๒
สักวันฝันคงกลายเป็นจริง
เมื่อคืนมีฝนมาห่าใหญ่
ฝนตกในฤดูนี้นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น
น้ำขุ่นคลักขังอยู่ตามหลุมตามบ่อทั่วท้องถนนในตัวเมืองบัตดัมบอง ฟ้าใกล้สางฑีฆาวุธนั่งรถสามล้อถีบพร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระมุ่งเป้าหมายไปยังสถานีรถไฟเพื่อเดินทางกลับกรุงพนมเปญหลังจากได้มาพักผ่อนกับครอบครัวที่บ้านโอร์ตากีในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนที่ผ่านมา
ชายหนุ่มมาอาศัยค้างบ้านญาติในตัวเมืองหนึ่งคืนเพื่อตื่นไปขื้นรถไฟได้ทันเวลา
เพราะต้องออกเดินทางแต่เช้ามืด
สามล้อคันเล็กหักเลี้ยวไปตามทางที่มุ่งสู่สถานีรถไฟ
ถนนเส้นนี้มีน้ำที่ขังตามหลุมตามบ่อเต็มอยู่ทั่วไป
เนื่องขาดการปรับปรุงซ่อมแซมมาเป็นเวลานาน พื้นถนนเป็นโคลนเหนียวหนืดเหมือนข้าวกวน
พลันนั้นมีรถเปอร์โยต์ ๔๐๒
คันหนึ่งวิ่งผ่านมาอย่างเร็วทำให้น้ำขุ่นข้นแตกกระจายไปโดนสามล้อที่คลานต้วมเตี้ยมๆ
คนถีบได้แต่ด่าสาปส่ง ขณะที่ฑีฆาวุธชำเลืองดูเลขทะเบียนรถก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นของ “เสาวรพย์“
สตรีผู้นั้นเป็นเมียคนหนึ่งในบรรดาเมียเป็นโขยงของพระยาคฑาธร
อดีตเทศาภิบาลจังหวัดบัตดัมบองในสมัยอยู่ใต้อาณาจักรสยาม ภายหลังต่อมาแผ่นดินเปลี่ยนแปร
เมืองบัตดัมบองได้กลับคืนมารวมอยู่ในอาณาจักรเขมรดั่งเดิม
คุณเสาวรพย์ได้หลบหนีภัยพร้อมกับกลุ่มเมียคนอื่นๆ ตามไปกินบุญ “ท่านเจ้าคุณ” ผู้เป็นสามีที่ประเทศไทย
โดยมีวาสนาได้รับแบ่งสมบัติเหมือนกับหญิงคนอื่น เสาวรพย์ มีบุตรสาวหนึ่งคนบุตรชายหนึ่งคนกับพระยาคฑาธร
และได้รับทรัพย์สินมรดกมากทีเดียว ตอนนี้เสาวรพย์ได้กลับมาอยู่บ้านเกิดแล้ว
โดยปลูกบ้านเป็นตึกคอนกรีตใหญ่โตโอฬารที่หมู่บ้านวัดเลียบ
เสาวรพย์ บุตรสาวและบุตรชายซึ่งชาวบัตดัมบองต่างพากันเรียกอย่างให้เกียรติว่า
“คุณ” นั้น มักเป็นคนชอบแสดงตัวโอ้อวดให้คนอื่นรู้ว่าตนเป็นคนร่ำรวยทรัพย์สมบัติ
ภายในบ้านของแกจะตกแต่งด้วยเครื่องประดับมากมายแต่ไร้รสนิยม คือมีแต่ของราคาแพงๆ
ไว้ให้คนเขาทึ่ง เช่น ขันทองคำ ผอบหมากทองคำ เป็นต้น
ขนาดตัวแกเองอายุปาเข้าห้าสิบกว่าแล้วแต่ยังแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยผ้าสีฉูดฉาด
ทาแป้งจนหน้าขาววอก ส่วนเท้าก็สวมด้วยร้องเท้าคัชชูปลายแหลมและงอนเช้ง เวลาเดินจะเชิดหน้าจนร่างแอ่นไปข้างหลังเล็กน้อย
สายตามองไปไกล กริยาเย่อหยิ่งเหมือนกับจะประกาศให้ผู้คนรู้ว่า แผ่นดินนี้
ที่ตรงนี้เคยเป็นของผัวกู มันก็ต้องเป็นของกูด้วยเหมือนกัน
ด้านเจ้าลูกชายของแกนั้นชอบนุ่งกางเกงขาบานเหมือนกระสอบเกลือ
สวมเสื้อลายสก๊อตสีน้ำเงินสลับแดงตาใหญ่ๆ วันๆ เอาแต่ขับรถเที่ยวเล่นกัดปลา ชนไก่
พอตกกลางคืนก็จะชักชวนลูกสมุนคู่ใจสองสามคนเที่ยวหาจีบสาวๆ
