Thursday, September 9, 2010

กุหลาบไพลิน 3

กุหลาบไพลิน
แปลจากต้นฉบับภาษาเขมร เรื่อง
ญก  แถม      เขียน
สรสาสน์       แปล

ตั้งแต่วันนั้นมา เจ้าจิตรก็ได้ทำงานเป็นกรรมกรขุดบ่ออยู่ที่บ้านของหลวงรัตนสมบัติ ถึงแม้งานจะค่อนข้างหนักแต่เจ้าจิตรก็หาได้ย่อท้อไม่ กลับยิ่งพยายามทำด้วยมานะอและทุ่มเทหัวจิตหัวใจ ไม่เคยคิดเบื่อหน่ายทั้งสิ้น ภาษิตบทที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนซึ่งเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของบิดายังดังก้องอยู่ในหูของเจ้าจิตรเสมือนกับว่ามีเทวดามาคอยกระชิบอยู่ข้างหูตลอดเวลา ด้วยความมานะบากบั่นทำงานอย่างทุ่มเทโดยไม่ย่อท้อ และด้วยอัธยาศัยน้อบน้อมเช่นนี้ ทำให้หลวงรัตนสมบัติมีใจเมตตาเด็กหนุ่มคนนี้มากยิ่งขึ้น
              หกเดือนที่เจ้าจิตรเข้ามาทำงานที่บ้านของหลวงรัตนสมบัตินี้ สภาพแวดล้อมอันดาษดื่นด้วยมวลพฤกษาลดาวัลย์ และอากาศบริสุทธิ์สดชื่นนับเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชีวิตของเจ้าจิตร แต่ที่แปลกและใหม่ยิ่งกว่านั้นก็คือ นารี เจ้านายสาวของเจ้าจิตร สตรีผู้เย่อหยิ่งและทะนงตน แม่ดอกกุหลาบแรกแย้มขจรขจายกลิ่นหอมอบอวลกลางวสันตฤดู
              เวลาที่เจ้าจิตรพักผ่อนในบ้านพักอยู่คนเดียวเงียบๆ เขามักจะประมวลเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้มาทบทวนและก็ให้สงสัยยิ่งนักว่า เหตุใดหนอเราถึงได้เพ้อฝันถึงแต่หญิงสาวผู้นี้นัก หรือว่าเรามีใจหลงรักผู้หญิงคนนี้เสียแล้ว โอ... ไม่นะ ถึงหล่อนจะมีรูปโฉมงามเด่นก็จริง แต่ท่าทางเย่อหยิ่งยโสเกินไป อีกทั้งมีสมบัติพัสถานร่ำรวยเกินกว่าที่เราจะเอื้อมมือเด็ดเอามาได้ เจ้าหัวใจเอ๋ยมีประโยชน์อันใดที่เจ้าจะไปคิดถึงหล่อน แต่ดูเหมือนว่ายิ่งพยายามข่มใจไม่ให้คิดอย่างไร ใจกลับยิ่งดื้อรั้นไปหารูปโฉมงามนั้นจนได้!!
              ในที่สุดเจ้าจิตรก็ตั้งปณิธานว่า เรานี้มันต้อยต่ำอย่าได้ฝัน มือเรานี้แสนสั้น อย่าได้ใฝ่ไปเอื้อมโอบภูผา
              ฝ่ายนารีเองก็คิดว่าคนงานคนใหม่ของหล่อนคนนี้แตกต่างไปจากคนอื่นๆ ช่างไม่รู้จักที่จะประจบประแจงเจ้านาย การพูดการจาก็ตรงไปตรงมา ไม่เกรงอกเกรงใจใครทั้งสิ้น อีกทั้งคำพูดคำจาก็ดูเหมาะดูสมทันยุคทันสมัยเสียด้วย เธอมั่นใจว่ากรรมกรหนุ่มคนนี้ต้องเคยเรียนหนังสือ เป็นผู้มีความรู้มามากพอสมควร บางครั้งเธอได้ยินเสียงชายหนุ่นครวญเพลงมีเนื้อหาท่วงทำนองกล่าวถึงความยากจนของตัวเองก็มี เพลงยุราภิรมย์ อันเป็นบทเพลงปลุกใจเยาวชนก็มี เธอจึงเชื่อมั่นว่า กรรมกรหนุ่มคนนี้ ต้องสำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ไหนสักแห่งอย่างแน่นอน
              ยามพลบค่ำวันนั้นเป็นคืนเดือนหงาย พระจันทร์ลอยเด่น แลดูแหว่งวิ่นไปเสี้ยวหนึ่งทอแสงสีนวลใยทาบทายอดพฤกษาอุ่นละมุน นารีลงมาเดินเล่นพักผ่อนคลายอารมณ์ที่ลานสวนหน้าบ้าน พร้อมด้วยหญิงรับใช้คนหนึ่ง ลานสวนนี้ปลูกด้วยหญ้าตัดแต่งเรียบดุจปูพรม เธอกวาดสายตาไล่เรื่อยไปจนถึงบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่งที่เจ้าจิตรพักอยู่ ตอนนั้นเธอมองเห็นว่าบ้านหลังนั้นมืดสนิทไร้แสงไฟ เธอจึงชวนหญิงรับใช้เดินย่องเข้าไปยืนแอบพุ่มไม้ข้างๆ หน้าต่าง พลันได้ยินเสียงคนร้องเพลงยุราภิรมย์ฟังไพเราะจับใจ
              “พวกเราคือเหล่าเยาวชน ช่างสุขเลิศล้นทั้งชายและหญิง
              เรื่องเรียนเราเรียนกันจริง ประโยชน์ทุกสิ่งเราช่วยเหลือกัน
              ให้ถึงซึ่งมิตรไมตรี  รักสามัคคีและความสมานฉันท์
              เพื่อชาติเป็นสิ่งสำคัญ ไมตรีสัมพันธ์นำสุขสันต์มา ฯลฯ..”

              ขณะนั้นแสงรัศมีพระจันทร์ส่องสาดเข้ามาทางช่องหน้าต่างและช่องประตู ทำให้หล่อนมองเห็นร่างเจ้าจิตรนอนหลับเหยียดยาวอยู่ตรงนั้นได้ชัดเจน หล่อนจึงร้องปลุกเจ้าจิตรไปสองสามคำ เจ้าจิตรสะดุ้งตื่นลุกขึ้นนั่งด้วยอาการง่วงๆ พอเห็นหน้าผู้เข้ามาปลุกชัดๆ เขาก็กระวีกระวาดเชื้อเชิญด้วยกริยานอบน้อม
              “อ้าว เชิญนั่งครับ คุณนารีเจ้าจิตรพูดพร้อมทั้งยกเก้าอี้ส่งให้แล้วพูดต่อ นับเป็นเกียรติอย่างสูงส่งที่คุณมาเยี่ยมผมวันนี้ ผมดีใจมากเลยครับ
              นารีทำหน้าบึ้งเล็กน้อยแล้วตอบว่า ใครบอกว่าฉันมาเยี่ยมนาย?”
              “อ้าว ไม่ได้มาเยี้ยมแล้วมาที่นี่มีธุระอะไรละครับ?” เจ้าจิตรถามกลับอย่างสงสัย
              หล่อนตอนกลับอย่างห้วนๆ ว่า
              ชั้นมาฟังคนร้องเพลงต่างหาก เมื่อตะกี้นี้ใครร้องยุราภิรมย์เสียงดังลั่นอยู่แถวนี้ละ
              เจ้าจิตรทำสีหน้างงๆ ก่อนถามไปว่า ยุราภิรมย์นี่เป็นอะไรครับ เป็นนกหรือว่าเป็นคน ผมไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย
              นารีโกรธเลือดขึ้นหน้าแดงเรื่อ บอกไปว่า
              นี่นายเซ่อ ยุราภิรมย์นะเป็นชื่อเพลง ฉันอยากรู้ว่าเมื่อตะกี้นะใครร้อง
              “เอ ไม่มีใครร้องนี่ครับ ผมไม่รู้เรื่องเลย และตัวผมเองก็ร้องเพลงไม่เป็นเสียด้วยสิครับ อย่าว่าแต่เพลงยุราภิรมย์ซึ่งเป็นทำนองสมัยใหม่เลย แค่เพลงสักวา เพลงเรือที่เขาร้องกันมาทุกปีนั่น ผมยังร้องไม่เป็นกับเขาสักประโยคเลย
              “อย่าทำเป็นไก๋ ชั้นได้ยินเสียงร้องมาจากบ้านหลังนี้แหละ และบ้านนี้ก็มีแต่นายคนเดียวจริงไหม?”
              “จริงครับ มีแค่ผมอยู่คนเดียวจริงๆ แต่ผมไม่ได้เป็นคนร้องนะครับ
              “นายร้องอยู่ปาวๆ ยังจะมีหน้ามาเถียงอีกนารีทำเสียงแข็ง
              เจ้าจิตรหัวเราะร่วนแล้วพูดว่า ก็ผมบอกแล้วไงว่าผมร้องเพลงไม่เป็น ยังจะบังคับให้ร้องอีก คุณนารีครับ ถ้าผมร้องเป็นนะ ผมจะร้องให้คุณฟังเดี๋ยวนี้เลย
              นารีโกรธจัด ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า คนแบบนี้พูดภาษาคนไม่รู้ฟัง
              “อ้าว ถ้าไม่รู้ฟัง ทำไมถึงพูดตอบโต้กันได้ละ?”
