Thursday, September 9, 2010

กุหลาบไพลิน 1

กุหลาบไพลิน
แปลจากต้นฉบับภาษาเขมร เรื่อง
ญก  แถม      เขียน
สรสาสน์       แปล


รานั้น พระสุริยเทวบุตรทรงประทับเหนือวิมานผลึกแก้วแพรวพราย อันเป็นราชรถพระที่นั่งเทียมด้วยม้าอาชาไนยหนึ่งพัน ทรงประทักษิณาเขาพระสิเนรุราช จากทิศบูรพายาตราสู่ประจิมทิศตามจักรราศีแห่งสุริยจักรวาล ลุถึงกำหนดจึงเลี้ยวพระราชรถเข้าหลบเหลี่ยมมหาบรรพตา รังสีพระสุริยาก็เบาบางย่างสู่ย่ำสนธยา ราตรีนั้นเป็นคืนข้างขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง ปีจอ พ.. ๒๔๗๐ พระจันทราเทวบุตรก็เสด็จขึ้นประทับเหนือราชรถพระที่นั่งวิมานเงิน ทรงเคลื่อนออกจากบูรพาทิศทอรัศมีสีเงินยวงทาบทาพื้นพสุธาถ้วนทั่ว ดูเหมือนพระจันทราจะเจตนาเมียงมองและส่งยิ้มพริ้มพรายมุ่งหมายยังยอดหลังคาเคหสถานหลังหนึ่ง ณ เบื้องตะวันตกตลาดสวายเปา ซึ่งเป็นตลาดสดใจกลางเมืองพระตะบอง
              เคหสถานนั้น เป็นบ้านหลังเก่าๆ มุงกระเบื้องหลังคายกสองชั้น ฝาไม้กระดาน พื้นปูไม้กระดาน เสากลม หน้าจั่วจำหลักไม้เป็นรูปราหูอมจันทร์ ใต้รูปภาพนั้นสลักด้วยอักษรตัวใหญ่ว่า ศิริพงษ์ เป็นบ้านทรงเขมรแบบโบราณที่ยังพอมีหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้
              ขณะนั้น แสงรังสีดวงจันทราได้ส่องลอดช่องหน้าต่างเข้ามา ลมเย็นพัดแผ่วเบา เย็นพอเหมาะ ภายในเคหสถานนั้นมีตะเกียงน้ำมันก๊าดเล็กๆ ดวงหนึ่งแขวนไว้กับข้างฝาไม้กระดาน สว่างพอให้มองเห็นชายชราคนหนึ่ง ร่างกายซูบผอมราวกับไร้เลือดเนื้อ มีแต่หนังหุ้มกระดูก นอนแข็งทื่ออยู่กลางห้องโล่งๆ ข้างกายชายชรานั้นมีเด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านหนึ่งคนนั่งคอยปรนนิบัติดูแลรักษาไข้ของชายชราซึ่งเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของตนต่อเนื่องมาเป็นคืนที่สามแล้ว
              คนป่วยอาการหนักนอนซมบนที่นอนผู้นี้ชื่อว่า จึมแกกำลังจะตกเป็นเหยื่ออันโอชะของโรคชรานานๆ จะถอนหายใจยาวๆ สักครั้ง แกพยายามลืมตากวาดมองไปทั่วบริเวณห้อง และสายตาทั้งคู่ของแกมาหยุดนิ่งจับที่ใบหน้าเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัวแก ชายหนุ่มนั้นชื่อ เจ้าจิตรเป็นลูกผูกดวงใจ ที่จะเป็นผู้สืบทอดเชื้อสายวงศ์ตระกูลของแกต่อไปในอนาคต แกพยายามยิ้มอย่างหมองหม่น ออกแรงพูดด้วยเสียงสั่นและแหบพร่า
              “จิตรลูกรักของพ่อ นี่ก็ดึกดื่นมากแล้วยังไม่เข้านอนอีกหรือ ไปสิลูก ไปหลับไปนอนเสียเถอะตาจึมคะยั้นคะยอให้ลูกเข้านอนด้วยหวั่นเกรงว่าลูกจะอ่อนเพลียจนล้มป่วยไปอีกคน
