๑
วิทยาลัย ปี ๒๔๘๒
ดูช่างยากเย็นเสียนี่กระไร
ไม่รู้จะเริ่มต้นเรื่องนี้จากจุดไหนดี เพราะมีเค้าโครงและภาพร่างเหมือนกับก้อนเมฆ
สีสันผสมผสานราวกับสายรุ้ง อีกทั้งมีขนาดและสัดส่วนใหญ่โตปานยักษ์ปักหลั่น
ในดวงใจเยาวชนวัย ๒๐ ปี
ที่อารมณ์แปรปรวน บางคราวโหมกระหน่ำดุจพายุคลั่ง บางครั้งพัดแผ่วดั่งลมรำเพย
ความสิ้นหวังกับความสมหวังวิ่งผลัดเวรกันอยู่ในห้วงคำนึงที่ล่องลอยไปแสนไกล
แต่เปราะบางเหมือนฟองสบู่ที่ลอยฟ่องอยู่ชั่ววูบซึ่งวาววับด้วยสีสันที่สะท้อนแสงตะวันจากเบื้องบน
โอ… ชายทะเลอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมฟุ้ง ละลานตาด้วยกระท่อมหลังเล็กๆ ตั้งเรียงรายอยู่ใต้ต้นมะพร้าว
มีมาลัยเถาวัลย์ไม้ดอกโอบกอดไว้ราวกับหัตถาแห่งนางนาฏศิลป์ กระแสลมโผผินจากแผ่นพื้นสาครมาไกวแกว่งธรรมชาติให้พลิ้วไหวแล้วหอบนำความหอมละมุนไปเผื่อแผ่ยังที่แสนไกล
ทัศนียภาพ ณ ยามนี้ ทำหน้าที่เป็นเปลที่คอยแกว่งไกวผ่อนคลายความทุกข์ของเยาวชนผู้มัวเมาในรสแห่งบทกวีอันหวานซึ้งและสวยงามประดุจแสงพระจันทร์คืนวันเพ็ญ
กวีนิพนธ์มีถ้อยคำไพเราะราวกับกรองขึ้นจากกามเทพผู้ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทม
และความระหกระเหิรแห่งวิถีชีวิต เต็มไปด้วยการต่อสู้ การแย่งชิงแทบจะกินเลือดกินเนื้อกันและกัน
ตัวตนคนชราที่จิตอ่อนล้า
อาจโผเข้าซบใต้ร่มเงาศาสนาได้ แต่ตัวตนของคนหนุ่มซึ่งจิตยังอ่อนเยาว์
จะหาแหล่งพักพิงได้ก็คงมีแต่ร่มเงาแห่งความรัก
คิดๆ ไปแล้ว “ความรัก” ก็เป็น “ศาสนา”
ของหนุ่มสาวรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน เพราะประกอบด้วยศรัทธา ความเชื่อ
และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ศาสนานี้ บรรดาผู้ใหญ่กลับไม่เข้าใจโดยลืมไปเสียสนิทว่า
ครั้งหนึ่งตัวเองก็เคยเป็นหนุ่มสาวเหมือนกันนี่นา
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ใหญ่เหล่านั้นยึดมั่นความคิดของตนอย่างเข้มงวด
ใช้ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิ์กับยอดอ่อนแห่งมนุษยชาติ
ควรที่เราจะคิดกันว่า
ดอกส้มมีกลิ่นหอมกว่าผลส้มที่สุกเหลืองอร่าม ดังนั้น คนหนุ่มสาวก็ย่อมลิ้มรสชาติของชีวิตได้ลึกซึ้งกว่าผู้สูงวัย
อันเป็นสาเหตุให้มานพและมานิกามีจุดยืนอยู่ใกล้ชิดกับความประสงค์ของกามเทพ
ความคิดที่บรรยายมาทั้งหมดนี้
