Monday, April 25, 2016

นวนิยายแปล "มาลาดวงจิต"


วิทยาลัย ปี ๒๔๘๒


ดูช่างยากเย็นเสียนี่กระไร ไม่รู้จะเริ่มต้นเรื่องนี้จากจุดไหนดี เพราะมีเค้าโครงและภาพร่างเหมือนกับก้อนเมฆ สีสันผสมผสานราวกับสายรุ้ง อีกทั้งมีขนาดและสัดส่วนใหญ่โตปานยักษ์ปักหลั่น
            ในดวงใจเยาวชนวัย ๒๐ ปี ที่อารมณ์แปรปรวน บางคราวโหมกระหน่ำดุจพายุคลั่ง บางครั้งพัดแผ่วดั่งลมรำเพย ความสิ้นหวังกับความสมหวังวิ่งผลัดเวรกันอยู่ในห้วงคำนึงที่ล่องลอยไปแสนไกล แต่เปราะบางเหมือนฟองสบู่ที่ลอยฟ่องอยู่ชั่ววูบซึ่งวาววับด้วยสีสันที่สะท้อนแสงตะวันจากเบื้องบน
            โอชายทะเลอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมฟุ้ง ละลานตาด้วยกระท่อมหลังเล็กๆ ตั้งเรียงรายอยู่ใต้ต้นมะพร้าว มีมาลัยเถาวัลย์ไม้ดอกโอบกอดไว้ราวกับหัตถาแห่งนางนาฏศิลป์ กระแสลมโผผินจากแผ่นพื้นสาครมาไกวแกว่งธรรมชาติให้พลิ้วไหวแล้วหอบนำความหอมละมุนไปเผื่อแผ่ยังที่แสนไกล
            ทัศนียภาพ ณ ยามนี้ ทำหน้าที่เป็นเปลที่คอยแกว่งไกวผ่อนคลายความทุกข์ของเยาวชนผู้มัวเมาในรสแห่งบทกวีอันหวานซึ้งและสวยงามประดุจแสงพระจันทร์คืนวันเพ็ญ กวีนิพนธ์มีถ้อยคำไพเราะราวกับกรองขึ้นจากกามเทพผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทม และความระหกระเหิรแห่งวิถีชีวิต เต็มไปด้วยการต่อสู้ การแย่งชิงแทบจะกินเลือดกินเนื้อกันและกัน
            ตัวตนคนชราที่จิตอ่อนล้า อาจโผเข้าซบใต้ร่มเงาศาสนาได้ แต่ตัวตนของคนหนุ่มซึ่งจิตยังอ่อนเยาว์ จะหาแหล่งพักพิงได้ก็คงมีแต่ร่มเงาแห่งความรัก
            คิดๆ ไปแล้ว ความรักก็เป็น ศาสนาของหนุ่มสาวรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน เพราะประกอบด้วยศรัทธา ความเชื่อ และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ศาสนานี้ บรรดาผู้ใหญ่กลับไม่เข้าใจโดยลืมไปเสียสนิทว่า ครั้งหนึ่งตัวเองก็เคยเป็นหนุ่มสาวเหมือนกันนี่นา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ใหญ่เหล่านั้นยึดมั่นความคิดของตนอย่างเข้มงวด ใช้ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิ์กับยอดอ่อนแห่งมนุษยชาติ
            ควรที่เราจะคิดกันว่า ดอกส้มมีกลิ่นหอมกว่าผลส้มที่สุกเหลืองอร่าม ดังนั้น คนหนุ่มสาวก็ย่อมลิ้มรสชาติของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้สูงวัย อันเป็นสาเหตุให้มานพและมานิกามีจุดยืนอยู่ใกล้ชิดกับความประสงค์ของกามเทพ
