กุหลาบไพลิน
แปลจากต้นฉบับภาษาเขมร เรื่อง
ญก แถม เขียน
สรสาสน์ แปล
๒
หลังจากได้จดหมายฝากฝังจากหมอแล้ว เจ้าจิตรก็จัดแจงเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า เตรียมสัมภาระเดินทางเสร็จสรรพแล้วจึงเข้านอนพักผ่อนด้วยความเบิกบานใจอย่างเหลือล้น คืนนั้นแทบนอนไม่หลับทั้งคืน ตีห้าจวนแจ้งนาฬิกาจากตลาดตีโมงๆ เสียงชัดเจนดังมาถึงบ้าน เจ้าจิตรลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา แต่งเนื้อแต่งตัวหิ้วกระเป๋าสัมภาระลงเรือนเดินมุ่งสู่ตลาดเพื่อขึ้นรถโดยสารสายพระตะบอง-ไพลิน
เจ้าจิตรซื้อตั๋วที่นั่งเรียบร้อย นั่งรอเวลารถออกจากท่าตลาดเมืองพระตะบอง จนกระทั่งเวลาล่วงหกโมงเช้า รถยนต์จึงเริ่มเคลื่อนตัวมุ่งไปทางทิศใต้ ผ่านตลาดภาษีสุราเลี้ยวขวาไปทิศตะวันตกตามถนนมุ่งสู่ไพลิน เจ้าจิตรนั่งมองภูมิประเทศสองข้างทางรู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจอย่างประหลาด คิดถึงพ่อที่เพิ่งเสียชีวิตขึ้นมาครั้งใดน้ำตาพาลไหลออกมาเสียเฉยๆ พยายามกลั้นน้ำตามิให้หลั่งเพื่อไม่ให้คนอื่นเขาเกิดความสงสัยในตน และพยายามกลบเกลื่อนโดยพูดจาสนุกสนานกับผู้โดยสารที่นั่งข้างเคียงไปตลอด
ระยะทางขึ้นไปเมืองไพลินไม่ไกลจากพระตะบองมากนักก็จริง แต่เส้นทางนั้นแสนจะขรุขระและคดเคี้ยว รถโดยสารต้องวิ่งขึ้นภูเขาอีกทั้งต้องขับเลี้ยวไปเลี้ยวมากว่าจะถึงไพลิน ต่อให้พยายามเพียงใดก็คงไม่เร็วเท่ากับขับทางเรียบอย่างแน่นอน
เจ้าจิตรมองดูทัศนียภาพสองข้างทางที่เต็มไปด้วยเทือกสวนไร่นา แปลงพืชผัก และบ้านเรือนผู้คนตั้งอยู่เป็นหย่อมๆ ทิ้งระยะกันไป จนกระทั่งเข้าสู่เขตไพลิน สภาพรอบข้างมีแต่ป่าไพรแมกไม้เถาวัลย์ ภูเขาลูกแล้วลูกเล่ารับช่วงกันเป็นทอดๆ ฝูงสัตว์ป่ามากมายทั้งปักษีปักษา สัตว์จตุบาทหลากชนิดที่อาศัยอยู่ตามป่าครึ้ม เจ้าจิตรแลดูหมู่มวลสัตว์เหล่านั้นยิ่งทำให้ใจหวนคิดถึงพ่อขึ้นมาอย่างทับทวี จนแทบจะกลั้นไม่อยู่
รถยนต์โดยสารแล่นลัดเลาะผ่านผืนป่าและภูเขามาหลายทอด กระทั่งเวลา ๑๑ นาฬิกา ตะวันตรงศีรษะ จึงมาถึงตลาดไพลินอย่างปลอดภัย เจ้าจิตรลงจากรถได้ก็เที่ยวเดินสอบถามหาบ้านหลวงรัตนสมบัติไปเรื่อยๆ มีชาวพม่าคนหนึ่งที่ตลาดแห่งนั้นชี้มือบอกว่าบ้านหลวงรัตนสมบัติอยู่ห่างจากตลาดนี้ไปประมาณ ๕๐๐ เมตร อยู่ติดถนนทางด้านเหนือบนซุ้มประตูหน้าบ้านจะมีป้ายเขียนติดไว้ว่า “คฤหาสน์รัตนสมบัติ” เดินไปเถอะเดี๋ยวก็เจอเองแหละ
เจ้าจิตรจึงเดินไปตามคำบอกของชาวพม่าคนนั้น จนไปหยุดยืนลังเลอยู่หน้าบ้านที่มีป้ายตามที่บอก สักพักมีกรรมกรคนหนึ่งออกจากบ้านนั้นมาถามว่า