เป็นความเข้าใจของเด็กนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในวิทยาลัยศรีสุวัตติ์ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่
๒ เยาวชนเหล่านั้นเข้าใจอย่างผิดๆ หรืออาจเข้าข้างตัวเองก็ไม่ทราบ จึงมองว่าผู้ใหญ่เขาเข้มงวดกวดขันพฤติกรรมความคิดของตน
แถมยังทำลายความร่าเริงสดใสอีกด้วย
จะผิดหรือจะถูกก็ตาม
ความเป็นเด็กลองได้เข้าใจเช่นใดแล้ว ย่อมที่จะดึงดันทำให้ความคิดนั้นสำเร็จเป็นความจริงขึ้นมาได้ด้วยความมุ่งมั่นจริงจัง
เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจถึงความรู้สึกต่างๆ
ที่พลุกพล่านรบกวนตัวตนเยาวชนเหล่านั้น
จึงขอหยิบยกเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันดังต่อไปนี้
วันอาทิตย์
แสงอรุณรุ่งสีแดงเข้มทาบทาขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ณ
หอพักหลังหนึ่งในวิทยาลัยศรีสุวัตติ์ที่ความเงียบสงัดยังคงปกคลุมอยู่ด้วยเวลายังเช้านัก
เสียงกระซิบกระซาบค่อยๆ ดังขึ้นเบาๆ จากตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย
เสียงไก่ขันลากยาวแล้วลับหายไปในแสงรางๆ ยามเช้าตรู่ เสียงม้าตัวผอมลากดึงรถขนผัก
และเสียงเกี๊ยะจีนแคระ พร้อมใจกระทบพื้นถนนลาดยางดังกุ๊บกั๊บๆ โกรกกรากๆ
กองทัพอีกาโผจากคอนกิ่งมะขามส่งเสียงอึกทึกดังลั่น
แล้วบินมุ่งสู่ทิศตะวันตกที่หมู่เมฆกลุ่มใหญ่ยังคงจับก้อนนอนขี้เซาแช่ขี้เกียจอย่างไม่รู้หนาวร้อน
สักครู่ต่อมา กลองยามประตูก็รัวขึ้นดังสนั่นแผ่แทรกอากาศสีฟ้าแห่งรุ่งอรุณ
หลังจากนั้นสรรพเสียงโหวกเหวกก็ปะทุขึ้นราวกับจีนจุดประทัดเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
บางคนเริ่มเปิดศึกกับตัวเรือดอยู่บนแคร่
โดยใช้รองเท้าที่ทำจากไม้ตีทำลายหมู่ปัจจามิตรที่แอบสูบเลือดเมื่อคืนเสียงดังโป๊กเป๊กๆ
สมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักแป้งดีดีทีสำหรับฆ่าแมลง บ้างก็รวมตัวกันก่อไฟพัดเชื้อเสียงดังพลึบๆ
บางกลุ่มที่อยู่ว่างๆ
ปลดผ้าขาวม้าจากเอวพากันรวบรวมเสื้อผ้าเอาไปซักที่ก๊อกน้ำประปาหลังหอพัก
เสียงอึกทึกครึกโครมได้ปลุกฑีฆาวุธตื่นจากหลับ เขาลุกขึ้นแล้วรวบตีนมุ้งพาดขึ้นไปข้างบน
เสร็จแล้วก็ยังคงนั่งครุ่นคิดอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าหมองๆ
ชายหนุ่มประหวัดไปคิดถึงหญิงสาวผู้ที่เมื่อเย็นวาน วิทยุได้แพร่เสียงของหล่อน