              เจ้าจิตรส่ายศีรษะไปมาเป็นการปฏิเสธ สีหน้าบ่งบอกถึงความรักความห่วงใยและความสงสารบิดา ก่อนจะตอบว่า
              “ผมยังไม่ง่วงหรอกครับพ่อ เออ ดูเหมือนว่าพ่อยังไม่ได้กินยาบำรุงกำลังนี่นา คุณหมอกำชับไว้ว่าพ่อต้องกินยาให้ได้นะครับ
              “ยาหรือลูกตาจึมพูดดังอยู่ในลำคอทำนองประชดประชันยาขนานนี้ เพราะแกรู้ดีว่ายานั้นหาได้มีสรรพคุณวิเศษใดแม้น้อยนิด แล้วพูดต่อ โอ...ลูกเอ๋ย ยาพวกนี้พ่อกินมานักแล้ว ไม่เห็นมีสรรพคุณอะไรที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยให้ทุเลาเบาบางลงบ้างเลย โรคแบบนี้พ่อรู้ดีว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย อำนาจอิทธิฤทธิ์ของยาตอนนี้ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าน้ำทะเลดอก
              เจ้าจิตรยังไม่ทันได้กล่าวตอบพ่อ ก็มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้องวางกระเป๋าแล้วนั่งลงข้างๆ คนไข้ก่อนจะถามขึ้น วันนี้เป็นอย่างไรบ้างละตา อาการดีขึ้นบ้างไหมครับ
              “โอ้...พุทโธ่ๆตาจึมอุทานอย่างคนตกใจเมื่อได้ยินเสียงหมอถามตนเช่นนั้น แกพูดต่อว่า โอ...คุณหมอ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่ทันเห็นว่าคุณหมอนั่งอยู่ตรงนี้เจ้าจิตรได้ยินพ่อพูดเช่นนั้น น้ำตาก็ไหลซึมด้วยความสงสารพ่อจับใจ หันไปมองดูหน้าหมอผู้ชำนาญการรักษา หมอก็ส่ายหน้าอย่างหมดหวัง กระซิบบอกข้างหูเจ้าจิตรเบาๆ ว่า
              “คงไม่พ้นคืนนี้หรอก
              ตาจึมพูดทีละคำทั้งหอบ ริมฝีปากซีดสั่นระริก พยายามพูดต่อไป
              “ผมคงมีชีวิตรอดอยู่ไม่ถึงได้เห็นแสงตะวันยามเช้าของพรุ่งนี้ดอก ผมเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรเลย เพราะมรณธรรมเป็นสภาวะปกติที่มนุษย์ทุกรูปนามต้องประสบ จะหลบเลี่ยงหลีกหนีให้พ้นไปหาได้ไม่ อันสังขารและร่างกายนี้ ผมหาได้นึกห่วงเสียดายเท่าใดดอก ตายแล้วจะไปเกิดเป็นอะไรก็สุดแท้แต่ยถากรรมเถิดแล้วหันไปสั่งลูกว่า
              “จิตรลูกรักของพ่อ เมื่อพ่อสิ้นอายุขัยลงชีวิตของลูกคงต้องล่องลอยไร้เสาหลักเกาะยึดพึ่งพิง เหมือนดั่งขอนไม้ที่ลอยอยู่กลางทะเลฉะนั้น
              เจ้าจิตรตีบตันในลำคอพูดอะไรไม่ออก มีแต่น้ำตาไหลรินอาบหน้า ก้มลงกราบแทบเท้าพ่อ ส่วนหมอต้องเบือนหน้าไปทางหน้าต่างแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
              ตาจึมพูดไปหอบไป