ส่วน “คุณหนู” ซึ่งเป็นลูกสาว ยิ่งแล้วใหญ่
ก๋ากั่นเป็นม้าดีดกะโหลก ชอบถีบจักรยานขับมอเตอร์ไซค์ แต่งเนื้อแต่งตัวเริดเป็นที่หนึ่งไม่มีสองอีกแล้วในดินแดนบัตดัมบอง
เล่นเอาคุณตะวันตก คุณตะวันออก ผู้คนที่อาศัยริมฝั่งแม่น้ำซ็องแกเวียนหัวไปตามๆ
กัน ด้วยไม่เคยพบไม่เคยเห็นผู้หญิงแก่นแก้วถึงเพียงนี้
อีกทั้งในยุคนั้นก็ไม่เคยมีธรรมเนียมที่สตรีเพศนางใดกล้าหาญขึ้นคร่อมปั่นรถจักรยานมาก่อน
ฑีฆาวุธ
มองดูรถยนต์เศรษฐีใหม่ขับผ่านเลยไปจนลับตา แล้วก้มลงมองเสื้อผ้า “เครื่องแบบ” ของตัวเองที่เปรอะเปื้อนด้วยโคลนจนเลอะ
สถานีรถไฟในยามนั้นพลุกพล่านไปด้วยผู้คนนักเดินทาง
และสิ่งของสัมภาระ ผู้คนเหล่านั้นแต่งตัวตามมีตามเกิด ไม่ค่อยจะน่าดูสักเท่าไร
นั่งปะปนอยู่กับตะข้องปลาสด ตะกร้าปลาแห้ง กระจาดปลากรอบ กองผักสด
และฝูงหมูที่เขามัดขาทั้งสี่รวบไว้ มันส่งกลิ่นอันไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
ในท่ามกลางผู้คนและสิ่งของที่แออัดยัดเยียดจนแทบจะแทรกตัวเข้าไปไม่ได้นี้
ยังมีผู้ที่แต่งตัวสไตล์ยุโรปปะปนอยู่ด้วยเก้าคนสิบคน ทำให้เป็นภาพที่ดูแปลกตา
ซึ่งไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนัก ฑีฆาวุธเหลือบไปเห็นพรรคพวกก็ยิ้มให้ เพื่อนๆ ๒-๓
คนเดินรี่เข้ามาจับไม้จับมือถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันอย่างชื่นมื่น
แล้วพูดหยอกล้อเรื่องเสื้อเปื้อนโคลนของเขา
ขณะที่เดินมุ่งไปหาพนักงานขายตั๋วนั้น
ชายหนุ่มสวนทางกับบุรุษนายหนึ่งสวม “หมวกแก๊ป” สีขาว ก้าวออกจากที่นั่นพอดี
ฑีฆาวุธนึกขึ้นได้ทันทีว่าเป็นคนขับรถของคุณเสาวรพย์ จึงชำเลืองตามองตามไป
ชายคนนั้นวางท่าโอหังด้วยว่ามีเจ้านายร่ำรวย เดินตรงเดินเปิดอกเสื้อไปที่รถซึ่งจอดริมถนนด้านเหนือ
เมื่อไปถึงก็ยื่นตั๋วรถไฟให้กับสตรีสามคนที่มองเห็นเพียงเงารางๆ นั่งอยู่ในรถ
คนรับใช้ผู้นี้วิ่งไปเปิดกระโปรงหลังดึงเอากระเป๋าหนักๆ
สองใบออกมาแล้วหิ้วเดินนำหน้าหญิงทั้งสาม ซึ่งเป็นสาวรุ่นคนหนึ่ง
และวัยกลางคนอีกสองที่ต่างก็หิ้วกระเป๋าหนังคนละใบ
ฑีฆาวุธสะดุ้งโหยงเพราะเข้าใจว่าคุณเสาวรพย์พาลูกๆ
แกไปธุระที่ไหนสักแห่ง แต่กลับไม่ใช่ แล้วคนไม่ทราบชื่อเหล่านั้นมาจากไหนกันถึงได้นั่งรถยนต์คันนี้มาขึ้นรถไฟ
ความอยากรู้นี้ทำให้ฑีฆาวุธรีบกุลีกุจอไปซื้อตั๋ว
โดยที่สายตาคอยเหลือบดูหญิงแปลกหน้าทั้งสามเป็นระยะ แต่หางตาเจ้าหนุ่มเน้นจับไปที่หญิงวัยสาวเสียมากกว่า
โอ หญิงผู้นี้ช่างดูมีความงดงามหาผู้เปรียบเทียบไม่ง่ายเลย
การแต่งเนื้อแต่งตัวก็เหมาะสมมองไม่ขัดตา ดูแล้วอายุน่าจะไม่เกิน ๑๘ ปีแน่
ใบหน้าที่ขาวเนียนนั้นมนเรียวนิดหนึ่ง รับกับเครื่องสำอางที่แต้มแต่ง ผมหยักศกเป็นระลอกห่างๆ