เสียงนั้นสดใสดุจแก้วทิพย์ ใกล้ๆ กับหอพัก คือฝั่งตรงข้ามถนนฟร็องซวาฟงแตน
เจ้าของบ้านหลังหนึ่งเปิดวิทยุฟังเพลงของศิลปินสาวสยามที่แสนไพเราะอ่อนหวาน เป็นเสียงนี้นี่เองที่เข้ามาปลอบประโลมขับกล่อมหัวใจฑีฆาวุธ
หัวใจซึ่งหิวกระหายในความรัก เจ้าหนุ่มน้อยฟังเนื้อความได้ไม่ชัดเจนนัก
แต่น้ำเสียงนั้นสิช่างไพเราะเพราะพริ้ง
อีกท่วงทำนองที่นิ่มนวลอ่อนละมุนนั้นได้โฉบเอาอารมณ์ของเขาล่องลอยสู่รมณียสถานแห่งวิมานสวรรค์
หนังสือที่เปิดอ่านยังคงวางทาบอยู่บนอก
เทียนบนหัวนอนเปล่งเปลวทิ้งไปเปล่าปลี้
ชายหนุ่มปล่อยให้ความคิดโบยบินไปแสนไกลด้วยหัวใจเปี่ยมสุข
ในสภาวะเช่นนี้จินตนาการได้สร้างมโนภาพของศิลปินนารีนั้น… เธอผู้นั้นคงมีรูปหน้าผุดผ่องดั่งจันทร์เพ็ญ
ดวงตาแสนสดใสภายใต้วงคิ้วเรียวยาวที่คอยป้องภัย
เส้นผมดำขลับนั้นปล่อยสยายเป็นระลอกคลื่นลงเคลียไหล่ที่ขาวนวลดั่งสีข้าวสุก
ราวกับฉากม่านที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะตกแต่งช่วงคอระหงที่คอยส่งศีรษะให้โยกไหวได้น่ายล
ดูคล้ายกับโสนยืนต้นลู่ตามแรงลมโชยขยับดอกสีเหลืองสุกอยู่พลิ้วไหว ริมฝีปากของหล่อนคงเอิบอิ่มเป็นกลีบบัวคอยเผยอเปิดปิดอวดฟันขาววับดั่งดอกมะลิลา
หล่อนคงจะอยู่ในชุดผ้าแพรเนื้อดีตัดเย็บอย่างประณีตเน้นให้เห็นสัดส่วนอรชร
และคงประดับด้วยหุ้มหูเพชรเปล่งรัศมีแพรวพราย
ฑีฆาวุธนอนฟังเสียงเพลงอยู่ในความมืด
หากแต่จินตภาพกลับแจ่มชัดราวกับว่าสตรีเลอโฉมผู้มีน้ำเสียงอ่อนหวานไพเราะนั้นกำลังยืนอยู่ตรงหน้า
นิสิตหนุ่มไม่สนใจแม้แต่น้อยนิดว่า
ภาพที่จินตนาการนี้ ธรรมชาติจะสามารถสร้างสรรค์ให้เป็นรูปร่างขึ้นมาได้จริงหรือไม่
แต่หากมีใครมาท้าพนันฑีฆาวุธก็กล้าทุ่ม ว่าจากน้ำเสียงที่ใสบริสุทธิ์ กังวาน
ไร้มลทิน ไม่แตกพร่าเช่นนี้
ไม่มีทางเป็นเสียงที่เปล่งจากสตรีผู้มีรูปร่างอัปลักษณ์ไปได้อย่างแน่นอน
ขณะที่ฝันทั้งลืมตาอยู่นั้นพลันวิทยุก็เงียบเสียงไปเฉยๆ
ทำให้เขากระวนกระวายทุรายทุรนเหลือประมาณ ฑีฆาวุธปิดหนังสือคณิตศาสตร์ลงทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำการบ้านให้จบบท
เขาหยิบเอาหนังสือกวีนิพนธ์ขึ้นมาอ่าน ชายหนุ่มจงใจเปิดไปหน้าบทกวี ‘เลอโซล’ ของ อัลเฟรด เดอ มุเซด์ เพื่อดื่มด่ำอรรถรสอีกครั้ง
สักครู่ต่อมาหลังจากดับเทียนเสร็จสรรพแล้ว
ความง่วงก็เข้าครอบงำจินตนาการของชายหนุ่มแล้วหอบลอยไปในโลกของความฝัน…..