            ความคิดที่บรรยายมาทั้งหมดนี้ เป็นความเข้าใจของเด็กนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในวิทยาลัยศรีสุวัตติ์ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เยาวชนเหล่านั้นเข้าใจอย่างผิดๆ หรืออาจเข้าข้างตัวเองก็ไม่ทราบ จึงมองว่าผู้ใหญ่เขาเข้มงวดกวดขันพฤติกรรมความคิดของตน แถมยังทำลายความร่าเริงสดใสอีกด้วย
            จะผิดหรือจะถูกก็ตาม ความเป็นเด็กลองได้เข้าใจเช่นใดแล้ว ย่อมที่จะดึงดันทำให้ความคิดนั้นสำเร็จเป็นความจริงขึ้นมาได้ด้วยความมุ่งมั่นจริงจัง
เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจถึงความรู้สึกต่างๆ ที่พลุกพล่านรบกวนตัวตนเยาวชนเหล่านั้น จึงขอหยิบยกเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันดังต่อไปนี้
           
วันอาทิตย์ แสงอรุณรุ่งสีแดงเข้มทาบทาขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ณ หอพักหลังหนึ่งในวิทยาลัยศรีสุวัตติ์ที่ความเงียบสงัดยังคงปกคลุมอยู่ด้วยเวลายังเช้านัก เสียงกระซิบกระซาบค่อยๆ ดังขึ้นเบาๆ จากตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย เสียงไก่ขันลากยาวแล้วลับหายไปในแสงรางๆ ยามเช้าตรู่ เสียงม้าตัวผอมลากดึงรถขนผัก และเสียงเกี๊ยะจีนแคระ พร้อมใจกระทบพื้นถนนลาดยางดังกุ๊บกั๊บๆ โกรกกรากๆ กองทัพอีกาโผจากคอนกิ่งมะขามส่งเสียงอึกทึกดังลั่น แล้วบินมุ่งสู่ทิศตะวันตกที่หมู่เมฆกลุ่มใหญ่ยังคงจับก้อนนอนขี้เซาแช่ขี้เกียจอย่างไม่รู้หนาวร้อน
            สักครู่ต่อมา กลองยามประตูก็รัวขึ้นดังสนั่นแผ่แทรกอากาศสีฟ้าแห่งรุ่งอรุณ หลังจากนั้นสรรพเสียงโหวกเหวกก็ปะทุขึ้นราวกับจีนจุดประทัดเซ่นไหว้บรรพบุรุษ บางคนเริ่มเปิดศึกกับตัวเรือดอยู่บนแคร่ โดยใช้รองเท้าที่ทำจากไม้ตีทำลายหมู่ปัจจามิตรที่แอบสูบเลือดเมื่อคืนเสียงดังโป๊กเป๊กๆ สมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักแป้งดีดีทีสำหรับฆ่าแมลง  บ้างก็รวมตัวกันก่อไฟพัดเชื้อเสียงดังพลึบๆ บางกลุ่มที่อยู่ว่างๆ ปลดผ้าขาวม้าจากเอวพากันรวบรวมเสื้อผ้าเอาไปซักที่ก๊อกน้ำประปาหลังหอพัก
