่ถูกจับมาอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษา
ฑีฆาวุธก้มหน้านิ่งรอฟังคำวินิจฉัยตัดสินจากศาลภายหลังจากการยอมรับสารภาพถึงความรักจบลง
แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ผ่านไปครู่ใหญ่
เขาจึงเงยหน้าขึ้นมาพบว่าใบหน้าหญิงสาวแดงเรื่อ หล่อนใช้ผ้าผืนเล็กๆ
ซับน้ำตาที่รินไหลอาบแก้ม ชายหนุ่มเข้าใจว่าตัวเองได้ทำให้หล่อนเจ็บช้ำน้ำใจจนโกรธถึงกับร้องไห้ขนาดนี้
คิดได้ดังนั้นจึงขยับจะลุกขึ้นเพื่อเดินออกไป
“อย่าร้องไห้เลยนะ
พี่ขอลาก่อน และนับจากวันนี้เป็นต้นไป น้องจะไม่ต้องขุ่นเคืองใจเพราะพี่อีกแล้ว”
พูดจบก็ลุกขึ้นยืนทันที
แต่มือของหล่อนคว้าแขนชายหนุ่มรั้งให้นั่งลง
“พี่ค่ะ
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิค่ะ ที่พี่สารภาพเมื่อสักครู่นี้ น้องตื้นตันใจนัก
น้ำตามันจึงไหลออกมา
น้องขอละทิ้งความอายอันผู้หญิงพึงมีเพื่อจะบอกกับพี่อย่างตรงไปตรงมาว่านับแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน
น้ำใจของพี่ที่มีให้ยังฝังใจน้องมาตลอด มันเปลี่ยนมาเป็นมิตรภาพ
เปลี่ยนไปเป็นอะไรที่ยิ่งขึ้นไปอีก ทุกครั้งที่พี่มาที่บ้าน น้องสุดแสนจะดีใจ
และทุกคราที่พี่ลากลับไป บ้านหลังนี้ ที่ตรงนี้ ก็กลายเป็นที่เงียบเหงาอ้างว้าง
พี่รู้ไหมว่าครั้งแรกที่น้องเห็นบทกลอนของพี่เหน็บอยู่ในหนังสือนั้น หัวใจของน้องก็ตื่นเต้น
พยายามเพ่งดูตัวอักษรที่มีรูปทรงคล้ายอักษรไทยไม่ยอมวางตาเพราะอยากรู้เนื้อความที่ซุกซ่อนอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น”
“น้องจ๋า คำพูดทั้งหมดนี้
มันเหมือนยาชุบชีวิตพี่ขึ้นมาใหม่
ตั้งแต่วันนี้ต่อไปพี่จะตั้งใจเล่าเรียนให้สมกับความรักสองเรา”
เสียงนาฬิกาตีบอกเวลา ๖
โมงเย็นดังหนักๆ เหมือนเสียงระฆังที่วัด สาวหนุ่มทั้งสองสะดุ้งตกใจ จึงชวนกันควงแขนลงมายังสวนหน้าบ้าน
บุปผาชาติอาบแสงอัสดงบานสะพรั่งดั่งจะบูชาความรักของคู่เสน่หาคู่ใหม่
จากเหตุการณ์ที่ดำเนินไปเห็นได้ว่า
ความรักที่ฑีฆาวุธครอบครองไว้ในหัวใจมิได้ทำให้ชายหนุ่มเสียสมาธิจากการศึกษาเล่าเรียนแต่อย่างใด
หากกลับเป็นดั่งโอสถหรือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่คอยชโลมจิตใจให้เกิดความมุ่งมั่นยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาเสียอีก
เมื่อก่อนนั้นเป้าหมายของการเรียนก็เพียงแต่ให้ได้ทำงานมีเงินเดือนไว้เลี้ยงชีพ
แต่บัดนี้ยิ่งต้องแสวงหาความรู้ให้สมกับที่คนรักได้มอบความไว้วางใจ
การพบกันครั้งต่อๆ มาทั้งสองชวนกันวางแผนอนาคตในวันข้างหน้าด้วยกัน
โดยมีความเห็นร่วมกันว่าเมื่อเรียนสำเร็จได้ประกาศนียบัตรแล้ว
ฑีฆาวุธจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ให้สำเร็จชั้นปริญญา
หรือได้เป็นบัณฑิตในสาขาใดสาขาหนึ่งแล้วค่อยกลับมา
ในต้นปีการศึกษาหน้า
ก็คือประมาณกลางเดือนกันยายน ปี ๒๔๘๒ จันทรมณีตั้งใจจะเรียนภาษาเขมรให้เชี่ยวชาญ พร้อมกับสมัครเข้าเรียนภาษาฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยสตรีที่เมืองดาลัตอีกที่หนึ่งไปด้วย
เห็นพร้อมต้องกันเช่นนี้แล้ว
ฑีฆาวุธจึงตั้งใจแน่วแน่ว่า ในช่วงปิดเทอมเดือนมกราคมหน้านี้ตนจะไม่ไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ
กับเทพโกศล และบุตรสาว ทั้งนี้เพื่อใช้เวลาเตรียมตัวสอบแข่งขันในเดือนมิถุนายน
แม้ว่าหญิงคนรักจะรู้สึกเสียดายและไม่ต้องการให้แยกห่างกันนานนับเดือนก็ตาม
แต่ก็คิดว่าสู้อดกลั้นในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า
อนาคต! คู่รักทั้งหลายมักมองเห็นแต่ความสดใสเจิดจ้าอยู่เสมอ
เพราะพลังอำนาจของวัยเยาว์ อุปสรรคข้อกังวลใดๆ จะถูกผลักกระเด็นไปหมด ไม่อาจต้านทานต่อฤทธานุภาพของความรักได้เลย
ความเบิกบานและความรื่นรมย์ของช่วงชีวิตเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของความรัก ซึ่งทำให้สาวหนุ่มตกอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งที่ไกลห่างจากโลกแห่งความเป็นจริง
หากแต่ใกล้ชิดยิ่งกับกวีนิพนธ์ ดูเอาเถิดแม้แต่ดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน หยดน้ำค้างบนยอดหญ้าที่สะท้อนแสงอรุณรุ่งแพรวพราวดั่งหยาดเพชร
และแม้แต่เสียงนกกาเจื้อยแจ้วตอบโต้กันไปมาบนคาคบ เหล่าหนุ่มสาวที่กำลังมีความรักทั้งหลาย
ต่างอิ่มเอิบใจว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องเชิดชูบูชาความรักของตนทั้งสิ้น