ในเช้าวันอาทิตย์นั้น
ฑีฆาวุธยังคงนั่งอยู่บนที่นอนนานกว่าปกติ ภาพฝันขณะหลับเมื่อคืนผุดขึ้นมาในความคิด
แม้จะรู้ว่าไม่ใช่เหตุการณ์จริง และแม้จะเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ
ที่จุดประกายเจิดจ้าขึ้นชั่วครู่ยามเหมือนฟ้าแลบ
แต่ชายหนุ่มก็ยังคงครุ่นคำนึงถึงด้วยความยินดีและเจ็บปวดผสมกันไป เป็นไปได้ว่าความฝันอาจกลายมาเป็นความจริงได้
ในความฝันนั้น
รถยนต์เปิดประทุนซึ่งมีหญิงสาวยอดดวงใจเป็นคนขับ
ส่วนฑีฆาวุธนั่งแนบข้างสูดเอาโอชารสแห่งความรื่นรมย์อย่างดูดดื่มเกินจะหาถ้อยคำบรรยาย
รถยนต์คันนั้นยังคงเคลื่อนตัวไปบนถนนลาดยางที่สองข้างทางเรียงรายด้วยต้นตะเคียนสูงชะลูด
เมื่อถึงทางแยกถนนตัดกันรถยนต์ก็เลี้ยวมุ่งหน้าสู่ภูเขาที่ตอนนี้พระอาทิตย์ยามเย็นกำลังโปรยละอองทองคำทาบทาอยู่เหนือยอด
สายลมหอบเอากลิ่นหอมแห่งรุกขชาติมาลูบไล้หยอกล้อเส้นผมของหล่อน
นกเขาคู่หนึ่งตื่นเสียงรถยนต์ผวาบินเร็วรี่ขยับปีกถี่ยิบ ฑีฆาวุธใช้โอกาสนี้เอื้อมมือไปโอบลูบไล้บนไหล่โฉมฉิน
รถยนต์หยุดลงที่เชิงเขาตรงที่มีหินก้อนใหญ่ๆ
รูปร่างเป็นสัตว์ประหลาดซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์อันเกิดจากการแกะสลักโดยเม็ดฝนและสายลมอากาศธาตุ
คู่รักคู่ใหม่นั่งลงบนแท่นหินหน้าบึงน้ำใส ขณะที่พระสุริยากำลังดึงเอาแสงรัศมีของตนให้ดับลงที่ละน้อยๆ
กลีบดอกบัวแดงบานชูช่อสะพรั่งสั่นไหวช้าๆ
ด้วยแรงสุรภีโบกโบยมาแผ่วเบาอย่างทะนุถนอม ฝูงลูกครอกปลาช่อนสียังแดงพากันดำผุดดำว่ายตามช่องกอหญ้าที่ชูช่อล้อลมอวดพวงดอกสีเหลืองอ่อนประชันกับผักบุ้งดอกสีม่วงที่กำลังทอดยอดหากันอยู่สลอน
นกกระสาปีกสีชมพูจ้องตาเขม็งอยู่รอบบึงรอจิกมัจฉาชาติกินเป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนกลับคืนคอน
สักครู่ต่อมาปักษาขายาวเหล่านั้นก็บินขึ้นเป็นคู่ๆ มุ่งไปทางทิศตะวันตก
อากาศบริเวณนั้นเริ่มเย็นลงทีละน้อย
“ตะวันเจิดจ้าลับไป เหลือไว้เพียงร่มเงาอันกรุ่นหอม” (Le beau jour
n’ est plus rien que son ombre odo rante) H.deR. ฑีฆาวุธกระซิบโคลงบทโปรดของกวีชาวฝรั่งเศสที่ตัวเองอ่านจนจำได้ขึ้นใจ
ฝูงค้างคาวออกจากถ้ำผา ใช้ปีกอ่อนแหวกว่ายอากาศในความมืดแห่งราตรีกาล
มีตัวหนึ่งบินโฉบมาเฉียดหญิงสาวทำเอาหล่อนตกใจผวาเข้าหาทรวงอกชายหนุ่มเป็นที่กำบังภัย
มาถึงตรงนี้
ความฝันก็อันตรธานไป ทิ้งให้ฑีฆาวุธอยู่เดียวดาย
ความรื่นรมย์ที่มลายสิ้นนี่เองที่นำพาความกระสับกระส่ายมาสู่จิตใจอย่างเหลือประมาณ
ฑีฆาวุธ เป็นนิสิตที่ขยัน
มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ชายหนุ่มชื่นชอบทางภาษาศาสตร์ และได้เกรดดีๆ
ในวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเขมร อีกทั้งเขาได้หาซื้อพจนานุกรมฝรั่งเศส –