              “เอาหละ จิตรลูกรักของพ่อ เมื่อพ่อตายไปแล้วขอให้จดจำคำสอนของพ่อไว้เถิดว่า สิ่งที่มนุษย์โลกยึดถือว่าเป็นสิ่งมีค่าสูงส่งนั้น คือการทำตัวให้มีคุณค่าในทางที่ดีงาม การมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นนั้น ใครๆ เขาไม่เหลือบตามอง การเป็นอยู่เช่นนั้นไม่ได้นำมาซึ่งความสุขสบายหรอก แต่ตอนนี้ลูกเอ๋ย พ่อจะบอกเจ้าว่าควรทำอย่างไรถึงจะนำความเจริญเหล่านั้นมาให้คงจะไม่ได้ดอก เพียงขอให้เจ้าหมั่นนึกถึงพุทธสุภาษิตบทที่ว่า อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เท่านั้นให้เนืองๆ เถอะ
              “ลูกเอ๋ย ถ้อยความนี้มีนัยว่า ท่านไม่ได้สอนเราให้คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนจนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวหรือเลิกพึ่งคนอื่น หรือไม่ยอมให้คนอื่นพึ่งพาเราก็หาไม่ พุทธภาษิตบทนี้สอนเราให้รู้จักมานะพยายาม ขวนขวายสร้างเนื้อสร้างตัวของตนให้เจริญ ให้มีที่ยืนที่มั่นคงด้วยวิชาสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และสุขภาพพลานามัย นั่นแหละที่จะทำให้เราสามารถอยู่ในสังคมมนุษย์ได้อย่างมีคุณค่า และสามารถสร้างอรรถประโยชน์ คุณประโยชน์ต่อสังคมให้รุ่งเรืองได้อีกด้วย ลูกก็รู้ดีอยู่แล้วว่าคนเราเกิดมาในโลกใบนี้ ไม่มีผู้ใดอยู่ได้แต่เพียงลำพัง ต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันตลอดเวลา ลูกต้องรู้และต้องหมั่นบำเพ็ญกิจของตนเพื่อตัวเอง เพื่อสังคม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา
              หมอพูดแทรกขึ้นว่า คุณตาครับ อย่าด่วนสิ้นหวังไปก่อนสิครับ อันโรคของคุณตาที่ดูว่าหนักหนาสาหัสนี้ ก็น่าจะยังไม่เป็นอะไรมากหรอก ยังมีหวังที่จะหายดีได้อยู่
              “หายดีหรือครับคุณหมอ ไม่มีทางหายดีได้ดอก มีแต่ทางตายเท่านั้นตาจึมพูดกับหมออย่างขมขื่น ภายในเช้าพรุ่งนี้ คืนนี้ หรือเดี๋ยวนี้ ตอนใดตอนหนึ่งเท่านั้นเอง
              ตาจึมเว้นระยะนิดหนึ่งแล้วเริ่มพูดต่อไปอีกว่า
              “นี่แน่ะ จิตรลูกรัก พ่อนี้ยากจนนัก ไม่มีทรัพย์สินมรดกเหลือไว้ให้ลูกแม้แต่น้อย เมื่อพ่อตายไปแล้วมีแต่ซากศพกับคำสั่งเสียทิ้งเอาไว้ อันวิญญาณขันธ์ของพ่อนั้นจะได้รับความสุขเกษมศานติ์ในภพหน้าหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับลูกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพ่อทั้งหมดนี้ ซึ่งเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของพ่อ อีกอย่างหนึ่งวิชาความรู้ที่พ่อส่งเสียให้ลูกได้เล่าเรียนกระทั่งสำเร็จมา คือมรดกที่มีค่าอย่างหนึ่ง โอ ตั้งแต่วันนี้ไปพ่อหมดโอกาสที่จะช่วยเหลือดูแลลูกอีกแล้ว