              “หยุดเลย หยุดเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องพูดอีกแล้ว รำคาญหล่อนยกมือห้ามแล้วขยับจะลงจากบ้านนั้นไปอย่างฉุนเฉียว แต่เจ้าจิตรขอร้องไว้
              “พุทโธ่ คุณนารีครับ คุณจะรีบไปไหนละครับ
              “ไปนอน!” หล่อนตอบอย่างมะนาวไม่มีน้ำ
              “คุณอย่าเพิ่งรีบdกลับไปเลยนะครับ คุณจะทอดทิ้งสภาพธรรมชาติที่แสนงดงามตระการตา ในตอนนี้ไปได้ลงคอหรือครับ
              “ฉันชอบธรรมชาติสวยๆ งามๆ แบบนี้อยู่แล้ว แต่เกลียดคนบ้าๆ บอๆ
              “ที่นี่ไม่มีคนบ้าหรอกคุณเจ้าจิตรขึ้เกียจต่อล้อต่อเถียงต่อไปอีกจึงเปลี่ยนมาพูดดีว่า
              เอาเถอะครับ เราไม่ควรโต้เถียงกันอีกเลย ผมขอเชิญคุณไปนั่งที่สวนดีกว่า สนทนากันไปชื่นชมธรรมชาติสวยๆ ที่หาได้ยากกันดีกว่า
              ไม่รู้มีอำนาจอะไรมาสะกดพาให้หล่อนทำตามคำพูดเชื้อเชิญของเจ้าจิตร หล่อนก้าวเดินนำหน้าอย่างว่าง่ายไปนั่งบนม้านั่งยาวใต้เงาจำปีต้นหนึ่ง พร้อมด้วยสาวใช้ของหล่อน ส่วนเจ้าจิตรก็นั่งบนพื้นหญ้าข้างม้านั่งยาวตัวนั้น แหงนหน้ามองไปยังพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่รายรอบไปด้วยดวงดาวดาษดาเกินกว่าจะคณานับ
              “คุณชอบแสงจันทร์ไหมครับ?” เจ้าจิตรพูดขึ้น
              “ชอบเหมือนกันค่ะ
              เจ้าจิตรพูดด้วยถ้อยคำอ่อนหวานว่า
              คุณนารีว่าจริงไหมที่ธรรมชาติเป็นเหมือนโอสถมหัศจรรย์ สามารถปลอบประโลมอารมณ์คนเราให้เบิกบานได้ แสงนวลของดวงจันทร์ สายลมรำเพย และกลิ่นหอมอบอวลของมวลดอกไม้นานาพันธุ์ สามารถทำให้ความคิดจิตใจคนเรารู้สึกสดชื่นแจ่มใสได้อย่างประหลาด
              หล่อนนั่งฟังถ้อยยคำของเจ้าจิตรด้วยจิตใจที่ล่องลอย หล่อนคิดว่ากรรมกรหนุ่มคนนี้ผิดแปลกไปจากคนอื่นๆ คำพูดทุกคำของเขาประกอบไปด้วยสำนวนโวหารที่น่าฟัง ดูไม่น่าจะเป็นคนที่ด้อยวิชาความรู้แน่นอน
              นารีนิ่งเงียบอยู่สักครู่ เจ้าจิตรจึงพูดขึ้นต่อว่า
              เวลาคุณอยู่คนเดียวท่ามกลางธรรมชาติเช่นนี้ คุณเคยรู้สึกคิดถึงญาติมิตรอันเป็นที่รักที่อยู่ห่างกันบ้างไหมครับ
              “ก็เคยรู้สึกเหมือนกันค่ะ จิตร
              “ผมก็เคยรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน และมันฝังแน่นอยู่ในใจยู่ผมตลอดเวลาจิตรพูดต่อ เอ้อ คุณนารีครับ ตั้งแต่ผมมาอาศัยอยู่ที่บ้านคุณนี่ ผมไม่เคยเห็นคุณแม่ของคุณเลยสักครั้งเลยครับ
              “ฉันไม่มีแม่หรอกค่ะจิตร
              “เอ๊ะ! ประหลาดมาก ถ้าคุณไม่มีแม่แล้วคุณเกิดมาได้อย่างไร
              “เอ นายนี่ อย่ายั่วโมโหสิ ที่บอกว่าไม่มีแม่นี่ หมายถึงว่าแม่เสียชีวิตไปแล้ว เข้าใจหรือยัง
              “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง เข้าใจแล้วครับ แต่ถึงอย่างไรคุณก็ยังโชคดีกว่าผมอยู่มาก
              “แม่ของคุณก็เสียไปแล้วด้วยหรือนารีถาม
              เจ้าจิตรทำหน้าเศร้าแล้วว่า คุณยังดีกว่าผมที่มีพ่ออยู่คอยดูแล ส่วนผมนั้นไม่มีทั้งพ่อทั้งแม่
              ตอนนี้นารีสังเกตเห็นใบหน้าเจ้าจิตรเศร้าไปถนัดตา
              เจ้าจิตรค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหน้าหล่อนแล้วกล่าวต่อ
              ถ้าหากคุณตกอยู่ในสภาพอย่างผม แถมยังเป็นผู้หญิงอีกด้วยแล้ว คุณคิดว่าการชีวิตต้องต่อกับความลำบากและยากจนแต่เพียงลำพังเช่นนี้ มันจะมีรสชาดเช่นใด? แต่ผมเป็นผู้ชาย และเข้มแข็งพอที่จะอดทนต่อสู้ความยากลำบากเหล่านี้ได้ ผมมันชินเสียแล้วกับความลำบาก เชื่อไหมบางครั้งอดข้าวทั้งวันก็ยังเคย
              นารีนั่งนิ่งเงียบคอยฟังเจ้าจิตรเล่า แต่ในใจนั้นนึกสงสารเห็นใจเจ้าจิตรเป็นยิ่งนัก และคิดจิตนาการตามไปว่าถ้าตัวเองต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้บ้าง จะลำบากสักเพียงไหนหนอ
              “จิตรมาอยู่ที่นี่แล้วพอจะสบายขึ้นบ้างหรือเปล่าละหล่อนพูดเบาๆ และน้ำเสียงอ่อนลงกว่าตอนต้นมาก
              เจ้าจิตรจ้องดูตานารีแล้วยิ้มพรายผมดีขึ้นเยอะเลยครับคุณนารี ตั้งแต่ผมมาอาศัยอยู่ในบ้านของคุณนี่ผมสบายขึ้นเยอะ ไม่ต้องกลัวว่าจะอดข้าวตาย หากไพลินยังมีเมตตาต่อผมเช่นนี้ตลอดไป ผมจะขอฝากร่างฝังไว้ที่นี่อย่างแน่นอน
              อากาศที่ไพลินโดยปกติแล้วจะเย็นกว่าที่เมืองช็องแก พระตะบองมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นช่วงฤดูหนาวอย่างในตอนนี้ด้วยแล้ว ยิ่งหนาวหนักขึ้นไปอีก เสียงน้ำค้างหยดร่วงจากใบไม้ดังไม่ขาดสาย พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวดวงนั้นคล้อยลับไปในเหลี่ยมเขา ลมหนาวเริ่มพัดแรงขึ้นๆ นำความหนาวเหน็บไปเขย่าขั้วหัวใจสาวหนุ่มทั้งสองนั้น
              เจ้าจิตรค่อยๆ ลุกยืนขึ้นเหม่อมองผืนฟ้าด้วยท่าทางเศร้าสร้อยแล้วเอ่ยขึ้นว่า
              คืนนี้ดึกมากแล้วครับคุณนารี เชิญคุณกลับขึ้นบ้านเถอะครับ ฤทธิ์ของน้ำค้างและลมหนาวอย่างนี้ สามารถทำให้คุณเป็นหวัดหรือล้มป่วยลงได้นะครับ
              นารีลุกขึ้นและเดินเข้าบ้านอย่างว่าง่ายเหมือนเด็กๆ ที่เชื่อฟังคำสั่งสอน หล่อนมานึกสงสัยในใจว่ากรรมกรคนนี้มีอำนาจอะไรหนอถึงสามารถสั่งให้เรายอมทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามบัญชาของเขาได้ แต่หล่อนก็เข้าใจได้ว่าถ้าหากยังคงตากน้ำค้างอยู่อีกต่อไปก็จะทำให้ป่วยใข้ หรือเป็นหวัดได้จริงๆ
              จนรุ่งเช้าเจ้าจิตรแบกจอบออกไปทำงานขุดพลอยที่บ่อด้านตะวันออกเหมือนเคยปฏิบัติมาทุกๆ วัน โดยเดินผ่านหน้าบ้านหลังใหญ่หลังนั้นไป จึงเห็นว่านารีและหลวงรัตนสมบัตินั่งอยู่ในรถยนต์ยี่ห้อเรโนลต์ ซึ่งเป็นรถที่ใช้สำหรับไปซื้อของที่ตลาดช็องแก ตาสนคนขับรถกำลังพยายามสตาร์ทเครื่องจนเหงื่อแตกพลั่กเครื่องยนต์ก็ยังไม่ยอมติด จนเวลาล่วงไปนานหลวงรัตนสมบัติจึงร้องถามขึ้น
              “ตาสน เครื่องยนต์มันจะติดไหมนี่
              ตาสนส่ายศีรษะขณะใช้ผ้าขาวม้าปาดเหงื่อบนในหน้าก่อนตอบว่า
              ไม่ติดแน่แล้วขอรับ กระผมถอดเครื่องออกล้างทำความสะอาดตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว แต่ไม่รู้เป็นอย่างไรเช้าขึ้นมาก็ทำเรื่องอีกจนได้
              เจ้าจิตรเดินเข้ามาจนใกล้ยกมือไหว้หลวงรัตนสมบัติก่อนถามขึ้น
              “ประทานโทษครับท่าน ไม่ทราบว่าท่านจะไปไหนหรือครับ
              “ฉันว่าจะไปรับคุณปลัดที่เมืองซ็องแกสักหน่อย แต่ว่าเจ้ารถยนต์มันไม่เป็นใจเสียแล้ววะเจ้าจิตรคุณหลวงตอบ
              นารีเหลือบมองเจ้าจิตรแวบหนึ่งเห็นสีหน้าสดชื่นกว่าทุกวัน ดูท่าทางสง่างามผิดไปจากกรรมกรทั่วๆ ไป
              “ป๋าค่ะ เราจะไปกันได้ไหมคะนี่นารีถามอย่างกังวล
              “ขอผมลองดูเครื่องยนต์สักหน่อยนะครับ เผื่อว่ามันอาจจะติดก็ได้เจ้าจิตรขออาสา แล้วก็เปิดฝากระโปรงรถดูเครื่องยนต์ ตรวจดูอยู่สักครู่ก็ยิ้มออกมาก่อนจะพูดว่า โอ้ท่านครับ มันเป็นที่ตรงนี้เอง ลองสตาร์ทอีกทีสิครับ ติดแน่นอนแล้วบอกให้ตาสนลองติดเครื่อง
              ตาสนสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง เครื่องยนต์คำรามกระหึ่มขึ้นในทันที ทุกคนยิ้มอย่างดีใจ ตาสนตบไหล่เจ้าจิตรแล้วออกปากชม
              เก่งจริงๆ ไอ้หลานชาย
              “เจ้าจิตรนี่เก่งจริงๆหลวงรัตนสมบัติก็ออกปากชมด้วยความดีใจแล้วถามเจ้าจิตรว่า
              ไปเรียนมาจากไหนละ แล้วทำไมต้องปิดบังความรู้ด้วย
              เจ้าจิตรเองก็ดีใจไม่น้อย ค้อมตัวตอบท่านว่า หามิได้ครับ ไม่ได้เรียนมาจากไหนเลยครับเพียงแต่เคยขับรถยนต์มาบ้างเลยพอแก้ไขได้กับเครื่องที่ขัดข้องเล็กๆ น้อยๆ นะครับ
              ตอบแล้วเจ้าจิตรก็คว้าจอบแบกขึ้นบ่าเตรียมออกไปทำงาน
              ฝ่ายตาสนพอได้ยินเจ้าจิตรพูดว่าเคยขับรถยนต์มาบ้าง ก็นึกขึ้นได้ว่าเมียเพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อเช้านี้ และตัวเองยังไม่ได้ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ก็ต้องรีบมาขับรถส่งคุณหลวงไปซ็องแก แกจึงขออนุญาตท่านว่า
              “ท่านขอรับ วันนี้กระผมมีธุระสำคัญ คือว่าเมียของกระผมเพิ่งจะกลับมาบ้านเมื่อสักครู่นี้เอง ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย ตอนเที่ยงเขาก็จะไปแล้ว กระผมจึงขออนุญาตท่านให้เจ้าจิตรขับรถแทนสักครั้งนะขอรับ
              หลวงรัตนสมบัติเงียบไปพักหนึ่งแล้วหันไปถามเจ้าจิตร
              จิตร เธอขับรถแทนตาสนสักวันได้ไหมละ
              เจ้าจิตรหันไปมองตาสนพบสายตาวิงวอนจึงตอบว่า
              ผมขับแทนได้ครับ
              ตาสนดีใจยิ่งนักโผไปจับมือเจ้าจิตรเขย่า
              ขอบใจมากหลานชาย ขอให้หลานชายประสบแต่โชคดีมีความสุขมากๆแล้วแกหันมายกมือไหว้หลวงรัตนสมบัติก่อนจะเดินออกไป
              เจ้าจิตรเอาเครื่องมือทำงานกลับไปเก็บ และเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดกรรมกรเป็นชุดพนักงานขับรถขึ้นขับรถออกจากที่นั่นอย่างคล่องแคล่วอย่างคนรู้งานดี และไม่มีปัญหาใดๆ ในระหว่างทางจนมาถึงอำเภอช็องแก พระตะบอง
              สองพ่อลูกลงจากรถเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งข้างที่ว่าการอำเภอ ประมาณครึ่งชั่วโมงจึงเห็นนารีเดินลงมา เจ้าจิตรถามขึ้นอย่างสุภาพ
              “จะกลับเลยหรือเปล่าครับ
              “ยังหรอกหล่อนตอบห้วนๆ แล้วว่า จิตรต้องไปซื้อของที่ตลาดกับฉันเดี๋ยวนี้ นั่นตะกร้า หิ้วไปด้วย
              เจ้าจิตรรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยหิ้วตะกร้าเดินตามผู้หญิงคนไหนสักครั้ง แต่ครั้งนี้จำเป็นต้องเดินตามเพราะเธอเป็นนายจ้างของตน ให้เงินเดือนตน ให้บ้านพักอาศัยให้งานทำ ด้วยเหตุนี้ต่อให้รู้สึกอับอายอย่างไรก็ต้องทำตามคำสั่งไปก่อน เจ้าจิตรข่มความอายไว้แล้วคว้าตะกร้าเดินดุ่ยตามหลังนายจ้างสาวผู้เลอโฉมนั้นไป
              “จิตรไปต่อราคาซื้อปลาช่อนตัวโตๆ สักสองตัวเอาไปต้มทำน้ำพริกนะ ดูซิว่าเขาขายเท่าไร เลือกเอาตัวอ้วนๆ สักหน่อยนะนารีสั่ง
              “อย่าให้ผมไปซื้อเลยครับคุณเจ้าจิตรพูดเชิงปฏิเสธ และพูดต่อไปว่า
              ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยเดินตลาดซื้อผักซื้อปลามาก่อนเลย กลัวว่าคุณจะตำหนิเอาได้ว่าซื้อของแพงเกินไป ความจริงผมต่อราคาไม่เป็นเลยครับ
              “ไม่เป็นไรหรอก ไปถามเลยเดี๋ยวฉันจะต่อรองราคาเองนารีกล่าว
              “คุณก็ไปต่อราคาซื้อเองเลยไม่ดีหรือครับ
              นารีหน้าแดงนิดหนึ่ง แล้วเดินดุ่มไปซื้อปลาด้วยด้วยตัวเอง ส่วนจิตรถือตะกร้าเดินตามหลัง เมื่อซื้อได้ปลาช่อนสองตัวแล้ว หล่อนพาเดินซื้อของอย่างอื่นต่อ หล่อนนึกโกรธกับความดื้อรั้นขัดขืนของเจ้าจิตรอยู่ จึงแกล้งเดินออกจากร้านหนึ่งเข้าร้านหนึ่งวกไปวนมา ขึ้นๆ ลงๆ และซื้อของมากมายกายกอง จนเจ้าจิตรแทบหิ้วไปไม่ไหว ใจหนึ่งก็นึกอยากหัวเราะที่เห็นจิตรถือของเต็มมือทั้งสองข้าง ทั้งหิ้วทั้งหนีบพะรุงพะรัง อีกทั้งหล่อนแกล้งเดินวนอยู่หลายรอบจึงค่อยวกกลับไปยังรถยนต์
              เจ้าจิตรโยนสิ่งของขึ้นรถ นารีเห็นเช่นนั้นจึงดุขึ้น
              “อ้าว นายแกล้งโยนของเฉียดหัวชั้นนี่
              “ขอโทษครับ มันหนักเหลือเกิน แต่ผมวางมันลงบนพื้นรถนะครับเจ้าจิตรตอบ
              “ระวังหน่อยสิ แล้วก็อย่าเดินเก้งก้างอย่างนั้น
              เจ้าจิตรได้ยินก็หัวเราะหึๆ ทำเป็นไม่สนใจในอาการบึ้งตึงของเจ้านายสาวคนนั้น
              ทั้งสองต่างนั่งเงียบไม่พูดไม่จากันสักคำ สักพักจึงเห็นหลวงรัตนสมบัติมาถึงที่จอดรถพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ใบหน้าเรียวสวมหมวกสีขาว สวมเสื้อเชิ้ต เอาชายเสื้อเข้าในกางเกงสีกากีคาดเข็มขัด สวมรองเท้าหนังสีแดงถุงเท้าขาว
              จิตรแค่เหลือบไปเห็นชายหนุ่มคนนั้นก็ให้รู้สึกขัดข้องใจ ไม่ยินดีแม้น้อยนิด
              หลวงรัตนสมบัติพูดว่า เราเห็นจะต้องรีบไป ชักช้าไม่ได้แล้วละ เพราะไม่ได้นำปืนติดมาด้วย กลัวจะมีโจรปล้นระหว่างทาง
              นารีหันไปส่งยิ้มหวานเมื่อชายหนุ่มคนนั้นก้าวขึ้นมาบนรถ และถามว่า
              “คุณปลัดพกปืนมาด้วยหรือเปล่าค่ะ
              เจ้าจิตรรำพึงเบาๆ ในลำคอ ไอ้หมอนี่เองหรือปลัดอำเภอซ็องแก ท่าทางแบบนี้ดูไม่น่าไว้ใจ ที่นั่งออกกว้างไม่ยอมนั่ง กลับไปกระแซะนั่งเบียดคุณนารีอยู่ได้
              ปลัดใช้มือตบเอวก่อนตอบ คุณนารีไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ผมพกปืนสั้นมาด้วยกระบอกหนึ่ง
              หลวงรัตนสมบัติหัวเราะแล้วว่า มีกระบอกเดียวเท่านี้ก็พอแล้วคุณปลัดแล้วหันไปบอกเจ้าจิตรว่า ออกรถได้เลยจิตร ไปกันตอนนี้ประมาณสี่โมงกว่าๆ นั่นแหละจะถึงบ้านเรา
              เจ้าจิตรติดเครื่องรถตามคำสั่ง แล้วขึ้นขับรถออกไปตามถนนมุ่งสู่ไพลันที่เต็มไปด้วยนาไร่ สวนผักตลอดแนว พอผ่านพ้นหมู่บ้านสำเภา บ้านสตึงไปแล้วก็มีแต่ป่าพฤกษาลดาวัลย์ และภูเขาน้อยใหญ่เต็มไปหมด ทางก็ยิ่งขรุขระมากขึ้น พื้นถนนสูงๆ ต่ำๆ คดเคี้ยวตลอดเส้นทาง
              ทุกครั้งที่เจ้าจิตรเหลือบมองไปด้านหลัง ก็จะเห็นปลัดอำเภอพูดจาหยอกล้อสนุกสนานอยู่กับนารี เจ้าจิตรรู้สึกโมโหมากขึ้น บวกกับความหงุดหงิดจากเหตุการณ์ไปซื้อปลาที่ตลาดนั่นอีกด้วยแล้ว จึงแกล้งหักพวงมาลัยให้รถตกลงไปในหลุมตื้นๆ ขอบถนน เครื่องยนต์ร้องคำรามดังก้องป่า แล้วก็นิ่งสนิทอยู่ตรงนั้นเอง
              เจ้าจิตรเหลือบมองด้านหลังพบว่าสายตาทุกคู่จ้องมาที่ตนเป็นจุดเดียว ปลัดอำเภอพลัดตกจากที่นั่ง หลวงรัตนสมบัติกำลังใช้มือคลำศีรษะที่กระแทกกับหลังคารถ นารีเอียงกระเท่เร่จะตกจากรถอยู่แล้วดีแต่ว่าคว้าพนักพิงได้ทัน
              “ระยำจริงๆ ขับรถประสาอะไรวะปลัดตวาด
              นารีหยัดร่างขึ้นแล้วตำหนิ
              จิตร ขับรถไม่เป็นหรือไง
              เจ้าจิตร หันไปทางหลวงรัตนสมบัติ กล่าวกับท่านว่า
              ขอประทานโทษด้วยครับท่าน ถ้าหากว่าผมไม่หักพวงมาลัยลงหลุม เห็นทีว่าล้อหน้าด้านขวาจะต้องชนตอไม้นั่นแน่ๆ เลย และจะยิ่งทำให้เสียเวลามากกว่าตกหลุมเสียอีก