ไทยมาไว้เล่มหนึ่ง ทำให้มานพน้อยของเราใช้เวลาในยามว่างมุ่งมั่นศึกษาภาษาเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งภาษา
เช่นเดียวกับชาวเขมรทั่วไป
ชายหนุ่มมักชื่นชมภาษาไทยว่ามีสำเนียงไพเราะ ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มุ่งมั่นจนสามารถอ่านหนังสือภาษาไทยได้บ้างแต่ก็ยังแข็งๆ
พูดไม่คล่องนักเพราะวางน้ำหนักเสียงสูงเสียงต่ำไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตามนิสิตคนนี้กลับไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย
ในชั่วโมงเรียนวิชาเคมี หรือวิชาคณิตศาสตร์ เขาจะนั่งใจลอยไปไกล
เวลาทำข้อสอบคำตอบที่ฑีฆาวุธบรรยายไปส่วนใหญ่จะเหมือนลอกจากหนังสือ ทำให้อาจารย์หมวดวิทยาศาสตร์ต้องคอยคาดโทษและตักเตือนว่าเขาไม่เข้าใจบทเรียน
ถึงกระนั้นก็ตามชายหนุ่มก็ยังมานะพยายามและจัดระบบแบ่งเวลาอย่างจริงจัง
แม้ว่าเพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษได้ไม่นาน เขาก็สามารถพูดภาษานี้ได้บ้างแล้ว
และอ่านวารสารอเมริกันหรือนวนิยายอังกฤษเกี่ยวกับการสืบสวน การผจญภัยได้คล่องพอสมควร
เด็กหนุ่มคนนี้จะอ่านทุกอย่างจนเป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะเป็นอะไร
มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ตลอด ใครเขาจะพูดเรื่องการเมืองก็ดี
เรื่องละครเรื่องหนังก็ดี เรื่องอักษรศาสตร์ก็ดี ฑีฆาวุธสามารถแสดงความเห็น
ให้คำอธิบายด้วยประโยคที่เหมาะสม และทำให้คนฟังชื่นชมว่าเด็กคนนี้มีความคิดความอ่านลึกซึ้ง
จิตใจอ่อนโยน บรรดาเพื่อนฝูงต่างเต็มใจยอมรับนับถือ แม้แต่การได้ไปในสถานที่ใหม่ๆ
ฑีฆาวุธจะคอยสังเกตและฟังการพูดคุยสักประเดี๋ยวก็จะประเมินได้ทันทีว่า
คนเหล่านั้นมีสติปัญญาสูงส่งเท่านั้น ลึกซึ้งเท่านี้ ตัวเขาเองต้องพูดจาด้วยถ้อยคำที่เหมาะกับกาลเทศะทำให้คนเหล่านั้นเต็มใจที่จะฟัง
ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าคนที่มีกิริยาแบบไหนก็ตาม
ชายหนุ่มก็รู้จักที่จะสรรหาถ้อยคำมาพูดคุยชวนหัวได้ตลอด
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว คือ ไม่ต้องการให้ใครๆ ต้องเจ็บใจ
หรือเสียความรู้สึกอันเกิดจากเขาเป็นสาเหตุทั้งสิ้น
ฑีฆาวุธเป็นคนที่ออกจะโกรธง่ายอยู่สักหน่อย
แต่ก็รู้จักยับยั้งปาก ไม่ให้ถลำเกินเลยจนไปมีเรื่องมีราวใหญ่โต
หากเพื่อนคนใดมีมิตรจิตมิตรใจกับเขา หนุ่มน้อยผู้นี้จะรู้สึกยินดีและจดจำบุญคุณไม่รู้ลืม
แต่ถ้าใครทำเป็นเมินเฉย หยิ่งยโส หรือเห็นแก่ตัว เขาก็จะจดจำฝังใจยากจะคลายเช่นกัน
ในขณะทำกิจกรรมทางการศึกษา
ฑีฆาวุธจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่มิพักต้องให้เพื่อนเกิดความรำคาญใดๆ จากเขา
ขณะเดียวกันเขาเองก็ไม่ยอมให้เพื่อนคนไหนมาเอาเปรียบได้
ฑีฆาวุธชมชอบกวีนิพนธ์ฝรั่งเศสอย่างมาก
โดยไม่เกี่ยงว่าเป็นของโบราณหรือเขียนมาใหม่ ขอเพียงให้มีความอ่อนนุ่มชุ่มเย็น