            เสียงอึกทึกครึกโครมได้ปลุกฑีฆาวุธตื่นจากหลับ เขาลุกขึ้นแล้วรวบตีนมุ้งพาดขึ้นไปข้างบน เสร็จแล้วก็ยังคงนั่งครุ่นคิดอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าหมองๆ ชายหนุ่มประหวัดไปคิดถึงหญิงสาวผู้ที่เมื่อเย็นวาน วิทยุได้แพร่เสียงของหล่อน เสียงนั้นสดใสดุจแก้วทิพย์ ใกล้ๆ กับหอพัก คือฝั่งตรงข้ามถนนฟร็องซวาฟงแตน เจ้าของบ้านหลังหนึ่งเปิดวิทยุฟังเพลงของศิลปินสาวสยามที่แสนไพเราะอ่อนหวาน เป็นเสียงนี้นี่เองที่เข้ามาปลอบประโลมขับกล่อมหัวใจฑีฆาวุธ หัวใจซึ่งหิวกระหายในความรัก เจ้าหนุ่มน้อยฟังเนื้อความได้ไม่ชัดเจนนัก แต่น้ำเสียงนั้นสิช่างไพเราะเพราะพริ้ง อีกท่วงทำนองที่นิ่มนวลอ่อนละมุนนั้นได้โฉบเอาอารมณ์ของเขาล่องลอยสู่รมณียสถานแห่งวิมานสวรรค์
            หนังสือที่เปิดอ่านยังคงวางทาบอยู่บนอก เทียนบนหัวนอนเปล่งเปลวทิ้งไปเปล่าปลี้ ชายหนุ่มปล่อยให้ความคิดโบยบินไปแสนไกลด้วยหัวใจเปี่ยมสุข ในสภาวะเช่นนี้จินตนาการได้สร้างมโนภาพของศิลปินนารีนั้นเธอผู้นั้นคงมีรูปหน้าผุดผ่องดั่งจันทร์เพ็ญ ดวงตาแสนสดใสภายใต้วงคิ้วเรียวยาวที่คอยป้องภัย เส้นผมดำขลับนั้นปล่อยสยายเป็นระลอกคลื่นลงเคลียไหล่ที่ขาวนวลดั่งสีข้าวสุก ราวกับฉากม่านที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะตกแต่งช่วงคอระหงที่คอยส่งศีรษะให้โยกไหวได้น่ายล ดูคล้ายกับโสนยืนต้นลู่ตามแรงลมโชยขยับดอกสีเหลืองสุกอยู่พลิ้วไหว ริมฝีปากของหล่อนคงเอิบอิ่มเป็นกลีบบัวคอยเผยอเปิดปิดอวดฟันขาววับดั่งดอกมะลิลา หล่อนคงจะอยู่ในชุดผ้าแพรเนื้อดีตัดเย็บอย่างประณีตเน้นให้เห็นสัดส่วนอรชร และคงประดับด้วยหุ้มหูเพชรเปล่งรัศมีแพรวพราย
            ฑีฆาวุธนอนฟังเสียงเพลงอยู่ในความมืด หากแต่จินตภาพกลับแจ่มชัดราวกับว่าสตรีเลอโฉมผู้มีน้ำเสียงอ่อนหวานไพเราะนั้นกำลังยืนอยู่ตรงหน้า
นิสิตหนุ่มไม่สนใจแม้แต่น้อยนิดว่า ภาพที่จินตนาการนี้ ธรรมชาติจะสามารถสร้างสรรค์ให้เป็นรูปร่างขึ้นมาได้จริงหรือไม่ แต่หากมีใครมาท้าพนันฑีฆาวุธก็กล้าทุ่ม ว่าจากน้ำเสียงที่ใสบริสุทธิ์ กังวาน ไร้มลทิน ไม่แตกพร่าเช่นนี้ ไม่มีทางเป็นเสียงที่เปล่งจากสตรีผู้มีรูปร่างอัปลักษณ์ไปได้อย่างแน่นอน
ขณะที่ฝันทั้งลืมตาอยู่นั้นพลันวิทยุก็เงียบเสียงไปเฉยๆ ทำให้เขากระวนกระวายทุรายทุรนเหลือประมาณ ฑีฆาวุธปิดหนังสือคณิตศาสตร์ลงทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำการบ้านให้จบบท เขาหยิบเอาหนังสือกวีนิพนธ์ขึ้นมาอ่าน ชายหนุ่มจงใจเปิดไปหน้าบทกวี เลอโซลของ อัลเฟรด เดอ มุเซด์ เพื่อดื่มด่ำอรรถรสอีกครั้ง สักครู่ต่อมาหลังจากดับเทียนเสร็จสรรพแล้ว ความง่วงก็เข้าครอบงำจินตนาการของชายหนุ่มแล้วหอบลอยไปในโลกของความฝัน…..