              ท่านพยักหน้ารับทำนองว่าเห็นด้วยเช่นนั้น เจ้าจิตรหันมามองข้างหลังก็ปะทะเข้ากับสายค้อนประหลับประเหลือกอยู่หลายครั้งหลายหนของนารี
              รถยนต์ยังคงขับต่อไปได้ตามปกติ แต่นารีสังเกตเห็นและเข้าใจถึงความคิดของเจ้าจิตรแล้วว่าครั้งใดที่หล่อนทำตัวสนิทสนมกับปลัดอำเภอรถยนต์เป็นต้องโคลงเคลงหาเรื่องตกหลุมหรือขับออกนอกทางทุกครั้งจนหล่อนแทบไม่กล้าพูดคุยกับปลัดอีกต่อไป ตั้งแต่นั้นมาหล่อนเริ่มรู้ตัวว่าเจ้าจิตรคิดอย่างไรต่อเธอ
              เมื่อรถยนต์ขันพ้นเขตป่าหวายไปได้สักพัก เครื่องยนต์เกิดสะดุดและดับลงในที่สุด เจ้าจิตรกระโดดลงไปเปิดฝากกระโปรงดูเครื่องยนต์แล้วทำหน้าเบ้ปากเบี้ยว ผู้โดยสารทั้งหมดมีท่าทีกังวลอย่างเห็นได้ชัด หลวงรัตนสมบัติซึ่งวิตกมากกว่าใครลงจากรถไปถามเจ้าจิตรว่า
              “เป็นอย่างไรบ้าง จะไปต่อได้หรือเปล่า พอจะแก้ไขได้หรือไม่
              เจ้าจิตรส่ายหน้าอย่างหมดหวัง แล้วตอบไปว่า
              ขับต่อไปไม่ได้แน่ครับ เป็นตรงจุดสำคัญเสียด้วยและผมก็แก้ไขไม่ได้ ต้องไปหาอาหลั่ยมาเปลี่ยนถึงจะแก้ได้
              “คราวนี้เสร็จแน่นารีเอ่ยขึ้นแล้วเอนหลังพิงเบาะรถอย่างหมดแรง
              ปลัดลงจากรถมายืนตรงหน้าเจ้าจิตรแล้วพูดว่า แกขับรถประสาอะไรกันวะ รถพังหมด
              “ผมก็ขับเหมือนมนุษย์ทั่วไปเขาขับนั่นแหละ คุณก็เห็นอยู่กับตาแล้วนี่เจ้าจิตรตอบแบบไม่เกรงใจ
              ปลัดกัดฟันก่อนพูดต่อ
              ถ้าแกไม่ขับให้ตกหลุมเมื่อกี้นี้ รถคงไม่พังอย่างนี้หรอก
              “คุณคิดว่าผมแกล้งขับให้รถตกหลุมหรือไง
              “ก็ถนนออกกว้าง ทำไมไม่ขับให้มันดีๆ ตรงตามถนนละ ทำไมต้องแกล้งขับให้ตกหลุมด้วย
              “คุณจะว่าอย่างไรก็ได้ แต่ผมไม่ได้แกล้งให้มันตกหลุมนี่
              “ระวังคำพูดไว้เถอะ
              “ผมพูดความจริงนี่ครับ
              “ทำไมแกถึงจองหองนัก แกมันก็แค่ลูกจ้างเขาไม่ใช่หรือ
              เจ้าจิตรหัวเราะเยาะนิดหนึ่งแล้วว่า
              ผมเป็นลูกจ้างก็จริง แต่ไม่ได้เป็นลูกจ้างคุณปลัดนี่
              หลวงรัตนสมบัติรู้สึกรำคาญกับการโต้เถียงกันจึงเข้าไปห้ามปราม
              เลิกเถียงกันได้แล้วคุณปลัด การโต้เถียงกันในตอนนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอก
              “แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีหละถึงจะกลับบ้านได้นารีถามขึ้นด้วยวิตกกังวลอย่างหนัก
              “นั่นนะสิ ป๋าก็คิดไม่ออกเหมือนกันคุณหลวงบอก
              เจ้าจิตรเดินเข้าไปหาหลวงรัตนสมบัติ แล้วเสนอความเห็นว่า
              เราคงต้องรออยู่ที่นี่จนกว่าจะมีรถยนต์ใครขับผ่านมา และถ้าหากไม่มีรถผ่านมาก็คงต้องนอนค้างอยู่ที่นี่สักหนึ่งคืน เพราะถ้าเดินเท้าออกไปเห็นทีดึกดื่นเที่ยงคืนกว่าจะถึงบ้าน
              คุณหลวงถอนหายใจ
              นารีถามบิดาด้วยความวิตก
              เราต้องนอนค้างในป่านี้หนึ่งคืนจริงหรือค่ะป๋า
              หลวงรัตนสมบัติพยักหน้า
              ลูกเห็นไหมนี่มันบ่ายสี่โมงกว่าแล้ว หรือว่าลูกจะลองเดินไปก็ตามใจ
              นารีส่ายหน้า
              ไม่เอาหรอกค่ะป๋า กว่าจะเดินไปถึงลูกคงจะตายกลางทางเสียก่อนเป็นแน่
              เจ้าจิตรหัวเราะขึ้นนารีหันไปจ้องหน้าแล้วถาม
              นายหัวเราะทำไม
              เจ้าจิตรกลั้นอารมณ์ขันให้เป็นปกติก่อนตอบว่า
              ผมหัวเราะเจ้ากระรอกป่าโน่น ดูรึกระโดดจากต้นสมอไปต้นมะยมป่า แต่ดันคว้ากิ่งไม้ไม่ทัน พลาดพลัดตกลงมาถึงพื้นแน่ะ มันน่าหัวเราะไหมละ
              “คนเขากำลังเครียดๆ กันอยู่ นายกลับหัวเราะสบายใจ นารีต่อว่า
              “ที่ผมหัวเราะนี่ก็เพราะเจ้าสัตว์ตัวนั้นมีถึง 4 ขายังรู้จักพลาดพลั้งตกลงมาเสียได้ จิตรให้เหตุผล
              หล่อนไม่ต่อปากต่อคำว่ากระไรได้แต่แสดงอาการไม่พอใจ ซึ่งหล่อนก็แสดงให้เห็นจนเป็นปกติอยู่แล้วจนเจ้าจิตรรู้ถึงนิสัยแบบนี้ของหล่อนเป็นอย่างดีจึงไม่วิตกทุกข์ร้อนอะไร แต่กลับเห็นว่าผู้หญิงนี่ถ้าไม่แสดงอาการเจ้าแง่แสนงอนเสียบ้างก็คงไม่น่าดูสักเท่าไรเพียงแต่อย่างอนจนเกินงามก็แล้วกัน
              ส่วนนารีรำพึงในใจตัวเองว่าลูกจ้างหนุ่มคนนี้แตกต่างจากลูกจ้างรายอื่นๆ ท่าทางทรนง แถมคำพูดคำจาก็ใช้ถ้อยคำอย่างไม่เกรงอกเกรงใจใคร แต่ก็ฟังดูมีเหตุมีผล หล่อนจึงยอมเต็มใจพูดคุยและโต้เถียงในเรื่องต่างๆ ด้วย
              ปลัดอำเภอเดินอ้อมมายืนข้างๆ นารีแล้วถามขึ้น ทำไมคุณนารีต้องไปพูดต่อล้อต่อเถียงกับไอ้เด็กหนุ่มคนนั้นด้วยละครับ
              “ใครบอกคุณละว่าฉันชอบพูดต่อล้อต่อเถียงกับเขา
              “ก็ผมเห็นกับตา และยังเห็นว่ามันเถียงคุณฉอดๆ ต้อนเสียจนคุณจนมุม ขนาดนี้แล้วคุณก็ยังไปเถียงมันอีก มันก็แค่เด็กอวดดีที่ไม่รู้อะไรควรไม่ควร คุณลองพิจารณาดูมันให้ดีๆ ซิ
              “ใช่คะนารีพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วว่า
              กรรมกรผู้นี้ดูอวดดีอยู่บ้างก็จริง แต่ขยันทำงานมาก
              “สงสัยมันเพิ่งจะเข้ามาทำงานใหม่ผมถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ปลัดสงสัย
              “ใช่ค่ะ เขาเพิ่งมาอยู่ใหม่สัก ๖ เดือนกว่าเห็นจะได้ พ่อของฉันให้ความเมตตาสงสารเพราะเห็นว่าเป็นคนกำพร้าพ่อแม่ จึงมอบหมายให้ทำงานขุดบ่อด้านตะวันออกที่เพิ่งจะเปิดใหม่
              พูดคุยกันได้เท่านี้ ก็ได้ยินเสียงหลวงรัตนสมบัติร้องเรียกนารีเพื่อบอกว่า
              ลูกนารี จัดแจงหุงหาอาหารเถอะ พ่อรู้สึกหิวแล้ว เออ บอกให้เจ้าจิตรไปหาเก็บฟืนมาด้วย
              เจ้าจิตรเข้ามาใกล้ๆ แล้วถามขึ้น
              คุณจะให้ผมช่วยทำอะไรบ้างก็เชิญสั่งการได้เลยครับ
              “ไปหาก้อนหินมาสามก้อน แล้วก็หาเก็บฟืนมาก่อไฟด้วยแล้วหล่อนหันไปสั่งปลัดว่า
              คุณปลัดค่ะ รบกวนช่วยหยิบเอาเนื้อกระป๋องมาให้ฉันสองกระป๋องกับถั่วลันเตาด้วยค่ะ
              ชายหนุ่มทั้งสองคนก็ปฏิบัติตามคำของหญิงสาวอย่างแข็งขัน
              เจ้าจิตรได้ก้อนหินเล็กๆ มาสามก้อนนำมาวางเรียงเป็นมุมสามเส้าแล้วไปเก็บฟืนมาก่อไฟลุกโชนขึ้น
              “คุณจะให้ผมทำอะไรต่อครับเจ้าจิตรถามหล่อนเมื่อก่อไฟติดแล้ว
              “ทอดปลา ผัดเนื้อใส่ถั่วลันเตา อ้อ เราไม่มีกระทะนะ จิตรจะต้องหากระทะมาด้วย นารีสั่ง
              “เอ คุณครับ ที่นี่ไม่ใช่ตลาดซ็องแกนะครับ แล้วจะให้ผมไปหากระทะที่ไหนมาให้คุณละ
              หล่อนถอนหายใจแล้วบอกว่า เอ๊ะ เป็นผู้ชายอกสามศอกเสียเปล่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉันเพียงแต่บอกให้ไปหาภาชนะอะไรก็ได้ที่มันเป็นหลุมๆ มาพอได้ทอดได้ผัดก็พอแล้ว
              “อ๋อ แค่นี้เองหรือครับเจ้าจิตรยิ้มร่าแล้ววิ่งไปยังรถยนต์ยกเบาะรองนั่งขึ้นมองหาอะไรสักอย่าง เห็นมีจานแสตนเลสบุบบู้บี้ใบหนึ่งจึงยกขึ้นโชว์นารี
              แบบนี้ใช้ได้ไหมครับ?”