เต็มไปด้วยความรู้สึก เขายินดีน้อมรับทั้งสิ้น นิสิตคนนี้แต่งความได้อย่างรื่นไหลหากเมื่อใดที่เป็นการบรรยายจากหัวใจจากความรู้สึก
แต่เนื้อความนั้นจะตะกุกตะกักในทันทีเมื่อต้องบรรยายถึงเรื่องราวที่น่ารันทดใจ
ในช่วงปิดเทอมชายหนุ่มมักจะเขียนจดหมายด้วยข้อความสละสลวยหลายๆ
ฉบับส่งถึงเพื่อนสนิท แต่หากเพื่อนคนนั้นได้รับแล้วนิ่งเฉยไม่ตอบกลับ
ฑีฆาวุธจะรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ
อีกอย่างหนึ่ง
เจ้าหนุ่มคนนี้ถนัดในการหยิบยกเอาบทกวีที่มีเนื้อหาเปี่ยมด้วยความรักมากล่าว
ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เขาได้มาจากการขลุกอยู่กับหนังสือ จากนวนิยาย และจากภาพยนตร์
ฑีฆาวุธเคยอ่านและประทับใจวรรณกรรมเรื่องต่างๆ เช่น “ประตูแคบ”
ของ อังเดรซิด และ “สตรีผู้น่ารัก” ของ โวดวาแยร์ (LA
PORTE ET ROITS d’Andre Gide et La BIEN aimee de Vandoer) เป็นต้น และแม้ว่าผู้แต่งบางคนไม่เชี่ยวชาญในการเลือกสรรถ้อยคำมาใช้ก็ไม่ว่าอะไรขอเพียงเนื้อหาสะดุดใจก็จะหามาอ่านจนได้
เด็กหนุ่มอ่านหนังสือคล่องมาก เร็วด้วย บางครั้งติดใจเนื้อเรื่องมากๆ
ก็สามารถอ่านหนังสือเล่มหนาพอสมควรจบได้ในคืนเดียว
ทุกบ่ายวันอาทิตย์
ฑีฆาวุธมักจะออกจากหอพักเพื่อไปดูภาพยนตร์ในโรง ชายหนุ่มจะตั้งใจดูเป็นพิเศษกับฉากที่มีบทเกี่ยวกับความรัก
ตัวอย่างเช่น ฉากที่คู่รักนั่งเรือเล่นในบึง
หรือฉอเลาะกันบนรถยนต์ที่ขับผ่านวิวทิวทัศน์อันสวยงาม
รอยยิ้มหวานชื่นจากริมฝีปากสดใสมักจะทำให้ชายหนุ่มเบิกบานใจเสียยิ่งกว่าได้ทรัพย์สินอื่นใดทั้งหมด
และเมื่อกลับมาถึงที่พักแล้ว ภาพของดาราสาวทั้งหลายที่ได้เห็นเมื่อตอนบ่าย
ก็จะผุดขึ้นมาอีกครั้งในความเพ้อฝัน โอ…สาวเจ้าผู้มีรูปโฉมโนมพรรณดุจเทพอัปสรา
ซึ่งแสดงท่วงท่าอ่อนช้อยในลีลาที่เฉิดฉันท์ราวกับนางฟ้าสวรรค์แดนพิมาน
อนุสรณ์แห่งความรักเหล่านี้นี่เองที่มาประทับอยู่ในความทรงจำของเยาวบุรุษและพาให้จิตใจของเขาลุ่มหลงอยู่ในห้วงรักอันเย้ายวนจากที่ไกล
บางครั้งในขณะที่เดินเล่น
พาให้ชายหนุ่มได้พบเห็นรูปทรงองค์เอวอันสำอางของหญิงสาว
รูปร่างสัดส่วนที่เห็นนี้ก็จะกระชากเท้าของชายหนุ่มให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างอัตโนมัติ
มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะกำลังเดินเที่ยวอยู่ในตลาด
เขารู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่
ฑีฆาวุธเงยหน้ามองขึ้นไปเห็นสาวหมวยนางหนึ่ง ผมหยิกฟู
ท่อนแขนที่อวบขาวนั้นท้าวกับขอบหน้าต่างหล่อนส่งรอยยิ้มไปยังที่ใดสักแห่ง
ซึ่งฑีฆาวุธเข้าใจไปเองว่าหล่อนยิ้มให้เขา เพียงแค่นั้นอารมณ์ความรู้สึกของเขาก็ลอยละล่องไปในความฝัน
เท้ายืนไม่ติดพื้นเสียแล้ว
อีกอย่างฑีฆาวุธไม่ชื่นชอบอีกทั้งรังเกียจด้วย
คือ การดูถูกเหยียดหยามหรือการประณามสตรีเพศ เขามีแต่ให้เกียรติอยู่เสมอ