              เมื่อได้ฟังคำสั่งเสียของพ่อครบถ้วนแล้ว เจ้าจิตรก็ยิ่งน้ำตาไหลพรากด้วยใจอาลัยอาวรณ์และสงสารพ่อเป็นที่สุด พยายามพูดทั้งสะอึกสะอื้นว่า
              “พ่อครับ คำสั่งสอนของพ่อทุกคำ ผมจะจดจำไว้ในหัวใจ และจะปฏิบัติตามคำสอนทุกอย่าง พ่ออย่าได้กังวลห่วงไยไปเลย ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่จะขอสร้างตนเพื่อบำรุงวงศ์ตระกูลของเราให้รุ่งเรืองสืบไป
              หลังจากนั้นตาจึมมีอาการหายใจขัดมากยิ่งขึ้น กระวนกระวายเหมือนเลือดในกายหยุดวิ่งทีละน้อย กองทัพแห่งความตายได้เคลื่อนพลประชิดคนไข้เข้ามาทุกลมหายใจ แกพยายามพูดกับหมอผู้เปี่ยมเมตตาต่อตนด้วยเสียงแผ่วๆ มีใจความว่า
              “ได้โปรดเถิดคุณหมอ ผมกำลังจะตายภายใน ๒๓ นาทีนี้แล้ว ต้องขอขอบพระคุณและขอส่งบุญทั้งหลายแก่คุณหมอที่มีบุญคุณต่อชีวิตผมนับอนันต์ที่ได้ช่วยดูแลรักษาหาหยูกยามาให้มากมาย อีกทั้งไม่คิดค่ารักษาและค่ายาแม้บาทเดียว ผมไม่มีสิ่งใดตอบแทนบุญคุณของหมอเลย... โอ... พระคุณเจ้า หูของผมไม่ได้ยินอะไรแล้ว.. โอ้.. จิตรลูกพ่อ.. พุทธังอรหัง...”
              เจ้าจิตรกอดพ่อไว้แน่นราวกับจะไม่ยอมให้ดวงวิญญาณของตาจึมแล่นออกจากร่างไปได้ แต่ต่อให้เจ้าจิตรออกแรงเหนี่ยวรั้งไว้เท่าใด ก็ไม่อาจสำเร็จได้ดังใจจง เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นมรดกของสัตว์โลก ไม่มีชีวิตใดหลบเลี่ยงรอดพ้นไปได้ มิเว้นแม้พระอรหันต์องค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเถิดยังต้องเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน
              ในที่สุดตาจึมก็ตกเป็นเหยื่อของพญามัจจุราช สิ้นลมลายใจในอ้อมแขนของเจ้าจิตรผู้เป็นลูก ตาจึมเข้าสู่มรณกรรมในเวลาเดียวกันกับที่ดวงจันทรายาตราสู่อัสดงคต หมดแสงรัศมีลงไปพร้อมๆ กันนั้นเอง

ลังจากจัดการพิธีทำบุญศพเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าจิตรถึงได้รู้สึกตัวอย่างแท้จริงว่า โอ..ตัวเรานี้ช่างเคว้งคว้างว้าเหว่และทุกข์ตรมแต่เพียงลำพัง จะบ่ายหน้าไปพึ่งพาพี่น้องญาติมิตรทางไหนก็หามีไม่ เอาเถอะเห็นทีจะต้องต่อสู้กับความยากลำบากทุกสิ่งอย่างเท่านั้น ทำอย่างไรได้เล่าเมื่อกลายมาเป็นเด็กกำพร้าแล้วนี่ ดังคำพ่อสั่งเสียไว้ว่า จิตรลูกรักเมื่อสิ้นบุญพ่อแล้ว ชีวิตของเจ้าก็เหมือนขอนไม้ที่ล่องลอยอยู่กลางทะเลฉะนั้น