หวีเข้าทรงดูสง่า ริมฝีปากบางทาสีแดงอ่อน ยามโปรยยิ้มเผยให้เห็นฟันขาวเรียงกันเป็นระเบียบ
เสื้อคอเปิดสีดอกบัวมีโบคล้ายช่อดอกไม้ช่วยทำให้ดูเด่นขึ้น
และกระโปรงสีนวลยาวคลุมครึ่งแข้งโชว์น่องขาเรียวถึงข้อและปลายเท้าซึ่งซ่อนอยู่ในร้องเท้าสีน้ำตาลขัดเงาวับ
ในความฝันและละเมอเพ้อพกทั้งลืมตาครั้งนี้
ฑีฆาวุธได้จำแนกแยกแยะความงามของผู้หญิงเป็นสามประเภทแตกต่างกันไป คือ
ประเภทที่หนึ่ง หมายถึง
หญิงสาวที่งามแบบเร่าร้อน เย้ายวนชายให้กระโดดเข้าขย้ำ หรือกลืนกินประหนึ่งเหยื่อ
เป็นความงามที่เพียบเสน่ห์ดึงดูด ยั่วเย้าความรู้สึกที่รุนแรง ผู้หญิงประเภทนี้
ตามความเห็นของเจ้าหนุ่มของเราแล้วจะไม่ค่อยรู้เรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว ชอบใส่เสื้อผาสีฉูดฉาด
ใส่เพชรใส่ทองแพรวพราว และมักมีกริยามารยาทห่างไกลจากความสำรวมอีกด้วย
หากความงามแบบเร่าร้อนเป็นสิ่งที่ฉาบไว้ภายนอกแล้ว
ความงามประเภทที่สอง ก็คือ สิ่งที่ฝังลึกอยู่ภายใน คือความงามที่ค่อยๆ ฉายให้เห็น
ให้ชื่นชม ให้สรรเสริญในน้ำจิตน้ำใจไมตรี ทีละน้อยๆ สรุปความก็คือ
ผู้หญิงที่งามแบบนี้ ธรรมเนียมโบร่ำโบราณนานมาเขาเรียกว่า “งามตา”
แต่สำหรับฑีฆาวุธผู้ออกจะมีจิตใจตื้นเขินสักหน่อยจะจัดว่าเป็นความงามที่สร้างความประทับใจและการยกย่องนับถือ
เช่นเดียวกับความรู้สึกของคนทั่วไปมีต่อพี่สาว
ส่วนความงามประเภทที่สามของฑีฆาวุธ
หมายถึง ผู้หญิงที่มีกิริยาอ่อนหวาน มีรูปร่างบอบบาง
ชวนให้ผู้ชายอยากอาสาช่วยเหลือ หรือกระโดดออกมาปกป้องต่อต้านศัตรู
ไม่ว่าศัตรูนั้นจะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ตาม
คือความงามประเภทนี้นี่เองที่เขย่าหัวใจของกวีให้กลั่นออกมาซึ่งกาพย์โคลงกวีกานต์
แต่ฑีฆาวุธก็ยอมรับจุดอ่อนที่ว่า
ความงามทั้งสามประเภทนี้ไม่มีพรหมแดน หรือรั้วกำแพงกั้นแบ่งเขตกันอย่างชัดเจน
เหมือนกับความคิดจิตใจที่ถูกอารมณ์ความรู้สึกชักนำไปจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง ดังนั้น สตรีที่ประกอบด้วยความงามที่ถูกอารมณ์แห่งแรกรุ่นยุยงให้เร่าร้อนนั้น
ก็อาจแปรเปลี่ยนไปตามกาลเทศะที่แตกต่างกันไป
แล้วกลายมาเป็นคนที่น่าทะนุถนอมก็เป็นได้ แต่ถึงจะอย่างไรก็ตาม ฑีฆาวุธได้จัดให้หญิงสาวที่ไม่รู้จักคนนี้อยู่ในประเภทที่สามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นักเดินทางทั้งสามก้าวตามโชเฟอร์เข้าไปในตู้ขบวนชั้นสาม
เมื่อจัดแจงกระเป๋าวางบนชั้นเรียบร้อยแล้ว ชายคนนั้นก็ยกมือไหว้ลาสตรีทั้งสามโดย “พูดภาษาไทย” สองสามประโยค
อีกเพียง 15 นาทีรถไฟก็จะออกแล้ว ตามปกติขบวนรถชั้น 3 จะไม่ค่อยมีผู้โดยสารมากนักแต่วันนี้เต็มไปด้วยนิสิตวิทยาลัยต่างๆ
เยาวชนเหล่านี้เคารพระเบียบวินัยและรู้จักความเหมาะควร