“มาหาใคร”
เจ้าจิตรสะดุ้งตกใจเพราะกำลังยืนสำรวจดูบริเวณโดยรอบอยู่เพลินๆ พอหันมาก็พบชายผิวดำคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ จึงตอบไปว่า
“ผมมาหาคุณหลวงรัตนสมบัติครับ ตอนนี้ท่านอยู่หรือเปล่า”
“ท่านอยู่ในบ้าน” ชายคนนั้นตอบ “ถ้าอยากพบท่านก็เชิญตามผมมา”
ชายคนนั้นเดินนำหน้าเจ้าจิตรขึ้นไปบนบ้านแล้วหายเข้าไปในห้อง สักครู่มีชายผมหงอกคนหนึ่งเดินออกมาบุคลิกดูสง่า นุ่งโสร่งผ้าไหม สวมเสื้อลำลอง อย่างคนอยู่กับบ้านทั่วไป คำแรกที่พูดกับเจ้าจิตรดังนี้
“หลานชายมาจากไหนรึ ต้องการพบฉันมีธุระอะไรหละ”
เจ้าจิตรสังเกตรู้ได้ทันทีว่าคนนี้แหละที่ใครๆ เรียกกันว่าหลวงรัตนสมบัติคนที่ตนต้องการพบ จึงรีบลดตัวลงจากเก้าอี้ น้อมกายไหว้ให้ความเคารพอย่างเหมาะควร
หลวงรัตนสมบัติ เป็นพ่อค้าพลอยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของเมืองไพลิน ท่านนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว เจ้าจิตรสังเกตจากบุคลิกของท่านก็รู้ว่าเป็นคนมีอัธยาศัยดี มีจิตเมตตาน่าเคารพนับถือจริงๆ
“หามิได้ครับ” เจ้าจิตรตอบอย่างนอบน้อม ”คุณหมอสะอาดได้ฝากจดหมายฉบับหนึ่งมาให้ท่านครับ”
“หมอสะอาดหลานชายฉันนะหรือ” ท่านพูดพร้อมทั้งยิ้มแย้มตามลักษณะที่เป็นคนมีจิตใจเบิกบาน แล้วถามว่า “จดหมายฉบับนั้นอยู่ไหนละ”
เจ้าจิตรล้วงไปในกระเป๋าหยิบจดหมายฉบับนั้นส่งให้ คุณหลวงรับไปเปิดอ่านด้วยความดีใจเมื่ออ่านจบจึงหันมาพินิจดูลักษณะของเจ้าจิตรอีกครั้ง
“หลานชายนะหรือชื่อเจ้าจิตรที่หมอสะอาดส่งมาให้ฉัน”
“ใช่ครับผมเอง”
“อืมหลานชายจะทำงานอย่างนี้ไหวหรือ งานของฉันมันหนักมากนะต้องขุดดินวันละ ๕ - ๖ ชั่วโมงกว่าจะเสร็จสิ้น รูปร่างผอมบางอย่างหลานชายนี่ฉันว่าทำได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ได้หนีกลับบ้านแล้ว”
“คนอื่นเขาอดทนทำได้อย่างไรผมก็ต้องทำได้เหมือนกันครับ ขอท่านอย่าได้กังวลไปเลย” เจ้าจิตรยืนยันอย่างหนักแน่น ประโยคนี้ทำให้หลวงรัตนสมบัติพึงพอใจเป็นอย่างมาก เจ้าจิตรพูดต่อไปว่า
“ท่านครับ คนเราเกิดมาบนโลกใบนี้ไม่ควรเลือกแต่งานเบาหรืองานสบาย ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย ตราบใดที่ผมยังมีกำลังอยู่ผมจะทำงานตราบนั้น ไม่ว่างานจะหนักหรือเบาก็ตาม”
“เธอพูดอย่างนี้ถูกต้องทีเดียว” หลวงรัตนสมบัติกล่าวชมแล้วว่า “เอาหละ ถ้าอย่างนั้นฉันมีงานเยอะแยะสำหรับคนที่จะอยากทำ ตอนนี้บ่อด้านตะวันออก เพิ่งสั่งให้เขาเริ่มขุดหาพลอยมีค่าบ่อหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าฉันจะส่งเธอไปทำงานที่นั่น ทำงานครั้งแรกนี้ฉันจะตั้งเงินเดือนให้เธอ ๓๐ เรียลไปก่อน แต่เธออาจจะได้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้นอีก ถ้าหมั่นเอาใจใส่ทำงานอย่างขยันขันแข็งและมีผลงานเรียบร้อยดี”