ในเช้าวันอาทิตย์นั้น ฑีฆาวุธยังคงนั่งอยู่บนที่นอนนานกว่าปกติ ภาพฝันขณะหลับเมื่อคืนผุดขึ้นมาในความคิด แม้จะรู้ว่าไม่ใช่เหตุการณ์จริง และแม้จะเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ที่จุดประกายเจิดจ้าขึ้นชั่วครู่ยามเหมือนฟ้าแลบ แต่ชายหนุ่มก็ยังคงครุ่นคำนึงถึงด้วยความยินดีและเจ็บปวดผสมกันไป เป็นไปได้ว่าความฝันอาจกลายมาเป็นความจริงได้
            ในความฝันนั้น รถยนต์เปิดประทุนซึ่งมีหญิงสาวยอดดวงใจเป็นคนขับ ส่วนฑีฆาวุธนั่งแนบข้างสูดเอาโอชารสแห่งความรื่นรมย์อย่างดูดดื่มเกินจะหาถ้อยคำบรรยาย รถยนต์คันนั้นยังคงเคลื่อนตัวไปบนถนนลาดยางที่สองข้างทางเรียงรายด้วยต้นตะเคียนสูงชะลูด เมื่อถึงทางแยกถนนตัดกันรถยนต์ก็เลี้ยวมุ่งหน้าสู่ภูเขาที่ตอนนี้พระอาทิตย์ยามเย็นกำลังโปรยละอองทองคำทาบทาอยู่เหนือยอด สายลมหอบเอากลิ่นหอมแห่งรุกขชาติมาลูบไล้หยอกล้อเส้นผมของหล่อน นกเขาคู่หนึ่งตื่นเสียงรถยนต์ผวาบินเร็วรี่ขยับปีกถี่ยิบ ฑีฆาวุธใช้โอกาสนี้เอื้อมมือไปโอบลูบไล้บนไหล่โฉมฉิน
            รถยนต์หยุดลงที่เชิงเขาตรงที่มีหินก้อนใหญ่ๆ รูปร่างเป็นสัตว์ประหลาดซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์อันเกิดจากการแกะสลักโดยเม็ดฝนและสายลมอากาศธาตุ คู่รักคู่ใหม่นั่งลงบนแท่นหินหน้าบึงน้ำใส ขณะที่พระสุริยากำลังดึงเอาแสงรัศมีของตนให้ดับลงที่ละน้อยๆ กลีบดอกบัวแดงบานชูช่อสะพรั่งสั่นไหวช้าๆ ด้วยแรงสุรภีโบกโบยมาแผ่วเบาอย่างทะนุถนอม ฝูงลูกครอกปลาช่อนสียังแดงพากันดำผุดดำว่ายตามช่องกอหญ้าที่ชูช่อล้อลมอวดพวงดอกสีเหลืองอ่อนประชันกับผักบุ้งดอกสีม่วงที่กำลังทอดยอดหากันอยู่สลอน นกกระสาปีกสีชมพูจ้องตาเขม็งอยู่รอบบึงรอจิกมัจฉาชาติกินเป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนกลับคืนคอน  สักครู่ต่อมาปักษาขายาวเหล่านั้นก็บินขึ้นเป็นคู่ๆ มุ่งไปทางทิศตะวันตก อากาศบริเวณนั้นเริ่มเย็นลงทีละน้อย
            ตะวันเจิดจ้าลับไป เหลือไว้เพียงร่มเงาอันกรุ่นหอม” (Le beau jour n’ est plus rien que son ombre odo rante) H.deR. ฑีฆาวุธกระซิบโคลงบทโปรดของกวีชาวฝรั่งเศสที่ตัวเองอ่านจนจำได้ขึ้นใจ
ฝูงค้างคาวออกจากถ้ำผา ใช้ปีกอ่อนแหวกว่ายอากาศในความมืดแห่งราตรีกาล มีตัวหนึ่งบินโฉบมาเฉียดหญิงสาวทำเอาหล่อนตกใจผวาเข้าหาทรวงอกชายหนุ่มเป็นที่กำบังภัย
มาถึงตรงนี้ ความฝันก็อันตรธานไป ทิ้งให้ฑีฆาวุธอยู่เดียวดาย ความรื่นรมย์ที่มลายสิ้นนี่เองที่นำพาความกระสับกระส่ายมาสู่จิตใจอย่างเหลือประมาณ
           
ฑีฆาวุธ เป็นนิสิตที่ขยัน มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ชายหนุ่มชื่นชอบทางภาษาศาสตร์ และได้เกรดดีๆ ในวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเขมร อีกทั้งเขาได้หาซื้อพจนานุกรมฝรั่งเศส ไทยมาไว้เล่มหนึ่ง ทำให้มานพน้อยของเราใช้เวลาในยามว่างมุ่งมั่นศึกษาภาษาเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งภาษา