              ตั้งแต่เจ้าจิตรมาอาศัยที่บ้านนารี หล่อนไม่เคยยิ้มให้เขาเลยสักครั้ง หากแต่ตอนนี้หล่อนยิ้มตอบตอบคำถามเขาเป็นครั้งแรก
              เมื่อล้างจานใบนั้นสะอาดแล้ว เจ้าจิตรก็วางบนเตาเฉพาะกิจนั้น
              นารีเทน้ำมันหมูลงบนจาน เจ้าจิตรใช้ใบตาลพัดกระพือไฟให้แรงขึ้นจนไฟลุกวาบหล่อนจึงบอกให้เลิกพัด
              “อ้าวคุณ จะทานแต่กับเปล่าๆ หรือไงถึงไม่หุงข้าว?” เจ้าจิตรถามหล่อนเพราะเห็นว่ายังไม่หุงข้าว
              “โอ จริงๆ ด้วยจิตร ฉันลืมเสียสนิทเลย แล้วเราจะหาหม้อที่ไหนมาหุงข้าวกันละหล่อนพูดจบก็จ้องหน้าเจ้าจิตรเป็นทีให้ช่วยคิดอ่าน
              เจ้าจิตรรู้ความหมายก็วิ่งไปที่รถยนต์อีกครั้งหนึ่ง ค้นได้กระป๋องใบใหญ่ใบหนึ่งเปิดฝาหยิบสิ่งของข้างในออกหมดแล้ววิ่งกลับมาหานารี
              “แบบนี้ใช้ได้ไหมครับคุณ?”
              อีกครั้งที่นารียิ้มรับเจ้าจิตร ยิ้มครั้งนี้ออกมาจากใจบริสุทธิ์ไม่มีเสแสร้งแม้น้อยนิด และก็ครั้งนี้เช่นกันที่เจ้าจิตรพบว่านารีเจ้านายสาวของเขานั้นมีรอยยิ้มที่มีเสน่ห์และอ่อนหวานที่สุด
              “น่าจะใช้การได้นะจิตรนารีตอบด้วยน้ำเสียงปกติ เอ้อ แล้วเราจะเอาน้ำที่ไหนมาหุงข้าวละคราวนี้
              “ไม่มีปัญหาครับ ให้พนักงานอย่างผมจัดการรับรองคุณไม่ผิดหวังแน่ว่าแล้วก็ไปเปิดท่อน้ำในรถน้ำไหลออกมาจนเต็มกระป๋อง จึงนำมาให้นารี
              คุณหลวงออกปากชมมาจากในรถยนต์ว่า
              ฉลาดดีนี่นา นี่ถ้าไม่ได้เจ้าจิตรมาด้วยละก็ เห็นทีต้องอดข้าวกันทุกๆ คนแน่เลย
              ฝ่ายคุณปลัดขอรับอาสาเป็นคนหุงข้าวเพราะเริ่มจะรู้ตัวว่าตัวเองเสียคะแนนให้เจ้าจิตรไปมากแล้ว การอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้ช่วยงานอะไรเลยรอให้ข้าวสุกเพื่อจะได้กินนั้น คงจะไม่เป็นการดีแน่ๆ
              ต่อจากนั้นเจ้าจิตรก็ไม่ได้ช่วยทำอะไรอีกจนกระทั่งข้าวสุกจึงจัดแจงตักข้าวใส่จาน ปลาทอดและผัดเนื้อนำไปส่งให้หลวงรัตนสมบัติ ส่วนตัวเองและนารีตักใส่ใบไม้ ขณะที่ปลัดอำเภอตักใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้ห่อของมาจากตลาดช็องแก

กุหลาบไพลิน 2

กุหลาบไพลิน
แปลจากต้นฉบับภาษาเขมร เรื่อง
ญก  แถม      เขียน
สรสาสน์       แปล

ลังจากได้จดหมายฝากฝังจากหมอแล้ว เจ้าจิตรก็จัดแจงเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า เตรียมสัมภาระเดินทางเสร็จสรรพแล้วจึงเข้านอนพักผ่อนด้วยความเบิกบานใจอย่างเหลือล้น คืนนั้นแทบนอนไม่หลับทั้งคืน ตีห้าจวนแจ้งนาฬิกาจากตลาดตีโมงๆ เสียงชัดเจนดังมาถึงบ้าน เจ้าจิตรลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา แต่งเนื้อแต่งตัวหิ้วกระเป๋าสัมภาระลงเรือนเดินมุ่งสู่ตลาดเพื่อขึ้นรถโดยสารสายพระตะบอง-ไพลิน
              เจ้าจิตรซื้อตั๋วที่นั่งเรียบร้อย นั่งรอเวลารถออกจากท่าตลาดเมืองพระตะบอง จนกระทั่งเวลาล่วงหกโมงเช้า รถยนต์จึงเริ่มเคลื่อนตัวมุ่งไปทางทิศใต้ ผ่านตลาดภาษีสุราเลี้ยวขวาไปทิศตะวันตกตามถนนมุ่งสู่ไพลิน เจ้าจิตรนั่งมองภูมิประเทศสองข้างทางรู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจอย่างประหลาด คิดถึงพ่อที่เพิ่งเสียชีวิตขึ้นมาครั้งใดน้ำตาพาลไหลออกมาเสียเฉยๆ พยายามกลั้นน้ำตามิให้หลั่งเพื่อไม่ให้คนอื่นเขาเกิดความสงสัยในตน และพยายามกลบเกลื่อนโดยพูดจาสนุกสนานกับผู้โดยสารที่นั่งข้างเคียงไปตลอด
              ระยะทางขึ้นไปเมืองไพลินไม่ไกลจากพระตะบองมากนักก็จริง แต่เส้นทางนั้นแสนจะขรุขระและคดเคี้ยว รถโดยสารต้องวิ่งขึ้นภูเขาอีกทั้งต้องขับเลี้ยวไปเลี้ยวมากว่าจะถึงไพลิน ต่อให้พยายามเพียงใดก็คงไม่เร็วเท่ากับขับทางเรียบอย่างแน่นอน
              เจ้าจิตรมองดูทัศนียภาพสองข้างทางที่เต็มไปด้วยเทือกสวนไร่นา แปลงพืชผัก และบ้านเรือนผู้คนตั้งอยู่เป็นหย่อมๆ ทิ้งระยะกันไป จนกระทั่งเข้าสู่เขตไพลิน สภาพรอบข้างมีแต่ป่าไพรแมกไม้เถาวัลย์ ภูเขาลูกแล้วลูกเล่ารับช่วงกันเป็นทอดๆ ฝูงสัตว์ป่ามากมายทั้งปักษีปักษา สัตว์จตุบาทหลากชนิดที่อาศัยอยู่ตามป่าครึ้ม เจ้าจิตรแลดูหมู่มวลสัตว์เหล่านั้นยิ่งทำให้ใจหวนคิดถึงพ่อขึ้นมาอย่างทับทวี จนแทบจะกลั้นไม่อยู่
              รถยนต์โดยสารแล่นลัดเลาะผ่านผืนป่าและภูเขามาหลายทอด กระทั่งเวลา ๑๑ นาฬิกา ตะวันตรงศีรษะ จึงมาถึงตลาดไพลินอย่างปลอดภัย เจ้าจิตรลงจากรถได้ก็เที่ยวเดินสอบถามหาบ้านหลวงรัตนสมบัติไปเรื่อยๆ มีชาวพม่าคนหนึ่งที่ตลาดแห่งนั้นชี้มือบอกว่าบ้านหลวงรัตนสมบัติอยู่ห่างจากตลาดนี้ไปประมาณ ๕๐๐ เมตร อยู่ติดถนนทางด้านเหนือบนซุ้มประตูหน้าบ้านจะมีป้ายเขียนติดไว้ว่า คฤหาสน์รัตนสมบัติเดินไปเถอะเดี๋ยวก็เจอเองแหละ
              เจ้าจิตรจึงเดินไปตามคำบอกของชาวพม่าคนนั้น จนไปหยุดยืนลังเลอยู่หน้าบ้านที่มีป้ายตามที่บอก สักพักมีกรรมกรคนหนึ่งออกจากบ้านนั้นมาถามว่า
              “มาหาใคร
              เจ้าจิตรสะดุ้งตกใจเพราะกำลังยืนสำรวจดูบริเวณโดยรอบอยู่เพลินๆ พอหันมาก็พบชายผิวดำคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ จึงตอบไปว่า
              “ผมมาหาคุณหลวงรัตนสมบัติครับ ตอนนี้ท่านอยู่หรือเปล่า
              “ท่านอยู่ในบ้านชายคนนั้นตอบ ถ้าอยากพบท่านก็เชิญตามผมมา
              ชายคนนั้นเดินนำหน้าเจ้าจิตรขึ้นไปบนบ้านแล้วหายเข้าไปในห้อง สักครู่มีชายผมหงอกคนหนึ่งเดินออกมาบุคลิกดูสง่า นุ่งโสร่งผ้าไหม สวมเสื้อลำลอง อย่างคนอยู่กับบ้านทั่วไป คำแรกที่พูดกับเจ้าจิตรดังนี้
              “หลานชายมาจากไหนรึ ต้องการพบฉันมีธุระอะไรหละ
              เจ้าจิตรสังเกตรู้ได้ทันทีว่าคนนี้แหละที่ใครๆ เรียกกันว่าหลวงรัตนสมบัติคนที่ตนต้องการพบ จึงรีบลดตัวลงจากเก้าอี้ น้อมกายไหว้ให้ความเคารพอย่างเหมาะควร
              หลวงรัตนสมบัติ เป็นพ่อค้าพลอยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของเมืองไพลิน ท่านนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว เจ้าจิตรสังเกตจากบุคลิกของท่านก็รู้ว่าเป็นคนมีอัธยาศัยดี มีจิตเมตตาน่าเคารพนับถือจริงๆ
              “หามิได้ครับเจ้าจิตรตอบอย่างนอบน้อม คุณหมอสะอาดได้ฝากจดหมายฉบับหนึ่งมาให้ท่านครับ
              “หมอสะอาดหลานชายฉันนะหรือ ท่านพูดพร้อมทั้งยิ้มแย้มตามลักษณะที่เป็นคนมีจิตใจเบิกบาน แล้วถามว่า จดหมายฉบับนั้นอยู่ไหนละ
