จากผู้แปล
ว่าไปตามจริงแล้วประเทศกัมพูชากับประเทศไทยนั้นมีผืนดินติดเป็นแผ่นเดียวกันที่มิอาจแยกหนีจากกันไปได้ เพียงแต่แบ่งเขตกั้นไว้ด้วยเส้นพรมแดนเท่านั้น มิเพียงเท่านั้นประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ยังบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันมายาวนานทั้งในมุมของความเป็นมิตรและศัตรู ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละยุคสมัย ซึ่งคนชั้นเราก็มิอาจไปเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนไปได้เช่นกัน
ด้วยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันดังกล่าวนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่กัน เกิดความชิดใกล้กันทั้งในทางภาษา ประเพณี วัฒนธรรม ไม่ยกเว้นแม้งานวรรณกรรม ซึ่งมีความใกล้เคียงกันมากทั้งโดยรูปแบบและวิธีการนำเสนอ วรรณกรรมกัมพูชารุ่งเรืองจากกาพย์ โคลง กลอน ก่อนพัฒนามาสู่การเขียนเป็นนวนิยาย หรือ “ประโลมโลก”
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เรื่อยมา วรรณกรรมในรูปของประโลมโลกได้รับความนิยมจากผู้อ่านชาวกัมพูชาอย่างกว้างขวาง ถือได้ว่าช่วงนี้เป็นยุคทองของวรรณกรรมกัมพูชา นวนิยายหลายเรื่องที่เกิดในยุคนี้กลาย เป็นวรรณกรรมอมตะที่มีการกล่าวถึง และจัดพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน จนไม่สามารถระบุได้ว่า เรื่องนั้นๆ ได้รับการตีพิมพ์มาแล้วกี่ครั้ง และหนึ่งในจำนวนนั้นมี “กุหลาบไพลิน” ของ ญก แถม เล่มนี้รวมอยู่ด้วย
“กุหลาบไพลิน” เป็นผลงานนวนิยายเรื่องแรกของญก แถม โดยปีที่พิมพ์ครั้งแรกนั้นยังสับสนว่าจะเป็นปี ๒๔๗๙ หรือ ๒๔๘๖ กันแน่ เสน่ห์ของ “กุหลาบไพลิน” อยู่ที่การผูกเรื่องของผู้เขียนที่ดูง่ายแต่ชวนติดตาม การสร้างบุคลิกของตัวละครที่ชัดเจนเสมอตนเสมอปลาย ประกอบกับถ้อยสำนวนบรรยายฉากและเหตุการณ์ที่ผู้เขียนใช้สามารถเข้าถึงอารมณ์ของผู้อ่าน จึงทำให้ “กุหลาบไพลิน” ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และด้วยจุดเด่นของแบบแผนการดำเนินชีวิตของตัวละครเอกที่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน กระทรวงศึกษาธิการของกัมพูชาจัดให้เป็นหนังสือประกอบการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยม และมีการตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้งโดยหลายสำนัก
ความนิยมต่อ “กุหลาบไพลิน” ทำให้ได้รับการนำไปแปลเป็นภาษาอื่นด้วย คือ แปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ในชื่อ La Roses de Pailin โดย Gerard Groussin ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ ความหนา ๗๘ หน้า ในส่วนของภาษาไทย ได้มีการแปลเพื่อใช้ในการเรียนการสอนภาควิชาภาษาเขมร ในระดับมหาวิทยาลัย เมื่อปี ๒๕๔๐
ในการแปลครั้งนี้ ผู้แปลมุ่งหวังว่าที่จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกของคนกัมพูชาผ่านวรรณกรรมมาสู่การรับรู้ของคนไทย ที่อาจช่วยสร้างมุมมองต่อประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มอีกมุมหนึ่งได้บ้าง หากจะนำไปสู่การศึกษาและสร้างความเข้าใจต่อกันได้มากขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างสรรค์ ต่อไป
สรสาสน์
sorasat@gmail.com
No comments:
Post a Comment