เช่นเดียวกับชาวเขมรทั่วไป ชายหนุ่มมักชื่นชมภาษาไทยว่ามีสำเนียงไพเราะ ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มุ่งมั่นจนสามารถอ่านหนังสือภาษาไทยได้บ้างแต่ก็ยังแข็งๆ พูดไม่คล่องนักเพราะวางน้ำหนักเสียงสูงเสียงต่ำไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตามนิสิตคนนี้กลับไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย ในชั่วโมงเรียนวิชาเคมี หรือวิชาคณิตศาสตร์ เขาจะนั่งใจลอยไปไกล เวลาทำข้อสอบคำตอบที่ฑีฆาวุธบรรยายไปส่วนใหญ่จะเหมือนลอกจากหนังสือ ทำให้อาจารย์หมวดวิทยาศาสตร์ต้องคอยคาดโทษและตักเตือนว่าเขาไม่เข้าใจบทเรียน ถึงกระนั้นก็ตามชายหนุ่มก็ยังมานะพยายามและจัดระบบแบ่งเวลาอย่างจริงจัง แม้ว่าเพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษได้ไม่นาน เขาก็สามารถพูดภาษานี้ได้บ้างแล้ว และอ่านวารสารอเมริกันหรือนวนิยายอังกฤษเกี่ยวกับการสืบสวน การผจญภัยได้คล่องพอสมควร เด็กหนุ่มคนนี้จะอ่านทุกอย่างจนเป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะเป็นอะไร มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ตลอด ใครเขาจะพูดเรื่องการเมืองก็ดี เรื่องละครเรื่องหนังก็ดี เรื่องอักษรศาสตร์ก็ดี ฑีฆาวุธสามารถแสดงความเห็น ให้คำอธิบายด้วยประโยคที่เหมาะสม และทำให้คนฟังชื่นชมว่าเด็กคนนี้มีความคิดความอ่านลึกซึ้ง จิตใจอ่อนโยน บรรดาเพื่อนฝูงต่างเต็มใจยอมรับนับถือ แม้แต่การได้ไปในสถานที่ใหม่ๆ ฑีฆาวุธจะคอยสังเกตและฟังการพูดคุยสักประเดี๋ยวก็จะประเมินได้ทันทีว่า คนเหล่านั้นมีสติปัญญาสูงส่งเท่านั้น ลึกซึ้งเท่านี้  ตัวเขาเองต้องพูดจาด้วยถ้อยคำที่เหมาะกับกาลเทศะทำให้คนเหล่านั้นเต็มใจที่จะฟัง ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าคนที่มีกิริยาแบบไหนก็ตาม ชายหนุ่มก็รู้จักที่จะสรรหาถ้อยคำมาพูดคุยชวนหัวได้ตลอด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว คือ ไม่ต้องการให้ใครๆ ต้องเจ็บใจ หรือเสียความรู้สึกอันเกิดจากเขาเป็นสาเหตุทั้งสิ้น
            ฑีฆาวุธเป็นคนที่ออกจะโกรธง่ายอยู่สักหน่อย แต่ก็รู้จักยับยั้งปาก ไม่ให้ถลำเกินเลยจนไปมีเรื่องมีราวใหญ่โต หากเพื่อนคนใดมีมิตรจิตมิตรใจกับเขา หนุ่มน้อยผู้นี้จะรู้สึกยินดีและจดจำบุญคุณไม่รู้ลืม แต่ถ้าใครทำเป็นเมินเฉย หยิ่งยโส หรือเห็นแก่ตัว เขาก็จะจดจำฝังใจยากจะคลายเช่นกัน ในขณะทำกิจกรรมทางการศึกษา ฑีฆาวุธจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่มิพักต้องให้เพื่อนเกิดความรำคาญใดๆ จากเขา ขณะเดียวกันเขาเองก็ไม่ยอมให้เพื่อนคนไหนมาเอาเปรียบได้