              เจ้าจิตรล้วงไปในกระเป๋าหยิบจดหมายฉบับนั้นส่งให้ คุณหลวงรับไปเปิดอ่านด้วยความดีใจเมื่ออ่านจบจึงหันมาพินิจดูลักษณะของเจ้าจิตรอีกครั้ง
              “หลานชายนะหรือชื่อเจ้าจิตรที่หมอสะอาดส่งมาให้ฉัน
              “ใช่ครับผมเอง
              “อืมหลานชายจะทำงานอย่างนี้ไหวหรือ งานของฉันมันหนักมากนะต้องขุดดินวันละ ๕ - ๖ ชั่วโมงกว่าจะเสร็จสิ้น รูปร่างผอมบางอย่างหลานชายนี่ฉันว่าทำได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ได้หนีกลับบ้านแล้ว
              “คนอื่นเขาอดทนทำได้อย่างไรผมก็ต้องทำได้เหมือนกันครับ ขอท่านอย่าได้กังวลไปเลยเจ้าจิตรยืนยันอย่างหนักแน่น ประโยคนี้ทำให้หลวงรัตนสมบัติพึงพอใจเป็นอย่างมาก เจ้าจิตรพูดต่อไปว่า
              “ท่านครับ คนเราเกิดมาบนโลกใบนี้ไม่ควรเลือกแต่งานเบาหรืองานสบาย ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย ตราบใดที่ผมยังมีกำลังอยู่ผมจะทำงานตราบนั้น ไม่ว่างานจะหนักหรือเบาก็ตาม
              “เธอพูดอย่างนี้ถูกต้องทีเดียวหลวงรัตนสมบัติกล่าวชมแล้วว่า เอาหละ ถ้าอย่างนั้นฉันมีงานเยอะแยะสำหรับคนที่จะอยากทำ ตอนนี้บ่อด้านตะวันออก เพิ่งสั่งให้เขาเริ่มขุดหาพลอยมีค่าบ่อหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าฉันจะส่งเธอไปทำงานที่นั่น ทำงานครั้งแรกนี้ฉันจะตั้งเงินเดือนให้เธอ ๓๐ เรียลไปก่อน แต่เธออาจจะได้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้นอีก ถ้าหมั่นเอาใจใส่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและมีผลงานเรียบร้อยดี
              เจ้าจิตรน้อมศีรษะเห็นด้วยอย่างเคารพ
              ขณะนั้นมีเสียงฝีเท้าดังจากชั้นล่างขึ้นมาบนบ้าน พร้อมทั้งเสียงเล็กๆ ดังแว่วมาจากข้างหลังเจ้าจิตร เจ้าจิตรหันไปมองก็ปะทะเข้ากับสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมาพอดี เป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแพรวพราวน่าหลงไหลเสน่หา เจ้าของนั้นมีทีท่าออกหยิ่งๆ เล็กน้อย ท่าทางเจ้าแง่แสนงอน ผิวพรรณขาวผุดผ่อง ใบหน้ากลมมนเหมือนวงพระจันทร์ ถ้อยสำเนียงกังวานใสดุจเสียงระฆังเงิน ท่วงท่าเดินแช่มช้อยราวดอกดุหลาบต้องลมพลิ้วไหวอยู่กลางสวนปานนั้น โอ! งามใดไหนจะปาน นี่เรากำลังหลับฝันอยู่หรือไร?
              กว่าเจ้าจิตรจะตื่นจากตะลึงเลิกจ้องมองหล่อนก็ต่อเมื่อหลวงรัตนสมบัติร้องเรียกลูกสาวให้ขึ้นมาบนบ้าน
              “มานี่ซิ นารี วันนี้ป๋าได้คนงานมาใหม่อีกคนแล้ว
              หญิงสาวชื่อนารี ก้าวขาขึ้นบันไดทีละขั้นๆ ตาจ้องมองเจ้าจิตรด้วยท่าทางหยิ่งยโสนิดๆ ตามวิสัยหญิงสาวรูปสวย แล้วถามพ่อว่า ป๋าค่ะ นี่หรือค่ะลูกจ้างคนใหม่ของเรา
              หลวงรัตนสมบัติพยักหน้ารับ หันไปพูดกับเจ้าจิตรว่าเออ เจ้าจิตร นี่นารีลูกสาวคนเดียวของฉัน
              เจ้าจิตรยกมือไหว้ ส่วนนารีผงกศีรษะรับไหว้ด้วยกิริยาหยิ่งๆ ตามนิสัยของหล่อน
              นารีจ้องมองกรรมกรคนใหม่ของพ่อตั้งแต่ศีรษะจนจรดปลายเท้า มองแล้วมองอีก ในที่สุดก็ออกปากว่า กรรมกรคนนี้ผอมอย่างกับพวกขี้ยา จะมีแรงขุดดินไหวหรือค่ะป๋า
              ถูกหญิงสาวพูดสบประมาทซึ่งๆ หน้าอย่างนั้นเจ้าจิตรรู้สึกขุ่นเคืองยิ่งนัก ชำเลืองดูหล่อนด้วยหางตานิดหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า
              “คนซึ่อใช่จะว่าเป็นคนโง่หรอกครับ และเช่นกันคนผอมก็ใช่ว่าจะเป็นคนอ่อนแอเสมอไป เห็นผอมๆ อย่างนี้มีแรงพอๆ กับคนอ้วนนั่นแหละ เพียงแต่ไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังอุดมสมบูรณ์เท่านั้นแหละ
              นารีทำหน้าบึ้งโมโหขึ้นมาทันใด ด้วยคิดไม่ถึงว่าเจ้าจิตรจะกล้าต่อปากต่อคำถึงเพียงนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนในบ้านหลังนี้หาญกล้าพูดจาเล่นสำนวนโวหารกับหล่อน
          คุณหลวงเห็นลูกสาวโกรธอย่างนั้นจึงรีบพูดตัดบทว่า เอาละ เจ้าจิตรพอแค่นี้ก่อนนะ เธอเพิ่งมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยหายเพลียก่อนเถิด

กุหลาบไพลิน 1

กุหลาบไพลิน
แปลจากต้นฉบับภาษาเขมร เรื่อง
ญก  แถม      เขียน
สรสาสน์       แปล


รานั้น พระสุริยเทวบุตรทรงประทับเหนือวิมานผลึกแก้วแพรวพราย อันเป็นราชรถพระที่นั่งเทียมด้วยม้าอาชาไนยหนึ่งพัน ทรงประทักษิณาเขาพระสิเนรุราช จากทิศบูรพายาตราสู่ประจิมทิศตามจักรราศีแห่งสุริยจักรวาล ลุถึงกำหนดจึงเลี้ยวพระราชรถเข้าหลบเหลี่ยมมหาบรรพตา รังสีพระสุริยาก็เบาบางย่างสู่ย่ำสนธยา ราตรีนั้นเป็นคืนข้างขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง ปีจอ พ.. ๒๔๗๐ พระจันทราเทวบุตรก็เสด็จขึ้นประทับเหนือราชรถพระที่นั่งวิมานเงิน ทรงเคลื่อนออกจากบูรพาทิศทอรัศมีสีเงินยวงทาบทาพื้นพสุธาถ้วนทั่ว ดูเหมือนพระจันทราจะเจตนาเมียงมองและส่งยิ้มพริ้มพรายมุ่งหมายยังยอดหลังคาเคหสถานหลังหนึ่ง ณ เบื้องตะวันตกตลาดสวายเปา ซึ่งเป็นตลาดสดใจกลางเมืองพระตะบอง
              เคหสถานนั้น เป็นบ้านหลังเก่าๆ มุงกระเบื้องหลังคายกสองชั้น ฝาไม้กระดาน พื้นปูไม้กระดาน เสากลม หน้าจั่วจำหลักไม้เป็นรูปราหูอมจันทร์ ใต้รูปภาพนั้นสลักด้วยอักษรตัวใหญ่ว่า ศิริพงษ์ เป็นบ้านทรงเขมรแบบโบราณที่ยังพอมีหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้
              ขณะนั้น แสงรังสีดวงจันทราได้ส่องลอดช่องหน้าต่างเข้ามา ลมเย็นพัดแผ่วเบา เย็นพอเหมาะ ภายในเคหสถานนั้นมีตะเกียงน้ำมันก๊าดเล็กๆ ดวงหนึ่งแขวนไว้กับข้างฝาไม้กระดาน สว่างพอให้มองเห็นชายชราคนหนึ่ง ร่างกายซูบผอมราวกับไร้เลือดเนื้อ มีแต่หนังหุ้มกระดูก นอนแข็งทื่ออยู่กลางห้องโล่งๆ ข้างกายชายชรานั้นมีเด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านหนึ่งคนนั่งคอยปรนนิบัติดูแลรักษาไข้ของชายชราซึ่งเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของตนต่อเนื่องมาเป็นคืนที่สามแล้ว
              คนป่วยอาการหนักนอนซมบนที่นอนผู้นี้ชื่อว่า จึมแกกำลังจะตกเป็นเหยื่ออันโอชะของโรคชรานานๆ จะถอนหายใจยาวๆ สักครั้ง แกพยายามลืมตากวาดมองไปทั่วบริเวณห้อง และสายตาทั้งคู่ของแกมาหยุดนิ่งจับที่ใบหน้าเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัวแก ชายหนุ่มนั้นชื่อ เจ้าจิตรเป็นลูกผูกดวงใจ ที่จะเป็นผู้สืบทอดเชื้อสายวงศ์ตระกูลของแกต่อไปในอนาคต แกพยายามยิ้มอย่างหมองหม่น ออกแรงพูดด้วยเสียงสั่นและแหบพร่า