จึงมาเบียดกันนั่งอยู่ในอีกตู้หนึ่ง คนที่เหลือก็สมัครใจพากันยืนตามระเบียงทางขึ้น
เหลือที่ให้หญิงชาวต่างชาติกลุ่มนั้นได้นั่งในที่สบายๆ
ด้านฑีฆาวุธซึ่งขึ้นมาช้ากว่าคนอื่นหาที่จะยืนหรือนั่งไม่ได้จึงตัดสินใจเดินเข้าไปในตู้ที่หญิงกลุ่มนั้นเผื่อจะพอมีที่ว่าง
ชายหนุ่มเดินเข้าไปอย่างประดักประเดิดและเขินอายกับเสื้อผ้าเปรอะโคลน
แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ มันจำเป็นแล้วนี่
ผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า
ก็ในเมื่อหญิงกลุ่มนั้นมีเงินทองมากมายแล้วทำไมต้องมาเลือกซื้อตั๋วที่นั่งชั้นสาม
ทำไมไม่เลือกชั้นสองหรือชั้นหนึ่งเสียเลยเพราะสะดวกสบายกว่ากันมาก ตรงนี้เราต้องเข้าใจว่า ที่แล้วๆ มาทุกครั้ง
ตู้ชั้นหนึ่งและชั้นสองจะมีข้าราชการฝรั่งหรือ ทหารฝรั่งเศสนั่งไม่เว้นแต่ละวัน
ซึ่งปกติชาวเอเซียยุคนั้นไม่ค่อยอยากไปยุ่งเกี่ยวกับไอ้พวกจมูกโด่งเท่าใดนัก
และผู้โดยสารที่ยังไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นผู้หญิงอีกด้วย จึงมีความรู้สึกหวาดกลัว
ไม่กล้าอยู่ใกล้บุรุษชาวยุโรป อีกอย่างหนึ่ง ที่ผ่านๆ มาชั้นสามซึ่งเป็นตู้ที่แยกขาดจากตู้อื่นนี้จะไม่ค่อยมีผู้โดยสารหนาตามากนักเพราะคนมักจะไปอัดกันอยู่ที่ชั้นสี่
รวมอยู่กับตะข้องปลา ตะกร้าผักผลไม้
เพราะฐานะความเป็นอยู่ในสมัยนั้นคนยังยากจนอยู่มาก แต่วันนี้ชั้นสามกลับแน่นอย่างผิดคาด
รถไฟเปิดหวูดยาวและกระตุกสองสามทีก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้า
หญิงสาวชะเง้อคอมองทางช่องหน้าต่างชมทิวทัศน์ ทุ่งนาที่ยังคงหลับใหลอย่างอบอุ่นใต้ผืนผ้าห่มของเมฆหมอกอยู่เลย
เห็นเงาคนตะคุ่มๆ อยู่หน้าขนำนา บ้างก็กำลังย่ำข้าวโดยผูกวัว ๔ – ๕ ตัวติดกันปล่อยให้เดินวนไปบนกองข้าว ที่ปากวัวครอบไว้ด้วยตะกร้าใบเล็กๆ
กันไม่ให้ลิ้นไปตวัดเอากอข้าว หญิงวัยกลางคนทั้งสองนั้นพูดคุยกันเจื้อยแจ้วไม่หยุดปากหยุดคำ
ขณะที่หญิงวัยสาวนั่งสงบเสงี่ยมเพราะแปลกถิ่นและไม่คุ้นเคย
เหมือนกับแม่เหล็กที่มีพลังดึงดูดเข็มทิศให้ชี้ไปยังทิศทางที่กำหนดฉันใด
ความสวยสดใสของหญิงสาวต่างชาติก็ส่งพลังดึงดูดสายตาของฑีฆาวุธให้พุ่งไปจับจ้องเช่นเดียวกัน
สักครู่เจ้าหนุ่มก็นึกถึงคำบอกเล่าของพนักงานรถไฟผู้หนึ่งที่ได้บอกกับตนว่าหากเที่ยวไหนมีผู้โดยสารชั้นใดชั้นหนึ่งอัดแน่นเกินไป
นายตรวจรถไฟสามารถจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ผู้โดยสารผู้หญิงไปนั่งชั้นสูงขึ้นที่ยังมีที่นั่งว่างได้
เมื่อนึกขึ้นได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นแยกจากกลุ่มเพื่อนเดินไต่ไปตามระเบียงเพื่อข้ามไปดูตู้ขบวนหลังซึ่งแยกออกมาเป็นชั้นที่สองและชั้นหนึ่งพบว่าตู้หมายเลขสองยังว่างอยู่
ส่วนตู้หมายเลขหนึ่งมีครอบครัวฝรั่งเศสจับจองเป็นเจ้าของอยู่แล้ว