ถึงแม้ว่าจะผิดก็ตามจะถูกก็ตาม ชายหนุ่มมีความเห็นว่าสมควรจะต้องยกย่องหญิงเขมรให้ผุดผ่องในกรอบประเพณี
หากพบเห็นสตรีนางใดประพฤติตัวผิดครรลองและจริยา
ฑีฆาวุธจะรู้สึกคับข้องใจแต่เพียงไม่นานก็สามารถหาเหตุผลมาอธิบายเพื่อยกโทษให้เสมอ
เช้าวันอาทิตย์นั้นหลังจากใช้เวลานั่งไตร่ตรอง
ทบทวนเหตุการณ์ที่ไม่ใช่เรื่องจริงอยู่นานสองนานแล้ว ฑีฆาวุธก็เข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟันหวีผม
จัดแจงแต่งตัวอย่างทะมัดทะแมง ทันทีที่พ้นออกจากโลกแห่งมายาภาพ
ชายหนุ่มดูจะกลายเป็นคนละคน เขาเป็นคนสนุกสนาน หัวเราะเริงร่าในกลุ่มเพื่อนฝูง
คนที่เห็นภาพเขาพูดคุยออกไม้ออกมืออย่างมีรสชาติเช่นตอนนี้
หากไม่รู้จักกันมาก่อนจะไม่มีใครคิดสักนิดเลยว่าเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเขาคือคนฟุ้งซ่าน
ในชั่วโมงเรียนฑีฆาวุธพยายามเอาใจใส่ไม่ให้บกพร่อง
ข้างๆ ห้องเรียนนั้นมีต้นตะโกแผ่กิ่งยื่นมาใกล้ๆ
เจ้านกกิ้งโครงเมาแดดและความสงบของธรรมชาติบินมาเกาะส่งเสียงร้องไม่หยุดปาก
เป็นเหตุให้ชายหนุ่มหวนคิดถึงบ้านเกิดขึ้นมา เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ท่ามกลางทุ่งนาห่างจากเมืองบัตดัมบองออกไปทางอำเภอมงคลบุรีกว่า
๑๐ กิโลเมตร
ฑีฆาวุธคิดถึงแปลงนาที่เคยปักดำและหว่านเพาะ
เคยวิ่งเล่นไล่จับกันใต้แสงตะวันส่อง
เสียงหัวเราะเริงร่าดังไปถึงหัวทุ่งที่ที่เคยชักชวนเพื่อนๆ กั้นคันดินวิดน้ำจับปลา
เขารู้สึกมีความสุขมากเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่กี่วันก็จะปิดเทอมภาคฤดูร้อนแล้ว
อ้า.. เราจะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดแล้วหรือนี่
บ่ายวันนั้น
ฑีฆาวุธแต่งตัวอย่างดีออกจากหอพักพร้อมกับเพื่อนๆ ไปย่านถนนมหาธานี
สักพักก็ชวนกันเข้าไปนั่งดื่มน้ำส้มในร้านอาหาร “กงซาง”
ฆ่าเวลารอโรงหนัง “เอเธนส์” เปิดฉายจะได้ซื้อตั๋วเข้าชม กลุ่มเยาวชนพูดคุยกันถึงบทบาทดารานำหญิงชายในภาพยนตร์แล้วหัวเราะอย่างมีความสุข
ฑีฆาวุธทำทีสวมบทพระเอกหนังฝรั่งออกท่าออกทางทะมัดทะแมง
เรียกเสียงหัวเราะเกรียวจากเพื่อนๆ
ไม่กี่นาทีต่อมา
เสียงออดโรงหนัง “เอเธนส์” ก็ดังขึ้น
ประตูเหล็กด้านหน้าเปิดออกทั้งสองบาน ต้อนรับผู้คนเข้าชม
ฑีฆาวุธลุกขึ้นยืนเช่นเดียวกับคนอื่นแล้วร้องว่า
“อีกแค่อาทิตย์เดียวเราจะได้หยุดตรุษจีนแล้ว”
ถึงตรงนี้ผู้เขียนใคร่ขอเปิดวงเล็บเพื่อขออภัยท่านผู้อ่านในการที่ต้องอรรถาธิบายบรรยากาศของวิทยาลัยศรีสุวัตติ์ในปี
พ.ศ. ๒๔๘๒ รวมทั้งพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของชายหนุ่มฑีฆาวุธเสียยืดยาวไปสักหน่อย
ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ง่ายต่อความเข้าใจเรื่องราวของชีวิตที่ยกมาพรรณนาครั้งนี้
No comments:
Post a Comment