            ฑีฆาวุธชมชอบกวีนิพนธ์ฝรั่งเศสอย่างมาก โดยไม่เกี่ยงว่าเป็นของโบราณหรือเขียนมาใหม่ ขอเพียงให้มีความอ่อนนุ่มชุ่มเย็น เต็มไปด้วยความรู้สึก เขายินดีน้อมรับทั้งสิ้น นิสิตคนนี้แต่งความได้อย่างรื่นไหลหากเมื่อใดที่เป็นการบรรยายจากหัวใจจากความรู้สึก แต่เนื้อความนั้นจะตะกุกตะกักในทันทีเมื่อต้องบรรยายถึงเรื่องราวที่น่ารันทดใจ ในช่วงปิดเทอมชายหนุ่มมักจะเขียนจดหมายด้วยข้อความสละสลวยหลายๆ ฉบับส่งถึงเพื่อนสนิท แต่หากเพื่อนคนนั้นได้รับแล้วนิ่งเฉยไม่ตอบกลับ ฑีฆาวุธจะรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ
            อีกอย่างหนึ่ง เจ้าหนุ่มคนนี้ถนัดในการหยิบยกเอาบทกวีที่มีเนื้อหาเปี่ยมด้วยความรักมากล่าว ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เขาได้มาจากการขลุกอยู่กับหนังสือ จากนวนิยาย และจากภาพยนตร์ ฑีฆาวุธเคยอ่านและประทับใจวรรณกรรมเรื่องต่างๆ เช่น ประตูแคบของ อังเดรซิด และ สตรีผู้น่ารักของ โวดวาแยร์ (LA PORTE ET ROITS d’Andre Gide et La BIEN aimee de Vandoer) เป็นต้น และแม้ว่าผู้แต่งบางคนไม่เชี่ยวชาญในการเลือกสรรถ้อยคำมาใช้ก็ไม่ว่าอะไรขอเพียงเนื้อหาสะดุดใจก็จะหามาอ่านจนได้ เด็กหนุ่มอ่านหนังสือคล่องมาก เร็วด้วย บางครั้งติดใจเนื้อเรื่องมากๆ ก็สามารถอ่านหนังสือเล่มหนาพอสมควรจบได้ในคืนเดียว
            ทุกบ่ายวันอาทิตย์ ฑีฆาวุธมักจะออกจากหอพักเพื่อไปดูภาพยนตร์ในโรง ชายหนุ่มจะตั้งใจดูเป็นพิเศษกับฉากที่มีบทเกี่ยวกับความรัก ตัวอย่างเช่น ฉากที่คู่รักนั่งเรือเล่นในบึง หรือฉอเลาะกันบนรถยนต์ที่ขับผ่านวิวทิวทัศน์อันสวยงาม รอยยิ้มหวานชื่นจากริมฝีปากสดใสมักจะทำให้ชายหนุ่มเบิกบานใจเสียยิ่งกว่าได้ทรัพย์สินอื่นใดทั้งหมด และเมื่อกลับมาถึงที่พักแล้ว ภาพของดาราสาวทั้งหลายที่ได้เห็นเมื่อตอนบ่าย ก็จะผุดขึ้นมาอีกครั้งในความเพ้อฝัน โอสาวเจ้าผู้มีรูปโฉมโนมพรรณดุจเทพอัปสรา ซึ่งแสดงท่วงท่าอ่อนช้อยในลีลาที่เฉิดฉันท์ราวกับนางฟ้าสวรรค์แดนพิมาน อนุสรณ์แห่งความรักเหล่านี้นี่เองที่มาประทับอยู่ในความทรงจำของเยาวบุรุษและพาให้จิตใจของเขาลุ่มหลงอยู่ในห้วงรักอันเย้ายวนจากที่ไกล
            บางครั้งในขณะที่เดินเล่น พาให้ชายหนุ่มได้พบเห็นรูปทรงองค์เอวอันสำอางของหญิงสาว รูปร่างสัดส่วนที่เห็นนี้ก็จะกระชากเท้าของชายหนุ่มให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างอัตโนมัติ มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะกำลังเดินเที่ยวอยู่ในตลาด เขารู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ ฑีฆาวุธเงยหน้ามองขึ้นไปเห็นสาวหมวยนางหนึ่ง ผมหยิกฟู ท่อนแขนที่อวบขาวนั้นท้าวกับขอบหน้าต่างหล่อนส่งรอยยิ้มไปยังที่ใดสักแห่ง ซึ่งฑีฆาวุธเข้าใจไปเองว่าหล่อนยิ้มให้เขา เพียงแค่นั้นอารมณ์ความรู้สึกของเขาก็ลอยละล่องไปในความฝัน เท้ายืนไม่ติดพื้นเสียแล้ว