ฑีฆาวุธจึงเอาเรื่องนี้ไปเสนอต่อนายตรวจรถไฟที่กำลังนั่งจิบกาแฟดำแกล้มปาท่องโก๋อยู่ในห้องเสบียง
เมื่อพนักงานผู้นั้นได้ฟังแล้วจึงตามชายหนุ่มไปพบหญิงชาวต่างชาติ
“ขอโทษนะคับ คุณ”
ฑีฆาวุธพูดเป็นภาษาไทยไปยังหญิงสาว “ที่ผมพูดไม่ค่อยชัด
เพราะผมไม่เก่งภาษาไทย”
หญิงทั้งสามหันหน้ามามองด้วยสายตางงๆ
แล้วตอบด้วยเสียงนุ่มนวลเป็นภาษาเดียวกันว่า
“คุณมีธุระอะไรหรือค่ะ”
ฑีฆาวุธตอบพร้อมกับชี้ไปที่พนักงานรถไฟว่า
“นายตรวจผู้นี้เขาได้อนุญาตให้คุณพร้อมทั้งผู้หญิงอีกสองคนไปนั่งที่ชั้นสองครับ
ที่นั่นนั่งได้สบายกว่า เพราะวันนี้มีนักเรียนเยอะมากครับ”
“ขอบคุณคุณมากค่ะ”
หล่อนตอบด้วยรอยยิ้มเห็นฟันขาวเรียบ “แต่ฉันว่าที่นี่ก็ดีแล้วค่ะ
เพื่อนของคุณสามารถมานั่งชั้นนี้ได้นะค่ะ ถึงจะเบียดกันสักหน่อยคงไม่เป็นไร”
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ
พวกเขาไม่กล้ามาหรอก แม้แต่ตัวผมเองก็…”
“ฉันไม่ได้คิดว่า
ตัวเองมีอำนาจอะไรถึงเพียงนั้น” หล่อนตอบด้วยรอยยิ้มพร้อมทั้งส่ายหน้าทำให้ตุ้มหูทั้งสองข้างสั่นไหวส่งประกายรัศมีระยิบระยับ
หล่อนลุกขึ้นยืนแล้วหันไปทางหญิงสองคนที่มาด้วย
“ไปกันเถอะพี่
คุณคนนี้เขาไล่เราแล้ว”
กล่าวจบหล่อนหัวเราะเบาๆ
เพื่อแสดงว่าหล่อนพูดเล่น และขอบคุณชายหนุ่มที่ช่วยเป็นธุระให้
ฑีฆาวุธช่วยยกกระเป๋าผู้โดยสารชาวต่างชาติ
แล้วเดินนำทางไปยังตู้ชั้นสองที่ยังว่าง พี่เลี้ยงสองคนนั่งติดกันบนเก้าอี้เบาะฝั่งหนึ่ง
ส่วนหญิงสาวหล่อนนั่งตรงมุมอีกฝั่งหนึ่งติดหน้าต่าง
เมื่อจัดกระเป๋าขึ้นชั้นตาข่ายสำหรับวางของเสร็จสรรพแล้ว
ฑีฆาวุธก็ขอตัวกลับไปที่เดิมของตน หญิงสาวชาวไทยขัดขึ้นด้วยใจจริงว่า
“ขอขอบคุณมากนะค่ะที่ช่วยเหลือฉัน
หากว่าคุณไม่มีความจำเป็นอะไรพิเศษหรือไม่รังเกียจพวกเราแล้วก็
นั่งอยู่ด้วยกันที่นี่ก็ได้ พวกเราเป็นนักเดินทาง ภาษาเขมรเราก็ไม่ค่อยถนัด
ไม่ทราบว่าคุณพอจะช่วยแนะนำให้พวกเราได้รู้จักบ้านเมืองที่นี่บ้างได้ไหมค่ะ”
“รังเกียจคุณหรือ
พูดอะไรอย่างนั้น ผมต่างหากเล่าที่เกรงจะทำให้คุณรังเกียจ ดูสิ ผมพูดภาษาไทยติดๆ ขัดๆ
เสียงสูงเสียงต่ำ ผิดบ้างถูกบ้าง อีกทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็ไม่น่า…”
“ไม่หรอกค่ะ
การที่คุณช่วยเอาใจใส่อาสานี้ ฉันก็รู้สึกขอบคุณไม่มีวันลืม ว่าแต่ว่า
คุณไปลื่นล้มที่ไหนมาเหรอ เสื้อผ้าใหม่ๆ เปื้อนหมดเลย”
ฑีฆาวุธ
นิ่งคิดสักพักจึงตัดสินใจพูดความจริงให้หล่อนรู้
“มีรถยนต์คันหนึ่งขับมาเหยียบขี้โคลนกระเด็นใส่ ตอนนั้นผมรู้สึกโมโหมาก
แต่ตอนนี้หายโกรธแล้ว”
“โอ้ เป็นรถที่ฉันนั่งมาสถานีรถไฟหรือเปล่านี่
ขอโทษด้วยนะค่ะ โชเฟอร์คนนั้นก็แย่จริงๆ ขับเอาเร็วเข้าว่าไม่สนใจอะไรเลย
ว่าไปแล้วบ้านที่ฉันมาอาศัยค้างด้วยนี่ ดูท่าทางหยิ่งกันทุกคน ไม่ว่านายหรือบ่าวเหมือนกันหมด