              เจ้าจิตรเริ่มตระหนักเห็นว่า โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่และน่ารื่นรมย์ยิ่งนักสำหรับคนอื่น แต่กลับคับแคบเสียเหลือเกินสำหรับตัวเองผู้กำพร้าซึ่งพ่อแม่ ไร้ญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตพอจะบ่ายหน้าไปขออาศัยได้บ้าง ใครอื่นหรือก็ดูเขาไม่ต้องการเลย เพราะอับจนยากไร้เช่นนี้ ใครเขาจะต้องการคบค้าสมาคม หรือหากของานเขาทำก็จะมีใครช่วยสงเคราะห์ให้งานทำได้ โอตัวเราหนอ เกิดมาชาตินี้ไยช่างลำบากยากเข็ญกว่าใครเขานัก แต่เมื่อเกิดมาเป็นชายชาตรีแล้ว จะกลัวไปไยกับความลำบาก มีแต่ต้องต่อสู้กับความทุกข์ ความลำบากเหล่านี้ให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย
              เจ้าจิตรยืนนิ่งที่ระเบียงหน้าบ้าน คิดถึงการหางานทำอยู่เงียบๆ คนเดียว เงยหน้ามองฟ้าแลเห็นพระจันทร์ลอยเด่นกลางหมู่เมฆทอรังสีแสงทาบทาทั่วอาณาบริเวณ สายลมเฉื่อยฉิวพัดมาอ่อนๆ เสียงพระสงฆ์สวดมนต์จากวัดดังชัดเจนมากับสายลม ครั้นเจ้าจิตรได้ยินเสียงพระสงฆ์สวดมนต์ก็ยิ่งทำให้จิตใจกระหวัดนึกถึงพ่อที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน จนใจจะหันหน้าไปหาใครจึงได้แต่หันหน้าไปมองห้องโล่งๆ เห็นแต่ตะเกียงส่องแสงอยู่ริบหรี่ ที่ตรงนี้เป็นที่ที่พ่อเคยนั่งมวนบุหรี่ใบตองสูบอยู่เป็นประจำ แต่ตอนนี้มีเจ้าจิตรเพียงคนเดียว นึกสงสารตัวเองขึ้นมาอย่างจับใจ เจ้าน้ำตาก็ไหลลงอาบหน้าอย่างไม่รู้ตัว
              ขณะที่เจ้าจิตรหันไปมองทางหน้าบ้านก็เห็นชายผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดขาวเดินเข้ามา เจ้าจิตรลุกขึ้นร้องถามออกไป
              “นั่นใครนะ
              “ฉันเอง เจ้าจิตรชายคนนั้นตอบ
              เจ้าจิตรจำได้ว่าเป็นคุณหมอ จึงร้องเชิญ เชิญคุณหมอขึ้นมาข้างบนเลยครับ
              หมอก้าวเท้าขึ้นบันไดมาบนบ้านแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตามคำเชื้อเชิญของเจ้าของบ้าน
              “สบายดีหรือเปล่าละ เจ้าจิตรคุณหมอไต่ถามอย่างมีน้ำใจ
              “ท่านครับด้านร่างกายผมสบายดีครับ แต่ด้านจิตใจนี่สิมันทุกข์ทรมานที่สุด ไม่เคยเป็นสุขเลยแม้สักครั้งนับแต่เสียพ่อไปจิตใจของผมไม่เคยสงบเลยครับ
              คุณหมอผงกศีรษะคล้อยตามคำพูดและถามเพิ่มเติมต่อว่า ตอนนี้ได้งานทำที่ไหนแล้วหรือยัง
              “ท่านครับอยู่ที่นี่ ผมพยายามหางานแล้วแต่ไม่ได้ เจ้าจิตรตอบด้วยความขมขื่น งานทุกอย่างดูเหมือนจะสูงกว่าวิชาความรู้ของผมที่ได้เล่าเรียนมา
              “ฉันเห็นใจเธอมากนะจิตรคุณหมอพูดด้วยความสงสารอย่างจริงใจ แล้วพูดให้กำลังใจว่า เธอก็เป็นลูกผู้ชายจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ อีกมากมายในวันข้างหน้า เดี่ยวขอฉันคิดสัก ๒ - ๓ นาที เผื่อจะหาทางช่วยเธอได้บ้าง