              “จิตรลูกรักของพ่อ นี่ก็ดึกดื่นมากแล้วยังไม่เข้านอนอีกหรือ ไปสิลูก ไปหลับไปนอนเสียเถอะตาจึมคะยั้นคะยอให้ลูกเข้านอนด้วยหวั่นเกรงว่าลูกจะอ่อนเพลียจนล้มป่วยไปอีกคน
              เจ้าจิตรส่ายศีรษะไปมาเป็นการปฏิเสธ สีหน้าบ่งบอกถึงความรักความห่วงใยและความสงสารบิดา ก่อนจะตอบว่า
              “ผมยังไม่ง่วงหรอกครับพ่อ เออ ดูเหมือนว่าพ่อยังไม่ได้กินยาบำรุงกำลังนี่นา คุณหมอกำชับไว้ว่าพ่อต้องกินยาให้ได้นะครับ
              “ยาหรือลูกตาจึมพูดดังอยู่ในลำคอทำนองประชดประชันยาขนานนี้ เพราะแกรู้ดีว่ายานั้นหาได้มีสรรพคุณวิเศษใดแม้น้อยนิด แล้วพูดต่อ โอ...ลูกเอ๋ย ยาพวกนี้พ่อกินมานักแล้ว ไม่เห็นมีสรรพคุณอะไรที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยให้ทุเลาเบาบางลงบ้างเลย โรคแบบนี้พ่อรู้ดีว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย อำนาจอิทธิฤทธิ์ของยาตอนนี้ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าน้ำทะเลดอก
              เจ้าจิตรยังไม่ทันได้กล่าวตอบพ่อ ก็มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้องวางกระเป๋าแล้วนั่งลงข้างๆ คนไข้ก่อนจะถามขึ้น วันนี้เป็นอย่างไรบ้างละตา อาการดีขึ้นบ้างไหมครับ
              “โอ้...พุทโธ่ๆตาจึมอุทานอย่างคนตกใจเมื่อได้ยินเสียงหมอถามตนเช่นนั้น แกพูดต่อว่า โอ...คุณหมอ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่ทันเห็นว่าคุณหมอนั่งอยู่ตรงนี้เจ้าจิตรได้ยินพ่อพูดเช่นนั้น น้ำตาก็ไหลซึมด้วยความสงสารพ่อจับใจ หันไปมองดูหน้าหมอผู้ชำนาญการรักษา หมอก็ส่ายหน้าอย่างหมดหวัง กระซิบบอกข้างหูเจ้าจิตรเบาๆ ว่า
              “คงไม่พ้นคืนนี้หรอก
              ตาจึมพูดทีละคำทั้งหอบ ริมฝีปากซีดสั่นระริก พยายามพูดต่อไป
              “ผมคงมีชีวิตรอดอยู่ไม่ถึงได้เห็นแสงตะวันยามเช้าของพรุ่งนี้ดอก ผมเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรเลย เพราะมรณธรรมเป็นสภาวะปกติที่มนุษย์ทุกรูปนามต้องประสบ จะหลบเลี่ยงหลีกหนีให้พ้นไปหาได้ไม่ อันสังขารและร่างกายนี้ ผมหาได้นึกห่วงเสียดายเท่าใดดอก ตายแล้วจะไปเกิดเป็นอะไรก็สุดแท้แต่ยถากรรมเถิดแล้วหันไปสั่งลูกว่า
              “จิตรลูกรักของพ่อ เมื่อพ่อสิ้นอายุขัยลงชีวิตของลูกคงต้องล่องลอยไร้เสาหลักเกาะยึดพึ่งพิง เหมือนดั่งขอนไม้ที่ลอยอยู่กลางทะเลฉะนั้น
              เจ้าจิตรตีบตันในลำคอพูดอะไรไม่ออก มีแต่น้ำตาไหลรินอาบหน้า ก้มลงกราบแทบเท้าพ่อ ส่วนหมอต้องเบือนหน้าไปทางหน้าต่างแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
              ตาจึมพูดไปหอบไป
              “เอาหละ จิตรลูกรักของพ่อ เมื่อพ่อตายไปแล้วขอให้จดจำคำสอนของพ่อไว้เถิดว่า สิ่งที่มนุษย์โลกยึดถือว่าเป็นสิ่งมีค่าสูงส่งนั้น คือการทำตัวให้มีคุณค่าในทางที่ดีงาม การมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นนั้น ใครๆ เขาไม่เหลือบตามอง การเป็นอยู่เช่นนั้นไม่ได้นำมาซึ่งความสุขสบายหรอก แต่ตอนนี้ลูกเอ๋ย พ่อจะบอกเจ้าว่าควรทำอย่างไรถึงจะนำความเจริญเหล่านั้นมาให้คงจะไม่ได้ดอก เพียงขอให้เจ้าหมั่นนึกถึงพุทธสุภาษิตบทที่ว่า อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เท่านั้นให้เนืองๆ เถอะ
              “ลูกเอ๋ย ถ้อยความนี้มีนัยว่า ท่านไม่ได้สอนเราให้คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนจนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวหรือเลิกพึ่งคนอื่น หรือไม่ยอมให้คนอื่นพึ่งพาเราก็หาไม่ พุทธภาษิตบทนี้สอนเราให้รู้จักมานะพยายาม ขวนขวายสร้างเนื้อสร้างตัวของตนให้เจริญ ให้มีที่ยืนที่มั่นคงด้วยวิชาสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และสุขภาพพลานามัย นั่นแหละที่จะทำให้เราสามารถอยู่ในสังคมมนุษย์ได้อย่างมีคุณค่า และสามารถสร้างอรรถประโยชน์ คุณประโยชน์ต่อสังคมให้รุ่งเรืองได้อีกด้วย ลูกก็รู้ดีอยู่แล้วว่าคนเราเกิดมาในโลกใบนี้ ไม่มีผู้ใดอยู่ได้แต่เพียงลำพัง ต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันตลอดเวลา ลูกต้องรู้และต้องหมั่นบำเพ็ญกิจของตนเพื่อตัวเอง เพื่อสังคม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
              หมอพูดแทรกขึ้นว่า คุณตาครับ อย่าด่วนสิ้นหวังไปก่อนสิครับ อันโรคของคุณตาที่ดูว่าหนักหนาสาหัสนี้ ก็น่าจะยังไม่เป็นอะไรมากหรอก ยังมีหวังที่จะหายดีได้อยู่
              “หายดีหรือครับคุณหมอ ไม่มีทางหายดีได้ดอก มีแต่ทางตายเท่านั้นตาจึมพูดกับหมออย่างขมขื่น ภายในเช้าพรุ่งนี้ คืนนี้ หรือเดี๋ยวนี้ ตอนใดตอนหนึ่งเท่านั้นเอง
              ตาจึมเว้นระยะนิดหนึ่งแล้วเริ่มพูดต่อไปอีกว่า
              “นี่แน่ะ จิตรลูกรัก พ่อนี้ยากจนนัก ไม่มีทรัพย์สินมรดกเหลือไว้ให้ลูกแม้แต่น้อย เมื่อพ่อตายไปแล้วมีแต่ซากศพกับคำสั่งเสียทิ้งเอาไว้ อันวิญญาณขันธ์ของพ่อนั้นจะได้รับความสุขเกษมศานติ์ในภพหน้าหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับลูกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพ่อทั้งหมดนี้ ซึ่งเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของพ่อ อีกอย่างหนึ่งวิชาความรู้ที่พ่อส่งเสียให้ลูกได้เล่าเรียนกระทั่งสำเร็จมา คือมรดกที่มีค่าอย่างหนึ่ง โอ ตั้งแต่วันนี้ไปพ่อหมดโอกาสที่จะช่วยเหลือดูแลลูกอีกแล้ว
              เมื่อได้ฟังคำสั่งเสียของพ่อครบถ้วนแล้ว เจ้าจิตรก็ยิ่งน้ำตาไหลพรากด้วยใจอาลัยอาวรณ์และสงสารพ่อเป็นที่สุด พยายามพูดทั้งสะอึกสะอื้นว่า
              “พ่อครับ คำสั่งสอนของพ่อทุกคำ ผมจะจดจำไว้ในหัวใจ และจะปฏิบัติตามคำสอนทุกอย่าง พ่ออย่าได้กังวลห่วงไยไปเลย ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่จะขอสร้างตนเพื่อบำรุงวงศ์ตระกูลของเราให้รุ่งเรืองสืบไป
              หลังจากนั้นตาจึมมีอาการหายใจขัดมากยิ่งขึ้น กระวนกระวายเหมือนเลือดในกายหยุดวิ่งทีละน้อย กองทัพแห่งความตายได้เคลื่อนพลประชิดคนไข้เข้ามาทุกลมหายใจ แกพยายามพูดกับหมอผู้เปี่ยมเมตตาต่อตนด้วยเสียงแผ่วๆ มีใจความว่า
              “ได้โปรดเถิดคุณหมอ ผมกำลังจะตายภายใน ๒๓ นาทีนี้แล้ว ต้องขอขอบพระคุณและขอส่งบุญทั้งหลายแก่คุณหมอที่มีบุญคุณต่อชีวิตผมนับอนันต์ที่ได้ช่วยดูแลรักษาหาหยูกยามาให้มากมาย อีกทั้งไม่คิดค่ารักษาและค่ายาแม้บาทเดียว ผมไม่มีสิ่งใดตอบแทนบุญคุณของหมอเลย... โอ... พระคุณเจ้า หูของผมไม่ได้ยินอะไรแล้ว.. โอ้.. จิตรลูกพ่อ.. พุทธังอรหัง...”