“ไม่เป็นไรครับ
เปื้อนนิดเปื้อนหน่อยเอง”
พูดจบฑีฆาวุธขยับจะถอยออกไปข้างนอก
แต่หญิงสาวก็ขัดขึ้นอีก
“อ้าว จะไปไหนหรือคะคุณ ดูนั่นสิ หมู่บ้านอะไรหรือค่ะ”
ชายหนุ่มทอดตามองไปข้างนอก
แสงอาทิตย์สาดส่องอยูเหนือสวนกล้วยสวนหมากของชาวบ้านโอร์เสลา จึงตอบคำถามไป
หล่อนยิ่งซักเพิ่มมากขึ้นทำให้ฑีฆาวุธต้องยืนติดหน้าต่างแล้วชี้แจงหรืออธิบายเรื่องราวต่างๆ
ของสถานที่และภูมิประเทศที่รถไฟแล่นผ่าน กลิ่นหอมละมุนจากกายหล่อน และความอ่อนหวาน
ความจริงใจที่ออกจากคำพูดของหล่อนทำให้ชายหนุ่มลืมจากความอับอายของสภาพเสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสมนั้นหมดสิ้น
ความเป็นกันเองและสนิทสนมกลับงอกงามขึ้น
หล่อนถามชื่อทุ่งนา
ชื่อสถานีรถไฟ ชื่อหมู่บ้าน ชื่อภูเขา ฑีหาวุธตอบตามที่เคยได้รู้มา
รถไฟยังคงแล่นไปข้างหน้า กาลเวลาก็เลื่อนไปดุจเดียวกัน แต่สองหนุ่มสาวดูเหมือนมิได้สนใจไยดีแต่อย่างใด
เก้าโมงเช้า
ขบวนรถไฟวิ่งผ่านสถานีโพธิสัตว์ เข้าสู่เขตป่าปรงยาวเหยียดนานๆ จะมีสวนยางพาราสลับอยู่บ้าง
ทิวทัศน์ข้างนอกไม่มีอะไรให้น่าดูอีกแล้ว
ชายหนุ่มจึงเชื้อเชิญหล่อนไปหาอะไรรองท้องที่ห้องเสบียง
ส่วนพี่เลี้ยงร่วมทางสองคนขอตัวไม่ไปด้วย เพราะรถกำลังวิ่งจะมีอาการเวียนศีรษะ
หญิงสาวกับชายหนุ่มจึงไปกันเพียงลำพังสองคน ทั้งสองเลือกโต๊ะที่อยู่มุมหนึ่งใกล้หน้าต่างห่างจากคนอื่นๆ
เล็กน้อย
“คุณทานอะไรดีครับ”
ฑีฆาวุธถามขณะมองเมนูอาหาร
“คุณทานอะไรฉันก็ทานด้วย”
หล่อนยิ้มนิดๆ แล้วพูดอีก
“ฉันมาบ้านคุณ ก็แล้วแต่คุณจะแนะนำคะ”
ประโยคนี้ทำให้หนุ่มเขมรและสาวไทยหัวเราะขึ้นพร้อมๆ
กัน ฑีฆาวุธให้ข้อสังเกตว่า
“น่าแปลกนะครับ
เราสองคนยังไม่รู้จักชื่อของกันเลย แต่รู้สึกไว้วางใจกันเหมือนเพื่อนที่รู้จักสนิทสนมกันมานาน
ผมต้องขอโทษที่หลงๆ ลืมๆ เช่นนี้ ผมชื่อฑีฆาวุธ เรียนอยู่ชั้นปี ๑ วิทยาลัยศรีสุวัตติ์ครับ”
เธอเปิดกระเป๋าถือหยิบเอานามบัตรใบหนึ่งยื่นให้คู่สนทนา
“อย่างที่คุณเห็นในนามบัตรแหละคะ
ฉันชื่อจันทรมณี วิจิตรกร
เป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ยังอยู่ชั้นปีต้นๆ ค่ะ
ฉันเดินทางไปกรุงพนมเปญเพื่อเยี่ยมคุณพ่อที่มาอาศัยอยู่ที่นั่น
คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อ หรือเคยรู้จักพ่อของฉันบ้างก็ได้นะ ท่านชื่อเทพโกศล วิจิตรกร อดีตร้อยเอกในกองทัพไทย
แต่ได้ลี้ภัยมาอยู่กัมพูชาภายหลังเกิดการรัฐประหารในกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ.๒๔๘๐”
“อาตี๋อ้า ลื้อจะกิงอะไรอ่ะ”
เสียงพ่อครัวชาวจีนถามขึ้น ทำเอาฑีฆาวุธสะดุ้ง
เมื่อรู้สึกตัวจากภวังค์จึงยิ้มให้หญิงสาวเจ้าแล้วหันไปสั่งเป็นภาษาเขมรว่า
“เอ่อ เอาข้าวผัดปู ไก่