              เจ้าจิตรนั่งเงียบๆ หมอใช้ความคิดอยู่สักครู่ก็ยิ้มร่าพร้อมทั้งเอ่ยว่า นึกออกแล้ว ฉันมีอาอยู่คนหนึ่งเป็นผู้มีอัธยาศัยดีฐานะมั่นคง จะว่าไปแล้วถ้าท่านช่วยเป็นธุระละก็เห็นทีเธอต้องได้งานทำแน่นอน แต่ว่างานนี้หนักหน่อยนะในช่วงแรกๆ
              เจ้าจิตรยิ้มขึ้นด้วยความดีใจตอบหมอไปว่า ผมอดทนต่อความยากลำบากได้ทุกอย่าง ขอเพียงให้มีงานทำกับเขาบ้างจะได้หาเลี้ยงชีวิตไม่ให้ใครเขานินทา ไม่ว่าจะเป็นงานขุดดิน แบกหาม หรือหาบคอนอะไรก็ได้ผมเต็มใจทำทั้งนั้น
              หมอมีสีหน้าสดชื่นยินดี ฉันนึกอยู่แล้วว่าลูกผู้ชายอย่างเธอต้องทำได้ทุกอย่าง จิตใจของเธอน่ายกย่องยิ่งนัก แต่ว่างานที่เธอต้องทำนี่นะไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก อยู่ที่เมืองไพลินโน่น
              “เมืองไพลิน!” เจ้าจิตรทวนคำ สีหน้าที่สดชื่นเปลี่ยนไปในบัดดล แล้วพูดเสียงอ่อยๆ ว่า
              “เขาว่ากันว่าที่นั่นไข้ป่าชุกชุม มีแต่พวกชาวเขาชาวกุลาเท่านั้นที่ทำมาหากินอยู่ที่นั่นได้ ผมกลัวว่าจะเข้ากับสภาพอากาศที่นั่นไม่ได้นะครับ
              หมอชี้แจงว่า ที่เธอว่ามานั่นมันก็ใช่ แต่เธอเคยไปเป็นไข้ป่าที่นั่นแล้วหรือไง และเธอจะไม่รู้จักวิธีป้องกันตนเองให้รอดจากไข้ป่าเชียวหรือ ในเมื่อเธอเองก็ได้เรียนรู้วิชาสุขอนามัยมาแล้ว ก็น่าจะสามารถป้องกันตัวเองได้ อีกอย่างหนึ่งไข้ป่านี่ไม่ใช่ว่าคอยจ้องจะเป็นเฉพาะกับพวกเราหรอก ไม่ว่าจะเป็นใครหากไม่รู้จักวิธีป้องกันตามหลักสุขอนามัยแล้ว ก็เป็นกันได้ทั้งนั้นแหละ
              คุณหมอพูดให้กำลังใจเจ้าจิตร ให้มีความมานะกล้าหาญแล้วเล่าต่อไปว่า        
              “อาของฉันคนนี้ เมื่อก่อนเคยรับราชการเรียกตามบรรดาศักดิ์ว่า หลวงรัตนสมบัติ ตอนนี้อายุท่านประมาณ ๕๐ กว่าแล้ว เป็นคนอัธยาศัยดีพวกคนงานที่นั่นเคารพท่านมาก เมื่อสัก ๒ - ๓ อาทิตย์ก่อนท่านมีจดหมายมาถึงฉันให้ช่วยคัดคนงานหนึ่งคนไปช่วยงาน สำหรับเธอฉันวางใจว่าทำได้ การขุดบ่อแต่ละบ่อเขาต้องการคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต
              “งานนี้ เป็นงานใหม่ในชีวิตของผมเจ้าจิตรกล่าว
              “ก็ยังดีกว่าอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำใช่ไหมละ ถ้าตกลงว่าจะทำ ฉันจะส่งเธอไปในเร็วๆ นี้ และหวังว่าเธอจะมุ่งมั่นทำงานอย่างทุ่มเทให้เป็นที่พอใจของเขาได้แน่นอน
              เจ้าจิตรยกมือไหว้แสดงความขอบคุณด้วยความเคารพ ส่วนหมอก็เขียนจดหมายให้ไว้หนึ่งฉบับก่อนจะลากลับลงเรือนไป

No comments:

Post a Comment