              เจ้าจิตรกอดพ่อไว้แน่นราวกับจะไม่ยอมให้ดวงวิญญาณของตาจึมแล่นออกจากร่างไปได้ แต่ต่อให้เจ้าจิตรออกแรงเหนี่ยวรั้งไว้เท่าใด ก็ไม่อาจสำเร็จได้ดังใจจง เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นมรดกของสัตว์โลก ไม่มีชีวิตใดหลบเลี่ยงรอดพ้นไปได้ มิเว้นแม้พระอรหันต์องค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเถิดยังต้องเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน
              ในที่สุดตาจึมก็ตกเป็นเหยื่อของพญามัจจุราช สิ้นลมลายใจในอ้อมแขนของเจ้าจิตรผู้เป็นลูก ตาจึมเข้าสู่มรณกรรมในเวลาเดียวกันกับที่ดวงจันทรายาตราสู่อัสดงคต หมดแสงรัศมีลงไปพร้อมๆ กันนั้นเอง

ลังจากจัดการพิธีทำบุญศพเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าจิตรถึงได้รู้สึกตัวอย่างแท้จริงว่า โอ..ตัวเรานี้ช่างเคว้งคว้างว้าเหว่และทุกข์ตรมแต่เพียงลำพัง จะบ่ายหน้าไปพึ่งพาพี่น้องญาติมิตรทางไหนก็หามีไม่ เอาเถอะเห็นทีจะต้องต่อสู้กับความยากลำบากทุกสิ่งอย่างเท่านั้น ทำอย่างไรได้เล่าเมื่อกลายมาเป็นเด็กกำพร้าแล้วนี่ ดังคำพ่อสั่งเสียไว้ว่า จิตรลูกรักเมื่อสิ้นบุญพ่อแล้ว ชีวิตของเจ้าก็เหมือนขอนไม้ที่ล่องลอยอยู่กลางทะเลฉะนั้น
              เจ้าจิตรเริ่มตระหนักเห็นว่า โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่และน่ารื่นรมย์ยิ่งนักสำหรับคนอื่น แต่กลับคับแคบเสียเหลือเกินสำหรับตัวเองผู้กำพร้าซึ่งพ่อแม่ ไร้ญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตพอจะบ่ายหน้าไปขออาศัยได้บ้าง ใครอื่นหรือก็ดูเขาไม่ต้องการเลย เพราะอับจนยากไร้เช่นนี้ ใครเขาจะต้องการคบค้าสมาคม หรือหากของานเขาทำก็จะมีใครช่วยสงเคราะห์ให้งานทำได้ โอตัวเราหนอ เกิดมาชาตินี้ไยช่างลำบากยากเข็ญกว่าใครเขานัก แต่เมื่อเกิดมาเป็นชายชาตรีแล้ว จะกลัวไปไยกับความลำบาก มีแต่ต้องต่อสู้กับความทุกข์ ความลำบากเหล่านี้ให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย
              เจ้าจิตรยืนนิ่งที่ระเบียงหน้าบ้าน คิดถึงการหางานทำอยู่เงียบๆ คนเดียว เงยหน้ามองฟ้าแลเห็นพระจันทร์ลอยเด่นกลางหมู่เมฆทอรังสีแสงทาบทาทั่วอาณาบริเวณ สายลมเฉื่อยฉิวพัดมาอ่อนๆ เสียงพระสงฆ์สวดมนต์จากวัดดังชัดเจนมากับสายลม ครั้นเจ้าจิตรได้ยินเสียงพระสงฆ์สวดมนต์ก็ยิ่งทำให้จิตใจกระหวัดนึกถึงพ่อที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน จนใจจะหันหน้าไปหาใครจึงได้แต่หันหน้าไปมองห้องโล่งๆ เห็นแต่ตะเกียงส่องแสงอยู่ริบหรี่ ที่ตรงนี้เป็นที่ที่พ่อเคยนั่งมวนบุหรี่ใบตองสูบอยู่เป็นประจำ แต่ตอนนี้มีเจ้าจิตรเพียงคนเดียว นึกสงสารตัวเองขึ้นมาอย่างจับใจ เจ้าน้ำตาก็ไหลลงอาบหน้าอย่างไม่รู้ตัว
              ขณะที่เจ้าจิตรหันไปมองทางหน้าบ้านก็เห็นชายผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดขาวเดินเข้ามา เจ้าจิตรลุกขึ้นร้องถามออกไป
              “นั่นใครนะ
              “ฉันเอง เจ้าจิตรชายคนนั้นตอบ
              เจ้าจิตรจำได้ว่าเป็นคุณหมอ จึงร้องเชิญ เชิญคุณหมอขึ้นมาข้างบนเลยครับ
              หมอก้าวเท้าขึ้นบันไดมาบนบ้านแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตามคำเชื้อเชิญของเจ้าของบ้าน
              “สบายดีหรือเปล่าละ เจ้าจิตรคุณหมอไต่ถามอย่างมีน้ำใจ
              “ท่านครับด้านร่างกายผมสบายดีครับ แต่ด้านจิตใจนี่สิมันทุกข์ทรมานที่สุด ไม่เคยเป็นสุขเลยแม้สักครั้งนับแต่เสียพ่อไปจิตใจของผมไม่เคยสงบเลยครับ
              คุณหมอผงกศีรษะคล้อยตามคำพูดและถามเพิ่มเติมต่อว่า ตอนนี้ได้งานทำที่ไหนแล้วหรือยัง
              “ท่านครับอยู่ที่นี่ ผมพยายามหางานแล้วแต่ไม่ได้ เจ้าจิตรตอบด้วยความขมขื่น งานทุกอย่างดูเหมือนจะสูงกว่าวิชาความรู้ของผมที่ได้เล่าเรียนมา
              “ฉันเห็นใจเธอมากนะจิตรคุณหมอพูดด้วยความสงสารอย่างจริงใจ แล้วพูดให้กำลังใจว่า เธอก็เป็นลูกผู้ชายจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ อีกมากมายในวันข้างหน้า เดี่ยวขอฉันคิดสัก ๒ - ๓ นาที เผื่อจะหาทางช่วยเธอได้บ้าง
              เจ้าจิตรนั่งเงียบๆ หมอใช้ความคิดอยู่สักครู่ก็ยิ้มร่าพร้อมทั้งเอ่ยว่า นึกออกแล้ว ฉันมีอาอยู่คนหนึ่งเป็นผู้มีอัธยาศัยดีฐานะมั่นคง จะว่าไปแล้วถ้าท่านช่วยเป็นธุระละก็เห็นทีเธอต้องได้งานทำแน่นอน แต่ว่างานนี้หนักหน่อยนะในช่วงแรกๆ
              เจ้าจิตรยิ้มขึ้นด้วยความดีใจตอบหมอไปว่า ผมอดทนต่อความยากลำบากได้ทุกอย่าง ขอเพียงให้มีงานทำกับเขาบ้างจะได้หาเลี้ยงชีวิตไม่ให้ใครเขานินทา ไม่ว่าจะเป็นงานขุดดิน แบกหาม หรือหาบคอนอะไรก็ได้ผมเต็มใจทำทั้งนั้น
              หมอมีสีหน้าสดชื่นยินดี ฉันนึกอยู่แล้วว่าลูกผู้ชายอย่างเธอต้องทำได้ทุกอย่าง จิตใจของเธอน่ายกย่องยิ่งนัก แต่ว่างานที่เธอต้องทำนี่นะไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก อยู่ที่เมืองไพลินโน่น
              “เมืองไพลิน!” เจ้าจิตรทวนคำ สีหน้าที่สดชื่นเปลี่ยนไปในบัดดล แล้วพูดเสียงอ่อยๆ ว่า
              “เขาว่ากันว่าที่นั่นไข้ป่าชุกชุม มีแต่พวกชาวเขาชาวกุลาเท่านั้นที่ทำมาหากินอยู่ที่นั่นได้ ผมกลัวว่าจะเข้ากับสภาพอากาศที่นั่นไม่ได้นะครับ
              หมอชี้แจงว่า ที่เธอว่ามานั่นมันก็ใช่ แต่เธอเคยไปเป็นไข้ป่าที่นั่นแล้วหรือไง และเธอจะไม่รู้จักวิธีป้องกันตนเองให้รอดจากไข้ป่าเชียวหรือ ในเมื่อเธอเองก็ได้เรียนรู้วิชาสุขอนามัยมาแล้ว ก็น่าจะสามารถป้องกันตัวเองได้ อีกอย่างหนึ่งไข้ป่านี่ไม่ใช่ว่าคอยจ้องจะเป็นเฉพาะกับพวกเราหรอก ไม่ว่าจะเป็นใครหากไม่รู้จักวิธีป้องกันตามหลักสุขอนามัยแล้ว ก็เป็นกันได้ทั้งนั้นแหละ
              คุณหมอพูดให้กำลังใจเจ้าจิตร ให้มีความมานะกล้าหาญแล้วเล่าต่อไปว่า        
              “อาของฉันคนนี้ เมื่อก่อนเคยรับราชการเรียกตามบรรดาศักดิ์ว่า หลวงรัตนสมบัติ ตอนนี้อายุท่านประมาณ ๕๐ กว่าแล้ว เป็นคนอัธยาศัยดีพวกคนงานที่นั่นเคารพท่านมาก เมื่อสัก ๒ - ๓ อาทิตย์ก่อนท่านมีจดหมายมาถึงฉันให้ช่วยคัดคนงานหนึ่งคนไปช่วยงาน สำหรับเธอฉันวางใจว่าทำได้ การขุดบ่อแต่ละบ่อเขาต้องการคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต
              “งานนี้ เป็นงานใหม่ในชีวิตของผมเจ้าจิตรกล่าว
              “ก็ยังดีกว่าอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำใช่ไหมละ ถ้าตกลงว่าจะทำ ฉันจะส่งเธอไปในเร็วๆ นี้ และหวังว่าเธอจะมุ่งมั่นทำงานอย่างทุ่มเทให้เป็นที่พอใจของเขาได้แน่นอน
              เจ้าจิตรยกมือไหว้แสดงความขอบคุณด้วยความเคารพ ส่วนหมอก็เขียนจดหมายให้ไว้หนึ่งฉบับก่อนจะลากลับลงเรือนไป