ไข่ดาว 2 ที่ น้ำส้มคั้น 2 แก้ว”
ฑีฆาวุธหันมาอธิบายให้หญิงสาวฟัง
“ผมสั่งอาหารหนักๆ
สักหน่อย เพราะกว่าจะถึงพนมเปญก็คงเที่ยงวันแน่ะ ยิ่งรถไฟกระเทือนอย่างนี้ด้วยแล้วจะทำให้เรารู้สึกหิวเร็วขึ้น”
“ฉันยินดีและขอบคุณมากค่ะ”
มิตรคู่ใหม่เอี่ยมรับประทานอาหารไป
สนทนากันไป จนกระทั่งถึงสถานีตะตึงไถง ขบวนรถที่แล่นมาจากบัตดัมบองจึงหยุดเพื่อรอสับรางกับขบวนรถที่มาจากกรุงพนมเปญ
ฑีฆาวุธจึงชวนสาวไทยลงมาเดินข้างล่างเพื่อยึดเส้นยืดสายคลายจากอาการขบเมื่อย
สายตาหล่อนมองดูป่าพง
ขณะที่ปากก็พูดว่า
“ตั้งแต่จำความได้
ฉันอยากมาเห็นประเทศเขมรมาก รู้สึกชอบอยู่ในใจ วันนี้สมปรารถนาแล้ว
เพราะว่าเรามีขนบธรรมเนียมเหมือนกัน นับถือศาสนาเดียวกัน
ประเพณีและวัฒนธรรมก็เหมือนกัน เหตุนี้พ่อของฉันจึงเจาะจงเลือกกรุงพนมเปญเป็นที่ลี้ภัย”
“ผมดีใจมากที่ได้ยินว่าคุณจะมาพักที่กรุงพนมเปญ”
“เมืองหลวงนี้
คนร่วมชาติของฉันต่างชื่นชมว่าเป็นเมืองที่สวยงามมาก พ่อดิฉันได้ซื้อบ้านไว้หลังหนึ่งอยู่ด้านเหนือวัดพนม”
ประโยคตอนท้ายของหล่อนทำให้ฑีฆาวุธเข้าสู่ภวังค์อีกครั้ง
โอ…ครอบครัวของหล่อนมีฐานะ จึงมีเงินซื้อบ้านในย่านที่คนร่ำรวยเขาอยู่กัน
ส่วนครอบครัวของเราที่บ้านโอร์ตากีนั่นเล่า เป็นบ้านนอกคอกนา โอ..ความหวังที่ผลิช่อขึ้นกลางใจเมื่อครู่…
อย่าเลย…อย่าฝันไกลไปนักเลยประเดี๋ยวก็บ้าหรอก
กระทั่งรถไฟสับรางเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ฑีฆาวุธจึงชวนหล่อนกลับมานั่งที่ตู้ชั้นสองด้วยใบหน้าอันห่อเหี่ยว
มาลาดวงจิตที่เคยใฝ่ฝันถึง ตอนนี้ปรากฏโฉมอยู่ใกล้แค่คืบ แต่กลับไกลห่างกันเกินกว่าจะเอื้อมถึง
ชายหนุ่มนั่งนิ่งเงียบ ความร่าเริงจางหายไปสิ้น
แต่พยายามฝืนสติไว้เพื่อคอยตอบคำถามของหล่อน
หญิงสาวสังเกตเห็นสีหน้าของเพื่อนใหม่ดูหมองเศร้า
คิดว่าเขามีเรื่องทุกข์ร้อนหรือข้อกังวลอะไรสักอย่าง ไม่สมควรที่จะรบกวนด้วยคำถามอะไรให้มากกว่านี้
แม้ว่าจะยังมีข้อสงสัยติดอยู่ในใจ หล่อนจึงได้แต่นิ่งแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
ขณะนี้รถไฟแล่นพ้นป่าทึบมาแล้ว
หญิงสาวมองดูทิวแถวต้นตาลที่ขึ้นอยู่เป็นกลุ่มๆ ไม่นานนักรถก็ถึงสถานีโปเจ็นตง
เวลาที่จะต้องจากกันขยับใกล้เข้ามาทุกขณะ จะได้พบกันอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้
ความรู้สึกนี้พาเอาความเจ็บปวดรวดร้าวทอดเงาขึ้นบนสีหน้า
ท่านผู้อ่านซึ่งเคยรู้จักจิตใจเจ้าหนุ่มเป็นการดีแล้ว ก็จะไม่มีข้อสงสัยใดๆ กับอาการแปลกๆ
เช่นนี้อีก
ฑีฆาวุธทำลายความเงียบโดยเอ่ยกับคู่สนทนา
“คุณครับ อีกประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
เราจะถึงกรุงพนมเปญแล้ว”
พูดจบก็เอื้อมหยิบกระเป๋าลงจากหิ้งตาข่ายลงมาวางบนพื้นเพื่อให้ง่ายต่อการส่งต่อให้คนขนของ