            อีกอย่างฑีฆาวุธไม่ชื่นชอบอีกทั้งรังเกียจด้วย คือ การดูถูกเหยียดหยามหรือการประณามสตรีเพศ เขามีแต่ให้เกียรติอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะผิดก็ตามจะถูกก็ตาม ชายหนุ่มมีความเห็นว่าสมควรจะต้องยกย่องหญิงเขมรให้ผุดผ่องในกรอบประเพณี หากพบเห็นสตรีนางใดประพฤติตัวผิดครรลองและจริยา ฑีฆาวุธจะรู้สึกคับข้องใจแต่เพียงไม่นานก็สามารถหาเหตุผลมาอธิบายเพื่อยกโทษให้เสมอ

เช้าวันอาทิตย์นั้นหลังจากใช้เวลานั่งไตร่ตรอง ทบทวนเหตุการณ์ที่ไม่ใช่เรื่องจริงอยู่นานสองนานแล้ว ฑีฆาวุธก็เข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟันหวีผม จัดแจงแต่งตัวอย่างทะมัดทะแมง ทันทีที่พ้นออกจากโลกแห่งมายาภาพ ชายหนุ่มดูจะกลายเป็นคนละคน เขาเป็นคนสนุกสนาน หัวเราะเริงร่าในกลุ่มเพื่อนฝูง คนที่เห็นภาพเขาพูดคุยออกไม้ออกมืออย่างมีรสชาติเช่นตอนนี้ หากไม่รู้จักกันมาก่อนจะไม่มีใครคิดสักนิดเลยว่าเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเขาคือคนฟุ้งซ่าน
            ในชั่วโมงเรียนฑีฆาวุธพยายามเอาใจใส่ไม่ให้บกพร่อง ข้างๆ ห้องเรียนนั้นมีต้นตะโกแผ่กิ่งยื่นมาใกล้ๆ เจ้านกกิ้งโครงเมาแดดและความสงบของธรรมชาติบินมาเกาะส่งเสียงร้องไม่หยุดปาก เป็นเหตุให้ชายหนุ่มหวนคิดถึงบ้านเกิดขึ้นมา เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ท่ามกลางทุ่งนาห่างจากเมืองบัตดัมบองออกไปทางอำเภอมงคลบุรีกว่า ๑๐ กิโลเมตร
            ฑีฆาวุธคิดถึงแปลงนาที่เคยปักดำและหว่านเพาะ เคยวิ่งเล่นไล่จับกันใต้แสงตะวันส่อง เสียงหัวเราะเริงร่าดังไปถึงหัวทุ่งที่ที่เคยชักชวนเพื่อนๆ กั้นคันดินวิดน้ำจับปลา เขารู้สึกมีความสุขมากเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่กี่วันก็จะปิดเทอมภาคฤดูร้อนแล้ว อ้า..  เราจะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดแล้วหรือนี่
            บ่ายวันนั้น ฑีฆาวุธแต่งตัวอย่างดีออกจากหอพักพร้อมกับเพื่อนๆ ไปย่านถนนมหาธานี สักพักก็ชวนกันเข้าไปนั่งดื่มน้ำส้มในร้านอาหาร กงซางฆ่าเวลารอโรงหนัง เอเธนส์เปิดฉายจะได้ซื้อตั๋วเข้าชม กลุ่มเยาวชนพูดคุยกันถึงบทบาทดารานำหญิงชายในภาพยนตร์แล้วหัวเราะอย่างมีความสุข ฑีฆาวุธทำทีสวมบทพระเอกหนังฝรั่งออกท่าออกทางทะมัดทะแมง เรียกเสียงหัวเราะเกรียวจากเพื่อนๆ
            ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงออดโรงหนัง เอเธนส์ก็ดังขึ้น ประตูเหล็กด้านหน้าเปิดออกทั้งสองบาน ต้อนรับผู้คนเข้าชม
ฑีฆาวุธลุกขึ้นยืนเช่นเดียวกับคนอื่นแล้วร้องว่า
            อีกแค่อาทิตย์เดียวเราจะได้หยุดตรุษจีนแล้ว

ถึงตรงนี้ผู้เขียนใคร่ขอเปิดวงเล็บเพื่อขออภัยท่านผู้อ่านในการที่ต้องอรรถาธิบายบรรยากาศของวิทยาลัยศรีสุวัตติ์ในปี พ.. ๒๔๘๒ รวมทั้งพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของชายหนุ่มฑีฆาวุธเสียยืดยาวไปสักหน่อย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ง่ายต่อความเข้าใจเรื่องราวของชีวิตที่ยกมาพรรณนาครั้งนี้

No comments:

Post a Comment