เจ้าจิตรน้อมศีรษะเห็นด้วยอย่างเคารพ
ขณะนั้นมีเสียงฝีเท้าดังจากชั้นล่างขึ้นมาบนบ้าน พร้อมทั้งเสียงเล็กๆ ดังแว่วมาจากข้างหลังเจ้าจิตร เจ้าจิตรหันไปมองก็ปะทะเข้ากับสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมาพอดี เป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแพรวพราวน่าหลงไหลเสน่หา เจ้าของนั้นมีทีท่าออกหยิ่งๆ เล็กน้อย ท่าทางเจ้าแง่แสนงอน ผิวพรรณขาวผุดผ่อง ใบหน้ากลมมนเหมือนวงพระจันทร์ ถ้อยสำเนียงกังวานใสดุจเสียงระฆังเงิน ท่วงท่าเดินแช่มช้อยราวดอกดุหลาบต้องลมพลิ้วไหวอยู่กลางสวนปานนั้น โอ! งามใดไหนจะปาน นี่เรากำลังหลับฝันอยู่หรือไร?
กว่าเจ้าจิตรจะตื่นจากตะลึงเลิกจ้องมองหล่อนก็ต่อเมื่อหลวงรัตนสมบัติร้องเรียกลูกสาวให้ขึ้นมาบนบ้าน
“มานี่ซิ นารี วันนี้ป๋าได้คนงานมาใหม่อีกคนแล้ว”
หญิงสาวชื่อนารี ก้าวขาขึ้นบันไดทีละขั้นๆ ตาจ้องมองเจ้าจิตรด้วยท่าทางหยิ่งยโสนิดๆ ตามวิสัยหญิงสาวรูปสวย แล้วถามพ่อว่า “ป๋าค่ะ นี่หรือค่ะลูกจ้างคนใหม่ของเรา”
หลวงรัตนสมบัติพยักหน้ารับ หันไปพูดกับเจ้าจิตรว่า “เออ เจ้าจิตร นี่นารีลูกสาวคนเดียวของฉัน”
เจ้าจิตรยกมือไหว้ ส่วนนารีผงกศีรษะรับไหว้ด้วยกิริยาหยิ่งๆ ตามนิสัยของหล่อน
นารีจ้องมองกรรมกรคนใหม่ของพ่อตั้งแต่ศีรษะจนจรดปลายเท้า มองแล้วมองอีก ในที่สุดก็ออกปากว่า “กรรมกรคนนี้ผอมอย่างกับพวกขี้ยา จะมีแรงขุดดินไหวหรือค่ะป๋า”
ถูกหญิงสาวพูดสบประมาทซึ่งๆ หน้าอย่างนั้นเจ้าจิตรรู้สึกขุ่นเคืองยิ่งนัก ชำเลืองดูหล่อนด้วยหางตานิดหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า
“คนซึ่อใช่จะว่าเป็นคนโง่หรอกครับ และเช่นกันคนผอมก็ใช่ว่าจะเป็นคนอ่อนแอเสมอไป เห็นผอมๆ อย่างนี้มีแรงพอๆ กับคนอ้วนนั่นแหละ เพียงแต่ไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังอุดมสมบูรณ์เท่านั้นแหละ”
นารีทำหน้าบึ้งโมโหขึ้นมาทันใด ด้วยคิดไม่ถึงว่าเจ้าจิตรจะกล้าต่อปากต่อคำถึงเพียงนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนในบ้านหลังนี้หาญกล้าพูดจาเล่นสำนวนโวหารกับหล่อน
คุณหลวงเห็นลูกสาวโกรธอย่างนั้นจึงรีบพูดตัดบทว่า “เอาละ เจ้าจิตรพอแค่นี้ก่อนนะ เธอเพิ่งมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยหายเพลียก่อนเถิด”
No comments:
Post a Comment