ฝ่ายพี่เลี้ยงสูงวัยสองคนซึ่งไม่ได้พูดอะไรกับฑีฆาวุธสักคำเดียว
ก็พากันลุกขึ้นจัดข้าวของบ้าง ทางด้านหญิงสาว หล่อนเปิดกระเป๋าถือหยิบกระจกและแปรงหวีผม
ผัดหน้าด้วยแป้งบางๆ แล้วทาลิปสติกที่ริมฝีปาก กริยาอาการอ่อนโยนทั้งหมดนี้
ฑีฆาวุธมองดูไม่วางตา เพื่อที่จะจดจารึกไว้ในดวงหฤทัยมิให้ลืมเลือน
หัวรถจักรดึงสัญญาณแตรสองสามครั้งแล้วเข้าจอดสนิทเทียบชานชาลา
ในบรรดาผู้คนมากมายที่มารอรับผู้โดยสารนั้น มีบุรุษผู้หนึ่งอายุราว 40 กว่าๆ แต่งกายสไตล์ยุโรป ใบหน้าผ่องใสบ่งบอกถึงความเป็นคนมีคุณธรรม
มีความเมตตาปราณี สายตาของเขามองไปยังรถไฟจากตู้หนึ่งไปยังตู้หนึ่ง จันทรมณี
ชะเง้อหน้าผ่านช่องหน้าต่างเห็นเข้าก็ตะโกนขึ้น
“คุณพ่อขา”
แกยิ้มพรายบนใบหน้าตอบรับบุตรีซึ่งยกมือไหว้แสดงความเคารพอย่างอ่อนน้อม
ขณะเดียวกันฑีฆาวุธก็เรียกพนักงานขนของคนหนึ่งมายกสัมภาระของหล่อน เสร็จแล้วค่อยไปเก็บสัมภาระของตัวเองลงจากรถ
ชายหนุ่มทำท่าจะไปอำลาหล่อนอยู่แล้วแต่หล่อนร้องเรียกขึ้นก่อนและบอกกับพ่อว่า
“คุณพ่อค่ะ
นี่คุณฑีฆาวุธ ที่ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการเดินทางของหนูครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นหนูคงจะลำบากไม่น้อยเลยค่ะ”
อดีตนายร้อยเอกทหารไทยยิ้มให้ก่อนตรงเข้ามาจับมือชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง
“ขอบคุณหลานชายมากนะ”
แกพูดเขมรแบบแปร่งๆ
คนทั้งสามเดินออกไปข้างนอกโดยมีสาวใช้และพนักงานขนสัมภาระตามหลังไป
จันทรมณีสังเกตุเห็นว่าพ่อกำลังนึกหาถ้อยคำเขมรมาพูดอย่างยากเย็น หล่อนจึงบอกพ่อให้พูดไทยก็ได้
เพราะฑีฆาวุธเก่งภาษาไทยไม่น้อย
ได้ยินหล่อนอวดสรรพคุณแบบนี้เข้า
ฑีฆาวุธรู้สึกเขินจนหน้าแดงพลางตอบเป็นภาษาไทยว่า
“คุณไม่น่าชมกันเกินไปเลย
ผมเรียนอยู่เมืองเขมร คงพูดได้ไม่ถูกตามหลักภาษาเท่าใดดอกครับ”
“พูดได้ขนาดนี้
ถือว่าดีมากแล้ว” เทพโกศลเอ่ยขึ้น
เมื่อมาถึงรถยนต์ที่จอดอยู่
อดีตนายทหารเอ่ยชวนอย่างเต็มใจ
“หลานชายไปด้วยกันนะ
เดี๋ยวผมไปส่งถึงบ้านเลย”
“ไม่เป็นไรครับ
ผมมีเพื่อนมากันหลายคน จะทิ้งพวกเขาไปคงไม่ดีแน่”
“คุณอย่าลืมไปเยี่ยมฉันบ้างนะ
พาฉันเที่ยวด้วย เพราะฉันเป็นคนใหม่ของที่นี้ ยังไม่รู้จักที่ไหนสักแห่งเลย”
ผู้เป็นพ่อพูดเสริมลูกสาวว่า
“ต้องไปให้ได้นะครับ
บ้านผมเลขที่ ๙๒ ซุปเปอร์ไฮเวย์ อย่าลืมไปให้ได้นะ ผมไม่รู้จักใครเลยในพนมเปญ”
ฑีฆาวุธตอบรับว่า ครับ
เบาๆ แล้วก็ยกมือไหว้มิตรคนใหม่ก่อนจะเดินจากไปสองพ่อลูกได้ยื่นมือมาจับมือชายหนุ่มตามธรรมเนียมยุโรป
ฑีฆาวุธได้สัมผัสมืออันนุ่มนิ่มของหล่อน นิ้วมือนั้นเรียวยาวทาเล็บสีแดงอ่อน
นิสิตหนุ่มเดินจากไปเล็กน้อยก่อนหันไปมองรถยนต์ยี่ห้องเรโนลด์คันหนึ่งขับออกสู่ทิศเหนือ
No comments:
Post a Comment